
การทำให้ร่างกายแข็งแรงจะต้องเคลื่อนไหวอยู่เสมอด้วยการทำงานบ้าง การออกกำลังกายบ้าง ยิ่งเป็นนักกีฬาด้วยแล้วยิ่งจำเป็นต้องฟิตซ้อมและออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แต่ถ้าหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวร่างกายก็จะอ่อนแอไม่มีพลัง ส่วนจิตใจถ้าเคลื่อนไหว (ฟุ้งซ่าน) จะไม่มีพลัง แต่สงบหยุดนิ่งจึงมีพลัง
จิตของคนที่ไม่มีพลัง คือ มีจิตใจอ่อนแอแต่การที่จะเอาชนะ ลด ละ เลิก สิ่งไม่ม่ดีเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำได้ยากเย็นแสนเข็ญ เช่น บางคนติดบุหรี่ รู้ว่าการสูบบุหรี่เป็นภัยต่อชีวติ เป็นพิษต่อสังคม คิดอยากจะเลิก ก็เลิกไม่ได้สักทีแค่บุหรี่มวนเล็กๆ ยังเอาชนะไม่ได้ เรื่องใหญ่ๆ กว่านี้มีอีกเยอะที่ต้องเอาชนะ ลด ละ เลิก เช่น สุราและยาเสพติดอื่นๆ จะทำอย่างไร มีหลายท่านที่หลงเป็นทาสสิ่งเสพติดเหล่านี้ แต่ได้มองเห็นมหันตภัยที่เกิดแก่ตนเอง ครอบครัว และสังคม จึงได้พยายาม ลด ละ เลิก สิ่งเหล่านี้สำเร็จ ทั้งนี้เพราะท่านเหล่านี้มีพลังจิต หรือที่ชาวบ้านพูดกันว่าเป็นคนใจแข็ง หรือเป็นคนมีพลังจิตที่เข้มแข็ง ทำอย่างไรจิตจึงจะมีพลัง? จิตจะมีพลังจะต้องฝึกการทำสมาธิเป็นวิธีฝึกจิตวิธีหนึ่ง จิตที่มีสมาธิเป็นพื้นฐานจะมีพลังอำนาจ สามารถข่มกิเลสระดับกลาง เพื่อเป็นฐานในการเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญาในระดับสูงต่อไป
สมาธิ เป็นวิธีฝึกจิตให้สงบ การฝึกสมาธิแตกต่างจากการเรียนรู้วิชาทางโลกโดยทั่วไป การเรียนรู้วิชาทั่วไปจะแสดงผลสำเร็จจากคะแนนในการสอบไล่ ส่วนการฝึกปฏิบัติสมาธิจะแสดงผลสำเร็จจากการนำพลังจิตอันได้จากการปฏิบัติสมาธิไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติ โดยที่ผู้ปฏิบัติอาจจะไม่รู้ตัวว่าพฤติกรรมขจองตัวได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าเราได้เปลี่ยนไปจริง เช่น
- คนใจร้อน จะเปลี่ยนเป็นคนใจเย็น
- คนหยาบ จะเปลี่ยนเป็นคนละเอียด
- คนมีจิตโลเล จะเปลี่ยนเป็นคนมีใจมั่นคงหนักแน่น
- คนดุร้าย จะเปลี่ยนเป็นคนใจดี
- คนขลาด จะเปลี่ยนเป็นคนกล้า มีความเชื่อมั่นตนเองสูง
แต่มีบางคนปฏิบัติมานานแล้วเป็น ๑๐ ปี ก็ไม่เห็นว่าเขาเปลี่ยนแปลงอะไร เคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ความจริง ถ้าได้มีการหฏิบัติจริงๆ และต่อเนื่องแล้ว จะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเปลี่ยงแปลงทางด้านอารมณ์ ไม่มากก็น้อย ยกเว้นแต่จะไม่ปฏิบัติจริงจังสักแต่ว่าทำไปอย่างนั้นเอง เข้าลักษณะที่ว่า มือถือสาก ปากถือสมาธิ
การปฏิบัติที่จะก่อให้เกิดผลในการเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขณะปฏิบัติสมาธิ เมื่อจิตสงบแล้วเราต้องเคาะสนิมด้วยตัวเอง ด้วยการคิดพิจารณาดูตัวเราเองว่ามีอะไรที่ต้องแก้ไข จิตนิ่งแล้วก็เหมือนกระจกเงา เราสามารถแสวงหาจุดอ่อนและจุดแข็งของเราเองได้โดยปฏิบัตดังนี้ คือ
- เปิดใจให้กว้าง
- ยอรับรู้สภาพจิตใจตอนเองในปัจจุบัน
- พิจารณาดูนิสัยที่ไม่ดีของตัวเอง (ที่ดีไม่ต้องดู)
- ละ เลิก นิสัยที่ไม่ดีนั้นให้ได้ (ถ้าเห็น)
ทำอย่างนี้ทุกครั้งที่ปฏิบัติสมาธิ เป็นการเคาะสนิมในใจ สนิมจะหลุดออกวันละเล็กละน้อย ถ้าทำอย่างต่อเนื่องกันสักสามเดือนก็จะทราบถึงภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น
- พูดสิ่งที่เป็นสาระมากขึ้น
- พูดสิ่งไร้สาระน้อยลง
- มีบุคลิกภาพดีขึ้น
- การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เป็นคนน่าเชื่อถือของคนอื่น
- ยอมคนอื่นได้
ประโยชน์ของสมาธิ
----------------------------
1. ถ้าท่านเป็นคนที่มีธุรกิจท่วมหัว สมาธิจะช่วยให้ท่านกำจัดความเครียด และสามารถ ผ่อนคลายได้มาก
2. ถ้าท่านเป็นคนวิตกจริต สมาธิ สามารถช่วยท่านระงับความวิตกกังวล และสามารถทำให้ท่านพบกับความสงบสุขอย่างถาวร หรือไม่อย่างน้อยก็เป็นคราว ๆ ไป
3. ถ้าท่านเป็นคนที่มีปัญหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สมาธิจะช่วยให้ท่านเกิดกำลังใจ และความเข้มแข็งที่จะเผชิญ หรือเอาชนะปัญหาต่าง ๆ ได้
4. ถ้าท่านขาดความมั่นใจในตัวเอง สมาธิสามารถช่วยท่านให้เกิดความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาได้อย่างมหัศจรรย์ และความเชื่อมั่นในตัวเองนี้เป็นความลับนำไปสู่ความสำเร็จ
5. ถ้าท่านรู้สึกไม่พอใจในทุก ๆ สิ่ง บรรดามี และรู้สึกว่าไม่มีอะไรเลยในชีวิตที่ดูเหมือนว่าท่านจะพอใจ สมาธิจะให้โอกาสแก่ท่านในการที่จะพัฒนา และรักษาความพอใจไว้ ภายในใจได้
6. ถ้าท่านเป็นคนขี้สงสัย และไม่สนใจในศาสนา สมาธิสามารถช่วยท่านให้ข้ามพ้นจากความเป็นคนขี้สงสัย และมองเห็นคุณค่าแห่งการปฏิบัติตามคำแนะนำของศาสนา ได้อย่างดี
7. ถ้าท่านเกิดความรู้สึกคับข้องใจ และผิดหวังอันเนื่องมาจากขาดความเข้าใจในธรรมชาติของชีวิต สมาธิจะ นำท่านและช่วยท่านให้เข้าใจว่าท่านได้ถูกสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิต คือ ความคับข้องในนั้น รบกวน และทำลายเวลาอันมีค่าในชีวิตของท่าน
8. ถ้าท่านเป็นคนรวย สมาธิจะ ช่วยให้ท่านตระหนักถึงธรรมชาติของทรัพย์สมบัติ และวิธีที่ใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สำหรับความสุขของท่าน ของบุคคลรอบข้างรวมถึงเพื่อน มนุษย์บุคคลร่วมโลก
9. ถ้าท่านเป็นคนยากจน สมาธิจะช่วยให้ท่านมีความพอใจในระดับหนึ่ง และไม่ก่อให้เกิดความอิจฉาบุคคลที่มั่งมีมากกว่าท่าน
10. ถ้าท่านยังหนุ่มแน่นที่เดินมาถึงทางแยกของชีวิต และท่านไม่รู้ว่าท่านควรจะเลี้ยวไปทางไหน สมาธิจะช่วยให้ท่านเข้าใจว่าถนนสายไหนที่ท่านควรเลือกเดิน เพื่อให้ไปถึงจุด หมายปลายทางที่เหมาะสมสำหรับท่าน
11. ถ้าท่านเป็นคนสูงอายุซึ่งรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิต สมาธิจะ ทำให้ท่านเข้าใจชีวิตได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ความเข้าใจชีวิตที่ลึกซึ้งนี้เอง ช่วยให้ท่านบรรเทาความทุกข์ในชีวิต และเพิ่มความสุข ของชีวิตให้มากขึ้น
12. ถ้าท่านเป็นคนอารมณ์ร้อน สมาธิจะทำให้ท่านสามารถพัฒนาพลังที่จะเอาชนะข้อเสีย คือ ความโกรธ ความเกลียด และความขุ่นเคืองได้
13. ถ้าท่านเป็นคนขี้อิจฉาริษยา สมาธิจะช่วยให้ท่านตระหนักถึงอันตรายของความอิจฉา ริษยา และสามารถลดละความอิจฉาริษยาได้
14. ถ้าท่านตกเป็นทาสของอารมณ์ความรู้สึก สมาธิจะช่วยให้ท่านรู้วิธีที่จะเป็นนายของ ตัณหา ความอยากเหล่านั้นได้
15. ถ้าท่านติดเครื่องดื่มหรือยาเสพติด สมาธิสามารถทำให้ท่านระหนักถึงวิธีที่จะเอาชนะ นิสัยที่เป็นอันตราย ซึ่งทำให้ท่านตกเป็นทาสได้
16. ถ้าท่านเป็นคนปัญญาทึบ สมาธิจะเปิดโอกาสให้ท่านขัดเกลาความรู้จนสามารถนำไป ใช้ได้ และเป็นประโยชน์ทั้งแก่ท่าน เพื่อนของท่าน และครอบครัวของท่าน
17. ถ้าท่านได้ปฏิบัติสมาธิอย่างจริงจัง อารมณ์ของท่านจะไม่มีโอกาสทำให้ท่านเป็นคน ขุ่นมัว ปัญญาทึบอีกต่อไป
18. ถ้าท่านเป็นคนฉลาดมีปัญญาบริบูรณ์อยู่แล้ว สมาธิจะส่งเสริมให้ท่านได้บรรลุธรรมชั้น สูง และท่านก็จะสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็นจริง ไม่ใช่ตามที่มันปรากฏ
19. ถ้าท่านเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนแอ สมาธิสามารถ ทำให้จิตใจของท่านเข้มแข็งขึ้นเพื่อพัฒนา พลังแห่งเจตนา จนสามารถเอาชนะความอ่อนแอของจิตได้ นี้เป็นเพียงคุณประโยชน์บางประการที่เกิดจากการปฏิบัติสมาธิ คุณประโยชน์เหล่านี้ไม่มีขายตามร้านตลาด เงินก็ไม่สามารถจะซื้อได้
การฝึกสมาธิ จึงเป็นประโยชน์ในการพัฒนาบุคลิกภาพของคนด้วย ในทางที่สูงขึ้น การฝึกสมาธิเป็นฐานที่ตั้งของการเจริญวิปัสสนาได้เป็นอย่างดี จึงนับว่าการฝึกสมาธิจนจิตมีกำลังในชั้นกลาง กลายเป็นหัวกุฐแจทางหลายแพร่งที่จะทำให้ผู้ฝึกสามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่าง ที่จะก่อประโยชน์ให้แก่ตนเอง
