Win-Win Situation

การจัดการความขัดแย้ง (Conflict Management) เพื่อความสงบสุขของสังคม

 

       ความขัดแย้งเป็นปรากฎการณ์สามัญทางสังคม  ที่ให้ทั้งประโยชน์และโทษต่อบุคคลและองค์การ  จึงเกิดคำถามว่า  ทำอย่างไรที่จะให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น  ได้ประโยชน์มากที่สุดและให้เกิดโทษน้อยที่สุด  ดังนั้นผู้นำจำเป็นต้องมีความรู้  ความสามารถในการจัดการกับความขัดแย้ง  หรือ  บริหารความขัดแย้ง (Conflict Management)  เพื่อนำองค์การที่ตนเองรับผิดชอบให้เจริญก้าวหน้า

 

       ความขัดแย้ง (Conflict)  เป็นความแตกต่างของจุดประสงค์  ความเชื่อ  และ  ค่านิยมระหว่างบุคคล/กลุ่มบุคคล

 

       กรณีพิพาท (Dispute)  เป็นปรากฏอาการของความขัดแย้ง  มีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดของตน

 

       องค์การจึงจำเป็นต้องมีความขัดแย้งเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง  และกระตุ้นให้เกิดประสิทธิภาพ  ถ้าไม่มีความขัดแย้งหรือมีน้อยเกินไป  ก็จะทำให้องค์การมีความเสื่อม  ระดับความขัดแย้งที่พอเหมาะ  จะทำให้เกิดความสร้างสรรค์  มีความสามัคคี  สร้างความเจริญให้แก่องค์การ  แต่ถ้ามีความขัดแย้งสูงหรือมีมากเกินไป  จะทำให้เกิดความแตกแยก  และเป็นปัญหาแก่องค์การเป็นอย่างยิ่ง ผู้นำควรจะต้องมีเครื่องมือหรือวิธีการในการบริหารความขัดแย้งในองค์การ  วิธีการในการบริหารความขัดแย้ง คือ

การกระตุ้นความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในระดับที่เหมาะสม  การแก้ปัญหาความขัดแย้ง  และการป้องกันปัญหาความขัดแย้งในองค์การ

 

การกระตุ้นความขัดแย้ง

 

       องค์การที่มีความขัดแย้งน้อย  จะทำให้สมาชิกเฉื่อยชาไม่มีบรรยากาศในการแข่งขันกันทำงาน  เพราะสมาชิกของกลุ่มจะยอมรับสิ่งต่างๆ ที่เป็นอยู่  ทำให้ละเลยต่อจุดอ่อนหรือข้อบกพร่อง  ไม่มีการ feedback  ไม่เกิดผลดีต่อองค์การ  ผู้นำจึงควรกระตุ้นความขัดแย้งให้เกิดขึ้น  จะช่วยให้เกิดการปรับตัวของบุคลากร  และแก้ไขข้อบกพร่อง  สร้างความกระตือรือร้นให้เกิดขึ้น  แต่ต้องระมัดระวังควบคุมให้เกิดขึ้นในทางบวก  Stoner  ได้เสนอเทคนิคการกระตุ้นความขัดแย้ง ดังต่อไปนี้

1.  การใช้บุคคลภายนอกในองค์การ  ที่มีการบริหารที่แตกต่างไปจากที่เป็นอยู่เข้ามาร่วมในองค์การ  ก่อให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น  ปลาได้น้ำใหม่ก็ตื่นตัว

2.  เพิ่มข้อมูลข่าวสารให้มากขึ้น  เป็นการกระตุ้นให้เกิดความคิด

3.  เปลี่ยนโครงสร้างขององค์การ  เปลี่ยนทีมงานใหม่  โยกย้ายพนักงานทำให้เกิดความรู้สึกใหม่  มีหน้าที่รับผิดชอบใหม่  เกิดการปรับตัวและปรับปรุงวิธีการทำงานใหม่ๆ

4.  ส่งเสริมให้มีการแข่งขัน  โดยการเพิ่มโบนัส  เพิ่มเงินเดือน  ถ้ามีการแข่งขันมากจะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น

5.  การเลือกผู้นำกลุ่มที่เหมาะสม  ในการกระตุ้นให้งานมีประสิทธภาพ

 

       ในกรณีที่ความขัดแย้ง  อาจกลายเป็นกรณีพิพาทได้นั้น  สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล  สถาบันพระปกเกล้า  ให้แนวคิดเกี่ยวกับบริบทของการจัดการความขัดแย้ง  โดยความขัดแย้งมีการพัฒนาการอยู่ 3 ขั้น  คือ

       1.  ความขัดแย้งแอบแฝง (Latent Conflict)  หมายถึง  ความตรึงเครียตที่ยังไม่ได้พัฒนาเป็นความขัดแย้งที่เห็นได้ชัด

       2.  ความขัดแย้งเริ่มปรากฏ (Emerging Conflict)  หมายถึง  รับรู้ว่ามีการขัดแย้ง  แต่ยังไม่มีการแก้ไขปัญหา

       3.  ความขัดแย้งปรากฏชัดเจน (Manifest Conflict)  หมายถึง  ความขัดแย้งที่เปลี่ยนเป็นกรณีพิพาท

 

       ความขัดแย้งมีอยู่ 5 ด้าน

       1.  ความขัดแย้งด้านข้อมูล (Data)

       2.  ความขัดแย้งด้านความสัมพันธ์ (Relationship Conflict)

       3.  ความขัดแย้งจากผลประโยชน์ (Interest Conflict)

       4.  ความขัดแย้งด้านค่านิยม (Value conflict)

       5.  ความขัดแย้งด้านโครงสร้าง (Structure Conflict)

 

       ยุทธศาสตร์การเจรจาแก้ปัญหาความขัดแย้ง

 

       1.  การเจรจาแบบยึดจุดยืน  เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งมากที่สุดของทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด  ผลลัพธ์การเจรจาเป็นแบบ  ชนะ-แพ้ (Win-Lose)  ผลการเจรจาเกิดการเป็นปฏิปักษ์  ศัตรู

       2.  การเจรจาแบบประสานผลประโยชน์เป็นหลัก  เพื่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย  โดยเพิ่มระดับความพึงพอใจร่วมกันทุกฝ่าย  เกิดผลลัพธ์แบบ  ชนะ-ชนะ (Win-Win)  มุ่งเน้นไตร่ตรองเพื่อส่วนรวม  ตอบสนองความต้องการของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

 

ผู้นำทุกระดับขององค์การ  จำต้องมีทักษะในการบริหารความขัดแย้ง  สอดคล้องกับคุณลักษณะที่สำคัญของผู้นำการปฏิรูป (Transformational Leadership)  ที่ว่า  Team-oriented  หมายถึง  บริหารงานแบบทำงานเป็นทีม  สนับสนุนทีมการเรียนรู้ (Team Learning)  ซึ่งนับได้ว่า  เป็นปัจจัยที่สำคัยยิ่งที่สังคมไทยต้องการ

 

       การบริหารความขัดแย้งให้สำเร็จนั้น  จำเป็นอย่างยิ่งในการถือหลักการ  Win-Win Situation  แต่อย่างไรก็ตาม  ผลลัพธ์ของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้น  ต้องถือหลักผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง  ดังพระราชนโยบายที่ว่า   เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม  เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

 

       ดังนั้น  หากมาพิจารณาเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในภาคการเมืองไทย  มีคำถามอยู่ว่า  ภาคการเมืองของไทย  ที่กำลังจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้น  ที่ต่างฝ่ายต่างเสนอการแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ นั้น  ผลลัพธ์ของการแก้ไขปัญหา  สามารถตอบคำถามได้หรือไม่ว่า  ประชาชนหรือส่วนรวมได้อะไร ?  เป้าหมายของการแก้ไขปัญหาเพื่อส่วนรวมใช่หรือไม่ ?