กาลามสูตร = สติ

ครั้งหนึ่ง...เมื่อหลายพันปีก่อน
พระพุทธเจ้าได้เสด็จมายังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชื่อว่า เกสปุตตนิคม
ซึ่งเป็นที่อยู่ของชาวกาลามโคตร หรือกาลามชน
วันนั้น...ชาวกาลามโคตรมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเนืองแน่น...
ทั้งด้วยความอยากรู้อยากเห็น...ทั้งด้วยความสงสัยใคร่รู้
ทั้งด้วยศรัทธาแรงกล้า...ทั้งด้วยตามๆ กันมา

แล้วหนึ่งในนั้น...ก็เอ่ยขึ้น...

"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในเกสปุตตนิคมนี้
มีสมณพราหมณ์คือนักบวชในศาสนาต่างๆ
เดินทางเข้ามาเผยแพร่คำสอนศาสนาของตนอยู่เสมอๆ
และสมณพราหมณ์ นักสอนศาสนาเหล่านั้น
ได้กล่าวยกย่องคำสอนแห่งศาสนาของตน
แต่ได้ติเตียนดูหมิ่น เหยียดหยาม คัดค้านศาสนาของคนอื่น
แล้วสมณพราหมณ์นักสอนศาสนาเหล่านี้ก็จากเกสปุตตนิคมไป
ต่อมาไม่นาน ก็มีสมณพราหมณ์ นักสอนศาสนาพวกอื่นได้เข้ามายังนิคมนี้
แล้วก็กล่าวยกย่องเชิดชูศาสนาของตนแต่ดูหมิ่น เหยียดหยาม ติเตียน
คัดค้านศาสนาของคนอื่น
เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความสงสัยเกิดขึ้นว่า
บรรดาศาสดาหรือนักสอนศาสนาเหล่านั้น
ใครเป็นคนพูดจริงใครเป็นคนพูดเท็จ ใครถูกใครผิดกันแน่"

พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสเหมือนกับสมณพราหมณ์เหล่าอื่นที่เคยพูดมาแล้ว
พระองค์ไม่ได้ทรงสรรเสริญคำสอนของพระองค์
และก็ไม่ทรงติเตียนคำสอนศาสนาของผู้อื่น
แต่พระองค์ได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการ

มา อนุสฺสวเนน : อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
มา ปรมฺปราย : อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา
มา อิติกิราย : อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
มา ปิฏกสมฺปทาเนน : อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
มา ตกฺกเหตุ : อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
มา นยเหตุ : อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา
มา อาการปริวิตกฺเกน : อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา : อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน
มา ภพฺพรูปตา : อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
มา สมโณ โน ครูติ : อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา
.
.
.
.
.
คำสอนทั้งมวลนั้น...
ต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "กาลามสูตร"
ซึ่งหากย่อลงจนเหลือที่สุดแล้วนั้น ก็เพียงคำเดียวสั้นๆ นั่นคือ "สติ"
อันเป็นแนวทางที่พระพุทธเจ้า...
ทรงใช้นำไปสู่การค้นพบสัจธรรมหรือความจริงแท้แห่งชีิวิต (ตรัสรู้)
เมื่อครั้งพุทธกาล

แม้เป็นคำสอนที่ล่วงมาแล้วกว่า 2,500 ปี...
แต่ยังใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย...
แต่ก็คงเพราะล่วงเลยมานานจนเกินไป
ชาวพุทธ (และอื่นบ้างบางชาว...) ในขอบขัณฑสีมาแห่งหนึ่งจึ่งลืม...
และหลงเพียงอัตตาแห่งตน...

อย่าอ้างอีกเลย...ประชาธิปไตย....

.
.
.
.
.
บ้างคงสงสัย...เวลาล่วงมานานเพียงนั้น แล้วจะรู้ได้อย่างไร
ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จยังหมู่บ้านนี้ และตรัสคำสอนเหล่านี้จริง ?

ฉันก็จะตอบว่า...
แล้วจำเป็นเพียงใดที่ต้องสืบเสาะให้รู้แจ้งเพียงนั้น ?
ในเมื่อ...สิ่งที่กล่าวสอนไว้นั่น..
เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รับเอาไปปฏิบัติ
อย่างจริงแท้โดยไร้ข้อกังขา...

นั่นไม่ใช่รึ ? คือสิ่งที่ควรสนใจ...
นั่นไม่ใช่รึ ? คือสิ่งที่ควรรับเอา...

จะัมัวตั้งข้อสงสัยกับต้นเรื่องไปใย...ไร้ประโยชน์โดยแท้...