นกแต้วแล้วธรรมดา, Pittidae

นกแต้วแล้ว : อัญมณีป่าอุษาคเนย์

http://thairaptorgroup.com/TRG/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=941

pita

Figure 1:http://thairaptorgroup.com/TRG/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=941


           
ป่าเมืองไทยอยู่ในเขตร้อนชื้นใกล้เส้นศูนย์สูตร มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก  โดยเฉพาะชนิดของนกในป่าหลายประเภทเมื่อเทียบกับป่าแถบเหนือในเขตอบอุ่น  ซึ่งจะประกอบด้วยไม้จำพวกสนหลายชนิด ยิ่งเข้าใกล้ขั้วโลกเหนือ  สภาพป่าจะกลายเป็นทุ่งหญ้าเนื่องจากสภาพอากาศหนาวเย็นไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโต  ของต้นไม้ใหญ่ ในเมืองไทยจะพบทุ่งหญ้าท่ามกลางสภาพอากาศหนาวได้บนเขาสูง  เช่น เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์  เมื่อป่าอันเปรียบเสมือนบ้านของนกสนองความต้องการในการดำรงเผ่าพันธุ์  ด้วยอาหารอันอุดมสมบูรณ์และแหล่งหลบภัยในป่าทึบ จึงเอื้อให้นกบางกลุ่มที่เคยมีเชื้อสายหรือพันธุกรรมแตกกอจากต้นตอเดียวกัน

วิวัฒน์ความหลากหลายของชุดขนจนกลายเป็นชนิดที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจน แม้ว่าจะยังคงมีพฤติกรรมการหาอาหารและสร้างรังวางไข่ คล้ายคลึงกันก็ตาม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในบ้านเราได้แก่นกแต้วแล้วในวงศ์ Pittidae ซึ่งเป็นนกเกาะคอนโบราณเนื่องจากกล่องเสียงของนกหรือ syrinx ที่นกทุกชนิดมีไว้สร้างเสียงร้องเป็นแบบโบราณ มีกล้ามเนื้อโยงใยภายในอวัยวะสร้างเสียง น้อยเส้น นกแต้วแล้วจึงไม่สามารถสร้างเสียงร้องต่างทำนองสูงต่ำได้หลากหลายเท่า นกเกาะคอนชั้นสูงชนิดอื่นๆ เช่น นกกินแมลงหรือนกเดินดง ซึ่งมีกล้ามเนื้อในกล่องเสียง มากเส้นกว่า จึงผลิตเสียงร้องที่มีทำนองสูงต่ำได้ไพเราะกว่ามากนัก

ในเมืองไทยมีนกเกาะคอนโบราณเพียงสองวงศ์เท่านั้น คือนกแต้วแล้วและนกพญาปากกว้าง ถ้าเปิดเทียบกับหนังสือนกเมืองไทยของหมอบุญส่ง เลขะกุล ฉบับภาษาไทย จะเห็นว่านกแต้วแล้วและนกพญาปากกว้างถูกจัดเรียงอยู่หว่างกลางระหว่าง นกไม่เกาะคอน เช่น เป็ด นกคัคคู นกน้ำ นกชายเลน เหยี่ยวหรือนกทะเล และนกเกาะคอนชั้นสูง เช่น นกเขียวก้านตอง นกจับแมลง นกเดินดง นกกระจิ๊ด เป็นต้น

นกแต้วแล้วจัดเป็นนกป่าโดยแท้ ทั้ง 12 ชนิดที่มีรายงานพบในเมืองไทย จากทั้งหมด 32 ชนิดทั่วโลกล้วนเป็นนกประจำถิ่นอาศัยในป่า ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบหรือป่าไผ่ แต่บางชนิดอาจจะพบในแหล่งอาศัยประเภทอื่น เช่น นกแต้วแล้วป่าโกงกางในป่าโกงกาง หรือนกแต้วแล้วธรรมดาและนกแต้วแล้วอกเขียวในเรือนสวนและสวนสาธารณะ ยามที่นกอพยพย้ายถิ่นในหน้าฝนเพื่อทำรังวางไข่ ยิ่งไปกว่านั้นนกแต้วแล้วแพร่ กระจายพันธุ์ในทวีปเอเชีย อาฟริกาและหมู่เกาะแปซิฟิค จึงจัดเป็นนก โลกเก่าโดยเฉพาะในภูมิภาคอุษาคเนย์พบความหลากหลายของชนิดมากกว่า 10 ชนิดดังกล่าว และ 8 ใน 12 ชนิดมีความแตกต่างของชุดขนระหว่างเพศ คือตัวผู้และตัวเมียมีสีสันและลวดลายต่างกัน สามารถจำแนกเพศได้ถ้าสังเกตเห็นเต็มๆ
นกแต้วแล้วเป็นนกหากินบนพื้นป่าทึบ ด้วยรูปลักษณ์กลมรีคล้ายฟองไข่ คอ ปีกและหางสั้น แต่ขายาวแข็งแรงเหมาะสำหรับกระโดดหาอาหารตามพื้นดิน ใช้จะงอยปากขุดคุ้ยดินร่วนซุยหรือชื้นแฉะหาไส้เดือนหรือพลิกใบไม้แห้ง หาแมลงกิน นกแต้วแล้วมีนิสัยระแวงภัยสูงมาก ขณะหากินมักจะส่งเสียงร้อง ให้สัญญาณต่อกันระหว่างคู่ผสมพันธุ์ และเตือนไม่ให้นกตัวอื่นรุกล้ำถิ่นหากินของตนเอง เมื่อตื่นตกใจมักจะบินสั้นๆ ลงพื้นแล้วกระโดดหนีหายไปในป่าทึบที่มีแสงแดดสาดส่อง ลงมาได้น้อย จากพฤติกรรมระแวงภัยนี้ขัดแย้งกันอย่างมากกับชุดขนของนก ซึ่งนับได้ว่าเป็นนกที่มีสีสันสวยที่สุดวงศ์หนึ่งของโลกทีเดียว จึงเป็นเรื่องน่าฉงนอย่างมาก

สำหรับนกป่าขี้ตื่นที่ชอบแอบเร้นแฝงกายในป่าทึบ แต่ลำตัวกลับเสมือนถูกแต้มสีสันด้วย ส่วนผสมของอัญมณีหลากสีให้โดดเด่น จนแทบจะหานกชนิดอื่นน้อยตัวมาเทียบเคียง ความงามนี้ได้ ยิ่งเพิ่ม คุณค่าดั่งอัญมณีของนกแต้วแล้วในหมู่นักดูนกไทยและเทศ ที่ต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาชื่นชมอัญมณีเหล่านี้ด้วยตาตนเอง ซึ่งไม่แต่จะสวยปานวาดเท่านั้น แต่ยังหาดูให้อิ่มอกอิ่มใจอย่างเต็มๆ ใช่ว่าจะง่ายๆ เพราะแม้ตัวจะฉูดฉาดบาดตาเช่นนี้ ยามยืนบนพื้นป่าทึบกลับกลืนหายไปกับสิ่งแวดล้อม รอบตัวอย่างแนบเนียนจนยากที่ จะสังเกตได้ด้วยสายตาที่ด้อยประสบการณ์ หรือค้นหาอย่างผ่านๆ

 

นกแต้วแล้วธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

วันนี้มาพบกับนกแต้วแล้วที่อพยพเข้ามาทำรังวางไข่ในบ้านเราอีกชนิดหนึ่งนะครับ นกแต้วแล้วธรรมดา (Blue-winged Pitta) หรือชาวบ้านเรียกว่านกกอหลอ เป็นนกแต้วแล้วขนาดกลาง จากปลายจะงอยปากถึงปลายหางยาว 18-20.5 ซม. ที่พบได้บ่อยที่สุดในบรรดานกแต้วแล้วทุกชนิดในเมืองไทยและจะพบบ่อยมากขึ้นในฤดูฝนเพราะจะอพยพย้ายถิ่นจากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียขึ้นมาผสมพันธุ์ในบ้านเราเฉพาะฤดูฝนเท่านั้น และแพร่กระจายในทุกภาคยกเว้นภาคกลาง เป็นนกแต้วแล้วที่ปรับตัวได้ดีมาก เพราะสามารถอาศัยหากินในถิ่นอาศัยหลากหลาย ตั้งแต่สวนสาธารณะ สวนผลไม้ ดงไผ่ ป่าชั้นสองหรือป่าปลูก ป่าชายเลนและป่าดิบ ในช่วงอพยพผ่านระหว่างเดือนเมษายนและพฤษภาคมก่อนฤดูผสมพันธุ์และเดือนกันยายนและพฤศจิกายนเพื่ออพยพกลับบ้านฤดูหนาวในคาบสมุทรมลายู ซึ่งช่วงนั้นอาจจะพบนกพลัดหลงอยู่ตามบ้านจัดสรรในกรุงเทพมหานครหรือเมืองใหญ่ๆ ได้เช่นเดียวกับนกแต้วแล้วอกเขียวและเมื่อฤดูฝนมาเยือน เสียงร้องดังลั่นป่าหรือดงรกชัฏประกอบด้วยสองพยางค์ติดต่อกันนานว่า แห้วแล้ว ๆๆๆๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกการมาถึงและถือว่าบ้านเราเป็น บ้านของนกแต้วแล้วธรรมดา

แม้ว่าจะถูกเรียกว่านกแต้วแล้วธรรมดา ซึ่งเหตุหนึ่งก็เพราะนกแต้วแล้วชนิดนี้พบบ่อยและหาง่ายที่สุด แต่สีสันของชุดขนถือว่าไม่ธรรมดาเลย ถ้ามีโอกาสเห็นสักครั้ง ความรู้สึกประทับใจเมื่อแรกเห็นที่น่าจะผุดขึ้นในใจของนักดูนกคือความหลากสีละลานตา เรียกได้ว่าเป็นปฐมบทของความประทับใจเมื่อได้พบเห็นนกแต้วแล้วก็ว่าได้และกระตุ้นให้นักดูนกอยากเห็นนกแต้วแล้วชนิดอื่นๆ ตามมา ด้วยรูปลักษณ์เฉพาะตนของนกแต้วแล้ว คือลำตัวกลมรี ขายาวแข็งแรง เคลื่อนที่ด้วยการกระโดดเด้งดึ๋งๆ ไปมาบนพื้นดินแต้มด้วยสีสัน 6 เฉดสีทั้งที่สดสว่างอย่างสีสะท้อนแสงของสีฟ้าและเขียวบนปีก สีแดงเด่นของส่วนท้อง ก้นและคอขาวหรือที่กลมกลืนเนียนแนบไปกับสิ่งแวดล้อมข้างกายของสีดำบนใบหน้าและสีเนื้อเนียนข้างลำตัว ยิ่งทำให้รู้สึกขัดแย้งในตัวของมันเองว่าทำไมธรรมชาติถึงได้สร้างแซมหลากสีเช่นนั้น นกตัวเต็มวัยจะมีสีสันเหมือนกันทั้งตัวผู้และตัวเมีย ลูกนกที่เพิ่งจะออกจากรังมีลวดลายและสีสันคล้ายพ่อและแม่แต่เฉดสีจะหม่นกว่ามาก ชื่อวิทยาศาสตร์ Pitta moluccensis แปลว่านกแต้วแล้วน่ารักที่พบเป็นครั้งแรกบนเกาะมะละกาของประเทศอินโดนีเซีย

ให้สังเกตว่าการตั้งชื่อของนกจะมีหลักเป็นแนวทางการเรียกชื่อนกที่เด่นชัดหลายประการ ส่วนใหญ่จะตั้งชื่อตามลักษณะของชุดขนที่สำคัญหรือโดดเด่น เช่น Blue-winged Pitta, สถานที่พบนกเป็นครั้งแรกของโลก เช่น ชื่อวิทยาศาสตร์ หรือตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่นักปักษีวิทยา นักธรรมชาติวิทยาหรือบุคคลในอดีตที่มีเกียรติประวัติอันน่ายกย่องนับถือในผลงาน เรียกว่า eponym เช่น Gurney’s Pitta และอย่างที่ผมเคยเปรยไว้ก่อนหน้านี้ว่าส่วนใหญ่การตั้งชื่อของนกตามลักษณะสีสันและลวดลายของชุดขนมักจะแฝงอคติทางเพศ ใช้ลักษณะเด่นของเพศผู้เป็นใหญ่ ซึ่งอาจจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ผู้ตั้งชื่อนกที่ยึดถือความโดดเด่นง่ายต่อการสังเกตและเปรียบเทียบความแตกต่างก็เป็นได้

นกแต้วแล้วธรรมดา มีพฤติกรรมหากินเหมือนนกแต้วแล้วชนิดอื่นๆ คือหากินบนพื้นดินที่ร่วนซุย ใช้จะงอยปากขุดคุ้ยหน้าดินเพื่อค้นหาไส้เดือนหรือแมลงอื่นๆ เช่น มด กินเป็นอาหาร แม้กระทั่งหอยทาก ปู แมงมุม เต่าทองหรือตัวอ่อนของหิ่งห้อยก็มีรายงานว่านกกินเช่นกัน รังของนกแต้วแล้วธรรมดาเป็นรูปโดม มีรูเปิดจากด้านข้าง สานขัดด้วยกิ่งไม้แห้งหรือใบไผ่ และตั้งรังไว้ค่อนข้างสูงกว่านกแต้วแล้วชนิดอื่น ซึ่งเคยพบว่ารังอยู่สูงบนคาคบไม้ยืนต้นเหนือศีรษะคนทีเดียว แต่ในภาคใต้ นกจะทำรังบนกิ่งของพืชตระกูลปาล์ม เช่น ระกำ นกวางไข่ 3-7 ใบซึ่งจัดว่ามีจำนวนมากเมื่อเทียบกับนกแต้วแล้วชนิดอื่น ทำให้ไส้เดือนจะเป็นอาหารโปรดที่พ่อแม่นกจะหามาเลี้ยงลูกนกบ่อยๆ เพราะเป็นแหล่งโปรตีนและน้ำให้กับลูกนกพร้อมกันในคราวเดียวที่เหมาะมาก ทั้งนี้ไส้เดือนจับได้ง่ายในฤดูฝนเมื่อดินอ่อนตัวจนง่ายต่อการขุดคุ้ย พ่อแม่นกสามารถจับไส้เดือนได้หลายตัวและรวบรวมเรียงรายคาบคาไว้ในปากเพื่อนำไปป้อนลูกนกหลายตัวในรังพร้อมกันในครั้งเดียว ทั้งพ่อและแม่นกช่วยกันกกไข่และเลี้ยงลูก ซึ่งมักจะผลัดเปลี่ยนเวียนกันเข้าป้อนอาหารให้แก่ลูกนกในรังทีละตัวจนลูกนกแข็งแรงพอจะออกจากรังไปดำรงชีวิตด้วยตนเอง ถึงกระนั้นบางครั้งพ่อแม่นกยังติดตามเฝ้าดูห่างๆ และหาอาหารมาป้อนลูกนกที่หย่ารังแล้วก็เคยพบ ชวนให้นึกย้อนถึงความรักความห่วงใยของพ่อและแม่ ที่ไม่มีวันจืดจางเลือนหายไปชั่วชีวิตของมนุษย์

 

แต้วแล้ว

Figure 2: http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E7769024/E7769024.html

รูปนี้ผมถ่ายได้ที่สวนหลวง ร.9

Date Time Original = 2009-04-19 14:04:47

Model = NIKON D200

Focal Length = 300mm
Exposure Time = 1/1"
F Number = F5.6

Exposure Program = Manual
ISO Speed Ratings = 160
Metering Mode = Spot