เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของอุดมศึกษา (๒)
การทำให้อุดมศึกษาเป็นของสังคม ไม่ใช่ของหน่วยราชการ ไม่ใช่ของผู้มีอำนาจรัฐ (Education by All)ภาคปฏิบัติ
มีผู้ให้ข้อเท็จจริง (เขา-หลายคน-ยืนยันว่าเป็นข้อจริงไม่ใช้ข้อเท็จ) ว่ามีสถาบันอุดมศึกษาจำนวนหนึ่ง (เขาเอ่ยว่าส่วนใหญ่เป็นสถาบันราชภัฎ) เปิดหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ โดยไม่ขออนุมัติหลักสูตรและการจัดการศึกษาจากสภาการพยาบาลเสียก่อน จนนักศึกษาใกล้จบก็ไปบีบสภาการพยาบาลว่าต้องอนุมัติเพราะรับนักศึกษามาแล้ว และนักศึกษาก็ใกล้จบแล้ว บางแห่งใช้วิธีบอกนักศึกษาว่า หน่วยงานที่มีปัญหา ที่จะเป็นตัวกีดกันการจบปริญญา หรือทำให้ปริญญาได้รับการรับรองก็คือสภาการพยาบาล
เรื่องนี้ กกอ./สกอ. ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ที่จะระมัดระวังดูแลไม่ให้มีหลักสูตรที่ผลิตยัณฑิตคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ ยิ่งหลักสูตรพยาบาลยิ่งต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพราะพยาบาลด้อยความสามารถอาจทำให้คนไข้ตายได้ จึงต้องมีองค์กรวิชาชีพเข้ามาช่วยอีกแรงหนึ่ง ในการทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของสังคม ไม่ให้ถูกทำร้ายจากหลักสูตรด้อยคุณภาพ
ถ้า สกอ./กกอ. ใช้กระบวนทัศน์เดิม ก็ต้องมีหนังสือเวียนเตือนสถาบันอุดมศึกษา/สภามหาวิทยาลัย ให้ปฏิบัติตามขั้นตอน ซึ่งก็รู้ๆ กันว่าจะไม่ได้ผล เพราะสถาบันที่ทำเช่นนั้นเขาไม่ได้ทำเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ทำด้วยเจตนาเบี้ยว และใช้วิธีการทางสังคมในการบีบบังคับหน่วยที่ทำหน้าที่ regulatory
วิธีการในแนวใหม่คือต้องใช้พลัง web 2.0, พลังการคุ้มครองผู้บริโภค, พลังของผู้บริโภค เข้ามาร่วมกันป้องกันและจัดการกับสถาบันที่จงใจละเมิดนี้
ง่ายพอๆ กับปอกกล้วยเข้าปาก คือเอารายชื่อสถาบันที่ได้รับอนุมัติให้เปิดหลักสูตรนี้ครบถ้วนจากทุกฝ่ายขึ้น เว็บ ให้คนเข้ามาค้นง่าย (ต้องไม่ลืมทำให้ เว็บ เร็ว และค้นง่ายด้วย) และเตือนว่า คนที่เข้าเรียนโดยไม่ตรวจสอบก่อนต้องรับความเสี่ยงเอาเอง แล้วจัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนให้สังคมรับรู้ นี่คือโอกาสที่จะจัดให้รัฐมนตรีของท่านได้แสดงผลงานนะครับ
ในเว็บนี้อย่าลืมเปิดช่องให้มีคนเข้ามาแจ้งพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของสถาบันอุดมศึกษาด้วย โดยต้องระวังการกลั่นแกล้ง ต้องให้ลงทะเบียนเปิดเผยตัวต่อ web manager (โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ) ให้ติดต่อกลับได้ เท่ากับใช้พลังของผู้บริโภคเข้ามากำกับพฤติกรรมของสถาบันอุดมศึกษาด้วย แต่ต้องไม่กลั่นแกล้งกัน
ถ้าเราเปลี่ยน paradigm ในเรื่องนี้ ก็จะมีโอกาสทำงานอย่างสร้างสรรค์ มีโจทย์วิจัยและพัฒนาใหม่ๆ คนที่ทำงานในระบบก็จะมีลู่ทางเรียนรู้และก้าวหน้า มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
วิจารณ์ พานิช
๙ พ.ค. ๕๒
อ่านแล้วตกใจครับ ในฐานะที่เป็นพยาบาลวิชาชีพ และเป็นอาจารย์พยาบาลของประเทศไทยคนหนึ่ง
ผมไม่แน่ใจว่า เป็นหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ หรือเป็นหลักสูตรอื่นที่ผลิตบุคลากรทางสาธารณสุขอื่น เช่น พนักงานช่วยเหลือผู้ป่วย ฯลฯ เท่าที่ทราบตอนนี้มีวิทยาลัยพยาบาล และคณะพยาบาลศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งของรัฐ และเอกชน ประมาณ 75 สถาบันการศึกษา ที่เปิดสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (ปริญญาตรี) และหลายแห่งผลิตดุษฎีบัณฑิต โดยทุกหลักสูตรต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติจากองค์กรวิชาชีพ คือสภาพยาบาล (มีกระบวนการขั้นตอนที่ชัดเจน และมีการประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาที่ชัดเจนด้วย และที่สำคัญคือ วิชาชีพพยาบาลก่อนที่จะปฏิบัติการพยาบาลอย่างถูกต้องตามกฏหมายนั้น ทุกคนต้องสอบเพื่อรับใบประกอบวิชาชีพ โดยมีการสอบทุกปี ๆ ละมากกว่า 1 ครั้ง และผู้สอบไม่ผ่านทุกคน บางคนผ่านไม่ครบทุกวิชา ก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับใบประกอบวิชาชีพ และปฏิบัติเช่นนี้มานานแล้ว ก่อนหลายๆ วิชาชีพด้วย และมีการพัฒนาความรู้ความสามารถ ด้วยการพัฒนาตนเอง เก็บสะสมแต้ม เพื่อต่ออายุใบประกอบวิชาชีพด้วยทุกๆ 5 ปี ไม่ใช่ให้ตลอดชีวิต) ทั้งหมดนี้ เป็นมาตรการด้านการรับรองคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพที่สำคัญ เพราะพยาบาลเป็นผู้ที่มีความสำคัญมากต่อการเป็นการตายของผู้ป่วยอย่างมาก อาจกล่าวได้ว่ามากทึ่สุดก็ว่าได้ เพราะเป็นผู้อยู่ดูแลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ทุกสังคม ทุกวงการ ทุกวิชาชีพย่อมมีทั้งคนดี ไม่ดี
ผมก็เคยทราบมาบ้างว่า มีวิทยาลัยบางแห่งที่ผลิตพยาบาลวิชาชีพ(ไม่ใช่มหาวิทยาลัยราชภัฎ) ที่อาจมีข้อกังขาด้านคุณภาพบัณฑิตอยู่บ้าง ( ข้อมูลปี 2550 ปัจจุบันไม่ทราบว่าปรับปรุงมากน้อยแค่ไหนแล้ว) แต่ด้วยกระบวนการด้านคุณภาพดังกล่าวข้างต้น ผมเชื่อว่าจะเป็นตัวกรองด้านคุณภาพบัณฑิตที่ช่วยได้มาก และสภาพยาบาลเองก็มีความเง้มงวดในเรื่องคุณภาพมาก แม้แต่หลักสูตรอื่นๆ เช่น หลักสูตรระยะสั้นด้านการพัฒนาคุณภาพพยาบาลต่างๆ กว่าจะผ่านการอนุมัติหลักสูตรได้ก็ยากมาก (จนบางครั้งผู้เสนอหลักสูตร ถึงกับท้อก็มี เพราะละเอียดหรือพิจารณาแง่มุมหรือสาระบางอย่างที่ไม่สำคัญมากจนเกินไป จนอาจทำให้ไม่สามารถเปิดสอนได้ทันเวลา) โดยสรุปแล้วผมค่อนข้างมั่นใจในกระบวนการผลิตพยาบาลวิชาชีพให้มีคุณภาพ ได้ แต่วิทยาลัยบางแห่ง โดยเฉพาะของเอกชนบางแห่ง ยังคงต้องพัฒนาให้ดีขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเขาตระหนักอยู่ มีการลงทุนด้านคุณภาพมากขึ้น เช่น หาบุคลากร ผู้สอนที่มีคุณภาพมากขึ้น เป็นต้น และสภาพยาบาลก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น นอกจากจะต้องให้มีการผลิตพยาบาลวิชาชีพให้มีเพียงพอแล้ว ด้านคุณภาพก็สำคัญมากครับ
เรียนท่าน ทั้งหลายที่อ่าน......
ดิฉันเป็นผู้ที่อยู่ในเขตมหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษธานี ไม่ใช่สิค่ะ มหาวิทยาลัยอยู่ในชุมชนของเรา ผู้บริหารที่นี้ดำเนินงานแบบธุรกิจสร้างความเดือนร้อนให้กับชุมชนกระทบต่อวิธีดำเนินชีวิต คุณภาพชีวิตรวมทั้งสุขภาพ
1. เปิดคณะสาธารณสุขแต่หลักการทำงานของท่านไม่ได้เป็นอย่างคณะที่ท่านเปิด
ระบบขยะ สิ่งปฎิกูล ท่านให้นักศึกษาไม่กระทบแต่ชาวบ้านเดือนร้อนกองขยะทิ้งติดแนวบ้านชาวบ้านซึมลงสู่พื้นดินน้ำบาดาลดื่มไม่ได้ แมลงวันหมู หมา มากันเต็ม ด้านจริยะธรรมผู้บริหารไม่มีแล้วจะให้นักศึกษามีได้อย่างไร เรียน 3 วันหยุด 1 อาทิตย์ แล้วจะเอาคุณภาพมาจากไหน เด็กกิน4 * 4 ยาเสพติด ขายตัว เด็กวางตัวไม่เหมาะสม ไม่เคยเข้ามาร่วมมือกับคนในชุมชน แต่ให้นักศึกษามาฝึกงานกับแพทย์ตำบล ด้านเกษตร
เด็กทำงานไม่ได้ ฝึกงานครูเด็กมัธยมไม่ยอมรับครูสะกดภาษาไทยไม่ถูก ฝึกงานเทศาบลดันมีเรื่องชู้สาว แต่งกายไม่เหมาะสม ผู้บริหารทำธุรกิจมากกว่าความเป็นครูเสียอีก
เน้นเงินรับนักศึกษาทุกแบบเรียนไม่ได้ออก กลับมาเรียนใหม่ เกิดอะไร ขึ้นมีมากว่านี้อีกค่ะทุกด้านที่ว่ามาไม่สามารถเปิดคณะพยาบาลหรือสาธารณะได้หรอกค่ะ คนที่ดูแลเรื่องนี้ตาบอดหรือเปล่าไม่ทราบนะค่ะปล่อยให้มันเกิด