สวนป่า อันเป็นพลังแห่งความหลุดพ้น

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหนองจิก ในสัดส่วนที่เเป็นไทยพุทธ และเป็นสมาชิก ของ ชมรม สุญญตา

ได้มีกิจกรรม ร่วมกันในวัดสวนโมกข์ ก่อน วันสำคัญทางศาสนา ที่จะมาถึงในวันที่  8 พ.ค.52

ใช้เวลาในการเดินทางตั้งแต่ 6 โมง เช้า  ในวันที่  6 พ.ค 52 เวลา  5ช.ม. กับการเดินทาง

เพื่อศึกษาเส้นทางแห่งความสุขกับธรรมชาติแห่งความจริงของชีวิต  

  ....  สวนป่าอันเป็นพลังแห่งการหลุดพ้น. กับกำลังใจอันยิ่งใหญ่

เริ่มต้นกับอาหารเที่ยง ที่ทุกคนกำลังหิว เพราะเวลา  5 ช.ม กับการเดินทาง ประกอบกับ การตื่นแต่เช้ามืด

ทำให้อาหารมือนี้..ที่สวนโมกข์ เป็นอาหารมือ  อร่อยสุดๆ 

หลังอาหารมื้ออร่อย ผ่านพ้นไป ทุกคนต่าง เข้าแถวกันล้างจานของตนเอง  อย่างตั้งใจ 

และก็บกวาดเศษอาหารไปทิ้ง  เก็บเก้าอี้ และ อุปกรณ์ ที่เกี่ยวข้องบางส่วน ..

เสร้จสิ้นกิจกรรม ส่วนตัวแล้ว ..  การเดินทางเพิ่อพบกบความทรงจำดีๆ ในระยะเวลา  4. ช.ม ที่สวนโมกข์

ก็เกิดขึ้นอย่างรวบรัด  แม้เป็นเวลาเพียงไม่นานนัก  แต่มันทำให้ทีมงาน ได้สัมผัส และเรียนรู้ ธรรมชาติ

แห่งความจริง อย่างมีความสุข

สวนโมกข์" เป็นชื่อเรียกกันจนติดปาก บางครั้งเรียกขานเต็มว่า

"สวนโมกขพลาราม" หลายคนงงหรือถ้าไปเรียกชื่อวัดว่า

"วัดธารน้ำไหล" ก็ยิ่งขมวดคิ้วเข้าไปอีก แต่ทั้งหมดนี้คือที่เดียวกัน

ถิ่นพุทธธรรมที่ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ พระมหาเถระแห่ง

พุทธศาสนาศตวรรษที่ 25 ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2475

สภาพปัจจุบันของสวนโมกข์ โดยเฉพาะด้านการเผยแผ่ธรรม

สืบสานปณิธานของอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ผู้สถาปนา

สวนโมกข์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ยังคงรักษาสภาพไว้ได้อย่างดีเยี่ยม

ท่านกล่าวไว้ว่า "ตลอดเวลา 2 ปีแรกนั้น ไม่มีใครอาศัยอยู่

ในสวนโมกข์เลยมีแต่ฉันอยู่คนเดียว"

ปัจจุบัน สวนโมกข์ในแง่ของสถานที่ได้พัฒนาไปถึงจุดหนึ่งที่น่า

จะเรียกว่า คงจะหยุดอยู่แค่นี้แล้ว เพราะทุกอย่างลงตัว

ความเป็นป่ายังคงอยู่ อาคารส่วนใหญ่ก็พยายามสร้างให้กลมกลืน

กับธรรมชาติ

ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุถึงกับบอกว่า

“ต่อไปข้างหน้าเราจะถือเป็นหลักอันหนึ่งสำหรับจัดสถานที่แห่งใหม่ๆ

ให้ใกล้ชิดธรรมชาติที่สุด อยู่ได้ตลอดกาลนาน

โดยแยกเรื่องอันเกี่ยวกับหนังสือ การโฆษณา

หรือการรับแขกออกไปเสียให้เด็ดขาดจากสถานที่เช่นนี้”

สวนโมกข์ในปัจจุบันแม้จะไม่มีสภาพดังที่ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ

ปรารถนา แต่ก็ยังความเงียบสงบ บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบายเหมาะ

กับการปฏิบัติธรรมเพราะยังมีสภาพความเป็นป่าอยู่มาก

อีกทั้งทุกผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมเยือนเข้าใจและรักษามารยาท

ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้ปฏิบัติธรรม

สวนโมกข์หยุดพัฒนาวัตถุเพื่อรักษาสภาพความเป็นป่าไว้เป็นธรรมชาติ

 มีความเงียบสงบเหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรม

แต่สิ่งที่สวนโมกข์ไม่ได้หยุดคือการเผยแผ่ธรรมะอันเป็นปณิธาน

ของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ซึ่งยังดำเนินอย่างต่อเนื่องมายาวนาน

นับตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่

ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุเป็นผู้รอบรู้ในเรื่องศาสนาทุกศาสนา ท่านเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนก็คือเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น และหัวใจของทุกศาสนาก็เหมือนกันหมด คือต้องการให้คนพ้นจากความทุกข์ ท่านจึงตั้งปณิธานในชีวิตไว้ 3 ข้อ คือ

 

1. ให้พุทธศาสนิกชน หรือศาสนิกแห่งศาสนาใดก็ตาม เข้าถึงความหมายอันลึกซึ้งที่สุดแห่งศาสนาของตน

2. ทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา

3. ดึงเพื่อนมนุษย์ให้ออกมาเสียจากวัตถุนิยม

 

และสิ่งที่น่าภาคภูมิยินดีเป็นที่สุดก็คือ สวนโมกข์ได้ขยายตัวแตก

กิ่งก้านสาขาขึ้นมาอีกมิติหนึ่งแล้ว นั่นคือ "สวนโมกข์นานาชาติ"

เพราะ "ท่านโพธิ์" หรือพระอาจารย์โพธิ์ จันทสโร เจ้าอาวาส

วัดธารน้ำไหลได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของท่าน

บนเกาะสมุยเมื่อหลายปีมาแล้ว ก็เกิดปริวิตกว่าเกาะสมุยกำลัง

จะพังเพราะพวกฝรั่งขี้ยาแห่กันมาถือครองแดงพรืดไปทั้งเกาะ

ท่านโพธิ์จึงได้ริเริ่มชวนฝรั่งมานั่งสมาธิฝึกจิตครั้งแรกได้มา 3 คน

 และจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้จึงมีสวนโมกข์นานาาชาติขยายตัวเติบ

ใหญ่กลายเป็น "ธรรมมาศรมนานาชาติ"

และสวนโมกข์จะเป็น "ตำนานมีชีวิต"ที่ชาวไทยและชาวโลกจะต้อง

ภาคภูมิใจ อย่างที่มิอาจจะปฏิเสธได้

มันคือ..จุดเริ่มต้น แห่งความรักและความเข้าใจ ของปณิธานในชีวิต

อย่างแท้จริง 

 

 

 

 

1. ให้พุทธศาสนิกชน หรือศาสนิกแห่งศาสนาใดก็ตาม เข้าถึงความหมายอันลึกซึ้งที่สุดแห่งศาสนาของตน

2. ทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา

3. ดึงเพื่อนมนุษย์ให้ออกมาเสียจากวัตถุนิยม