...
ภาพที่ 1: บางคนอาจจะเศร้าแบบนี้ (ภาพ graffiti = ภาพพ่นสีสเปรย์บนกำแพง) > Thank [ flickr ] guru, [ quantum bunny ]
....................................................................................................
ภาพที่ 2: เศร้าแบบนี้ (เด็กแสนซนตกโถส้วม) > Thank [ flickr ]guru, [ massdistraction ]
....................................................................................................
ภาพที่ 3: หรือสุขแบบนี้... คุณซานดาจากบราซิลเป็นเด็กข้างถนน ชีวิตดุจฝันคือ วันหนึ่งมีคนเก็บมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม > Thank [ flick ] guru, [ carf ]
เธอฉลองวันเกิดปีที่ 19 ด้วยการคลอดลูกคนที่ 2 ตอนเช้า (ของวันนั้น) ปากก็บอกว่า 'No more!' = "ไม่เอา (อีก) แล้ว"
...
พยาบาลห้องคลอดท่านหนึ่งบอกว่า คนไข้ที่ชอบร้องตอนเจ็บท้องคลอดว่า "ไม่เอาแล้ว" มักจะท้องในปีต่อไป (ปีหน้ามาใหม่) หรือเป็น "คุณแม่ลูกดก"
อาจารย์ 'carf' ซึ่งเป็นพี่สาวของคุณแซนดรากล่าวว่า 'I hope so too!' = "ฉันหวังอย่างนั้นเหมือนกัน" หรือ "ให้มันจริงเถอะ"... ที่บราซิลก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
....................................................................................................
ภาพที่ 4: แผนที่บราซิลซึ่งมีพื้นที่ 8.52 ล้านตารางกิโลเมตร (16.6 เท่าของไทย) ประชากร 199 ล้านคน (อันดับ 5 ของโลก) ประชากร 90.21% นับถือศาสนาคริสต์ (74% นิกายโรมันแคธอลิคตามยุโรปใต้ เนื่องจากเป็นเมืองขึ้นโปรตุเกสมาก่อน)
บราซิลเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในกลุ่มละตินอเมริกา (Latin America) รายได้สำคัญมาจากการส่งเสริมให้คนต่างชาติเข้าไปลงทุน (ทำให้ส่งออกสินค้าอีเล็คโทรนิคส์ รถยนต์ ฯลฯ ได้คล้ายๆ ไทย) ส่งออกสินค้าเกษตร และการท่องเที่ยว
...
จุดแข็งของบราซิลส่วนหนึ่งมาจากการมีตลาดในประเทศที่ใหญ่มากๆ จากประชากรเกือบ 200 ล้านคน และมีสัดส่วนคนอายุต่ำกว่า 35 ปีสูง (เป็นกลุ่มอายุที่กินเก่ง แรงดี และใช้เงินเก่ง) พอคนอายุเลย 35 ปีไปแล้วจะเริ่มใช้จ่ายน้อยลง-ออมมากขึ้น
ประเทศเม็กซิโก และประเทศในทวีปอเมริกากลาง-ใต้เกือบทั้งหมด หรือกลุ่ม "ละตินอเมิรกา" พูดภาษาสเปน มีประเทศใหญ่ 1 เดียวที่พูดภาษาโปรตุเกส คือ บราซิล ส่วนน้อยมากๆ พูดฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาษากลุ่มยุโรปใต้ (Romance) > [ Brazil ] , [ LatinAmerica ]
...
....................................................................................................
อ.เชอร์รี กลายด์ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐฯ ทำการศึกษาพบว่า คนอเมริกันได้รับยารักษาโรคทางใจมากขึ้น (ผู้ใหญ่เพิ่ม 73%; เด็กเพิ่ม 50%) ตั้งแต่ปี 1996 หรือ พ.ศ. 2539
ส่วนคนสูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) ได้รับยาต้านซึมเศร้า ยารักษาโรคจิต และยาชะลอสมองเสื่อมอัลไซเมอร์มากขึ้นเป็น 2 เท่า
...
ปี 2549 คนสูงอายุ 16% ได้รับการวินิจฉัยว่า มีโรคทางจิต-ประสาท
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากประกันสุขภาพคุ้มครองมากขึ้น และหมอทั่วไปคุ้นเคยกับยารุ่นใหม่มากขึ้น (ยารุ่นเก่ามีอาการข้างเคียงสูงกว่ายารุ่นใหม่มาก)
...

ช่วงปี 2539-2549 จำนวนเด็กๆ ที่ได้รับยารักษาโรคกลุ่มจิต-ประสาทจากแพทยทั่วไปเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
คนอเมริกันที่ป่วยด้วยโรคทางจิต-ประสาท 7% ใช้ชีวิตในคุก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขาดโอกาสในการรักษา ซึ่งสอดคล้องกับสถิติที่พบว่า คนอเมริกันผิวดำมีโอกาสติดคุกสูงกว่าประชากรทั่วไป
...
ทหารอเมริกันในอิรัก-อาฟกานิสถานใช้ยาต้านซึมเศร้าประมาณ 1 ใน 5 ทำให้คำกล่าวของนโปเลียนที่ว่า "กองทัพเดินด้วยท้อง" อย่างเดียวไม่พอ ต้องขอยาต้านซึมเศร้าด้วยจึงจะดี
ทุกวันนี้การรักษาแผลทางใจไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร สาเหตุส่วนหนึ่งของโรคกลุ่มจิต-ประสาท คือ สารเคมีในสมองไม่สมดุล ซึ่งยาและการบำบัดรักษาช่วยได้แยะ
...

อย่างน้อยก็ดีกว่าหลอกตัวเองไปเรื่อยว่า "ปวดตรงโน้น-ปวดตรงนี้-ปวดไปทั่วตัว" แบบคนไข้หลายคนที่ชอบกดดันให้หมอบอกว่า เป็นโรคทางกาย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเป็นโรคทางใจ หรือสารเคมีในสมองไม่สมดุล
ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
...
ที่มา
-
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า >
> 5 พฤษภาคม 2552. -
ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.