หลังจากที่เอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงทดลองความคันกับเจ้า "ต๋าว (ตาว หรือ ชิด (Arenga Pinnata) )" มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว จึงขอสรุปเป็นผลงานวิจัยชิ้นเล็ก ๆ ตามแบบฉบับ Baby R2R (Research to Routine) ดังนี้

เจ้าเมล็ดต๋าวนี้ พิษสงของเขาร้ายแรงเข้าขั้นทีเดียว (ต๋าวน้อย คันนัก... )
อาการเจ็บนั้นเปรียบเทียบได้กับ "ยุงกัด" แต่ไม่ใช่กัดตัวเดียวนะ คือ "เหมือนถูกยุงรุมกัดทีละหลายสิบตัว" เจ็บจี๊ดเหมือนกับใครเขาเข็มมาแทงทีละสิบ ๆ เล่ม
พิษสงของเขาที่รุนแรงที่สุดจะอยู่น้ำยางที่หุ้มอยู่ระหว่างเปลือกกับเมล็ด คือ พิษสงจะค่อย ๆ ไล่ระดับไปตั้งแต่เปลือก เนื้อ และยางหุ้มเมล็ด

ตัวเปลือกตัวถ้าไปจับก็มีอาการคันอยู่บ้าง แต่ส่วนใดที่เป็นน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำยางบริเวณลูก หรือแม้กระทั่งน้ำยางที่ติดอยู่ระหว่างขั้วกับก้าน ทุกส่วนนั้นคันหมด
หลังจากวันแรกที่กล้าท้าทายกับความคันนั้น ตอนแรกก็ลองโน่นลองนี่ ลองยาตัวโน้น ลองล้างด้วยอันนี้ แต่ก็สรุปได้ว่า "พิษต๋าวกลัวความร้อน"
๑. ล้างพิษด้วยน้ำ...
ตอนแรก (ความคันก็ “ไม่เที่ยง...” )ที่ล้างด้วยน้ำธรรมดา น้ำยิ่งเย็น ก็ยิ่งคัน ครั้งแรกโดนที่เดียว จุดเล็ก ๆ พอล้างน้ำก็ยิ่งลาม "ลามไปทั้งตัว ที่ไหนโดนน้ำที่นั่นก็คัน" ตอนนั้นเลยนึกว่า น้ำเป็นสื่อทำให้พิษต๋าวนั้นรุนแรงขึ้น แต่นั่นก็ถูกต้องในส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะตอนหลังลองเอาน้ำอุ่นล้างดูปรากฎว่า "หายคัน" ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า "ถ้าโดนพิษต๋าวให้ใช้น้ำอุ่นล้างบริเวณที่โดนพิษ"

หรือถ้าเป็นอุปกรณ์ ถุงมือ มีด ถ้วย ถัง กาละมัง หม้อ หากใช้ในการแปรรูปต๋าวนั้น เมื่อใช้เสร็จแล้ว ควรจะลวกด้วยน้ำอุ่นถึงร้อน จะทำให้พิษของต๋าวให้ไปได้ ในข้อนี้รวมถึงเสื้อผ้าที่เปื้อนยางของต๋าวด้วย ถ้าหากซักน้ำธรรม ความคันนั้นจะติดตามไปในการใส่ครั้งต่อไปด้วย หากสวมใส่เสื้อผ้าชุดใดไปทำงานกับต๋าวแล้ว ก็ต้องซักด้วยน้ำอุ่นเป็นน้ำสุดท้าย จึงจะสามารถปราบพิษสงของต๋าวได้อย่างสนิท
๒. ล้างพิษด้วยยา...
ครั้งนั้นเมื่อเกิดอาการคันหลังจากที่ใช้น้ำล้างแล้วไม่หาย ใช้สบู่ ใช้น้ำยาล้างจานล้างออกก็ไม่หาย ยิ่งลามไปใหญ่ จึงไปใช้ "คาราไมล์" เมื่อใช้แล้วก็ยิ่งคันหนักขึ้นกว่าเก่า แต่พิษต๋าวนั้นไปสิ้นฤทธิ์เมื่อเจอ "ยาหม่อง"

ยาหม่อง ยาเหลือง และยาทาถูนวดที่มีคุณสมบัติ "ร้อน" ยาประเภทนี้จะใช้แก้พิษต๋าวได้ หรือถ้าหากจะทำต้องทำงานกับต๋าว เราก็ใช้ยาหม่อง หรือยาเหลืองทาป้องกันล่วงหน้าไปก่อนเลยก็ได้ จะทำให้เมื่อพลาดโดนยางหรือส่วนใด ๆ ของต๋าวแล้ว ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือคันอย่างรุนแรงได้

สำหรับสิ่งที่ค้นพบเพิ่มเติมในครั้งนี้ที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้คือ
ยางของต๋าวนั้น เมื่อโดนส่วนใดของร่างกายนั้น "คันหมด" ยกเว้นอยู่ส่วนเดียวคือ "ใบหน้า..." ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกมาก
ยางของต๋าวนั้น โดนเนื้ออ่อน ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณคอ ท้องแขน ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อโดนแล้วจะเกิดอาการแพ้เป็นผื่นแดงอย่างเห็นได้ชัด
แต่ทว่า... ด้วยความไม่ระมัดระวังของเรา ทำให้ยางของต๋าวกระเด็นถูกบริเวณใบหน้าหลายครั้ง แต่ก็แปลกว่า "ไม่คัน" ทั้ง ๆ ที่โดนมากกว่าส่วนอื่น...?

ความรู้ แบบพื้นบ้าน
ที่เราไม่เคยรู้ เลย
ขอบพระคุณ
เอ๊ะ โดนตรงใหนก็คัน แต่โดนหน้าไม่เป็นไร หมายความว่าอย่างไรหรอ รึส่วนใบหน้าของคนเราเป็นส่วนที่แข็งจนยางกัดไม่เข้าใช่หรือเปล่า ...หวา อิอิ
กราบขอบพระคุณในความรู้ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งค่ะ
ก็เพราะว่าหนังหน้าหนาไง อิอิ #เราเป็นคนตรงๆ