
ไปเยี่ยมนักศึกษาไทย มหาวิทยาลัย(มุสลิม)อลิการ์
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2552 ผมได้นำคณะเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลีได้เดินทางไปเมืองอาลีการ์ เมืองนี้มีประชากรประมาณ 6.6 แสนคน ส่วนมหาวิทยาลัยมุสลิมอาลีการ์นั้น นับว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงสำหรับการศึกษาของชาวมุสลิมในอินเดีย วัตถุประสงค์ของการไปครั้งนี้มีหลายประการ คือหนึ่งเพื่อไปเยี่ยมนักศึกษาไทยมุสลิมที่เมืองนี้ เนื่องจากผมทราบว่ามีนักศึกษาไทยมุสลิมศึกษาอยู่ประมาณ 110 คนซึ่งถือว่าเยอะพอสมควร จึงต้องการที่จะไปดูมหาวิทยาลัย ไปเยี่ยมเยียนและดูสภาพความเป็นอยู่ของนักศึกษาเหล่านี้ด้วยว่าอยู่กันอย่างไร อีกประการที่สำคัญจะไปเพื่อมอบเงินสนับสนุนสมาคมนักศึกษาไทยในอาลีการ์ด้วย
การเดินทางจากเดลีโดยทางรถยนต์ใช้เวลาประมาณ 5 ชม. ทั้งที่ระยะทางนั้นไม่ไกลมากนัก ไม่ถึง 120 กม. อยู่ห่างจากเดลีไปทางตะวันออกเฉียงใต้เส้นทางเดียวกับที่ไปอักกรา แต่ด้วยถนนบางช่วงที่ชำรุด และทางต้องผ่านตลาดที่ป็นย่านชุมชนหลายจุด จึงทำให้ไม่สามารถไปได้เร็ว
สภาพสองข้างทางต้องบอกว่าเป็นทุ่งนาส่วนใหญ่ เห็นโรงงานทำอิฐหลายแห่ง สภาพบ้านเรือนทำด้วยอิฐก่อเป็นอาคารอย่างง่ายๆ ดูแล้วคงเป็นการก่ออิฐเองของผู้อาศัย หลังคาคือสังกะสีหรือไม่ก็กระเบื้องที่ปูพาดกำแพง 4 ด้านโดยมีอิฐทับข้างบนอีกที ช่างเป็นอาคารอิฐที่ทำได้ง่ายดาย ไม่มีการฉาบผนัง ไม่มีการตกแต่งอะไรทั้งนั้น มีช่องเป็นประตูและหน้าต่างก็อยู่อาศัยได้แล้ว ในบางอาคารที่เสริมเหล็กเพดานชั้นแรกก็จะก่ออิฐเป็นห้องชั้นสองหรือชั้นสาม ดูไปแล้วช่างเหมือนกับการต่อของเล่นเด็ก...อัศจรรย์จริงๆ
ผ่านตลาดทีไรก็อดทึ่งกับความอุดมสมบูรณ์ของผักและผลไม้สีสดหลากสีวางขายไปทั่ว สมกับเป็นประเทศที่คนนิยมทานมังสะวิรัตกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ
สมาคมนักศึกษาไทยอาลีการ์นี้ผมพอทราบมาแล้วว่ามีการรวมตัวกันที่เป็นระบบและช่วยเหลือกันดีมาก เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยมุสลิม 2 แห่งที่มีนักศึกษาไทยมุสลิมไปเรียนคือที่อาลีการ์แห่งนี้กับที่ลัคเนาว์
ในการไปครั้งนี้ ผมได้จัดให้ไปแบบทีมประเทศไทยคือมีทั้งเจ้าหน้าที่ด้านต่างๆ เช่นการเมือง/สารนิเทศ การศึกษาและกงสุล เพื่อที่จะไปรู้จักและให้บริการให้มากที่สุด ช่วงที่ไปนี้เป็นช่วงที่นักศึกษาสอบและใกล้จะปิดเทอมพอดีแต่ก็มีจังหวะว่างอยู่ช่วงนี้เท่านั้น
ก่อนที่จะไปเห็นสภาพมหาวิทยาลัยจริงๆ มารู้จักประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยกันก่อน ผมดึงข้อมุลจากข้อมูลเว็บไซด์ของสมาคมนักเรียนไทยอาลีการ์มาเล่าใหม่ดังนี้
มหาวิทยาลัย มุสลิม อลิการ์ ตั้งอยู่ในเมืองอลิการ์ ในรัฐอุตรประเทศของอินเดีย เป็นมหาวิทยาลัยที่ถอดแบบและระบบมาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษ ตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1875 โดยชาวมุสลิมอินเดียได้แก่ท่านเซอร์ซัยยิด อะห์หมัด คาน
มหาวิทยาลัยมุสลิมอลิการ์ นับเป็นมหาวิทยาลัยแรกๆ ที่อังกฤษเข้ามาจัดระบบการศึกษา หลังจากการได้เข้ามาครอบครองประเทศอินเดีย
กว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยในทุกวันนี้ เริ่มจากการตั้ง มูฮัมมาดัน แองโกล-โอเรียลตัล คอลเล็จขึ้นมาก่อนโดยท่านเซอร์ซัยยิด อะห์หมัด คาน ซึ่งเป็นนักปฏิรูปสังคมมุสลิมที่ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้นร่วมมือกับผู้นำมุสลิมที่มีชื่อเสียงและนักเขียนอุรดู
มหาวิทยาลัยมุสลิมอลิการ์เป็นศูนย์กลางทางวิชาการที่มีชื่อเสียงและมีมาตรฐานสากล มี หลักสูตรการศึกษาและมีสาขาวิชาให้เลือกกว่า 250 สาขา ความตั้งใจเดิม ของท่านเซอร์ซัยยิด อะห์หมัด คานนั้น ภายหลังการก่อจลาจล ในปี1857 ท่านเซอร์เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีสถาบันการศึกษาที่เป็นเป็นระบบใหม่ขึ้นมา และนับได้ว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทางอังกฤษ ต้องการจะให้ชาวอินเดียใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการด้วย จึงได้เริ่มจัดตั้งโรงเรียนขึ้น ในปี 1875 ซึ่งโรงเรียนดังกล่าว ได้กลายมาเป็น ‘มูฮัมมาดัน แองโกล-โอเรียลตัล คอลเล็จ’ และพัฒนามาเป็น มหาวิทยาลัยมุสลิมอลิการ์ ในท้ายที่สุดในปี 1920
ท่านเซอร์ซัยยิด อะห์หมัดคานได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นและเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่ชาวมุสลิม จะได้มีโอกาสๆได้เรียนรู้เรื่องของภาษาศาสตร์ต่างๆของตะวันตก ซึ่งแนวคิดนี้ ต้องใช้ความมานะอดทนในการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่างๆของคนในชุมชน เพื่อที่จะให้การยอมรับระบบการศึกษาของตะวันตก ในท้ายที่สุดทุกอย่างก็สามารถผ่านมาได้ด้วยดี จากความมุ่งมั่นของท่านและการได้รับความช่วยเหลือจากหลายส่วนและหลายฝ่าย จนมหาวิทยาลัยสามารถยืนหยัดผลิตบุคลากรออกมามากมาย
นับจากการตั้งมหาวิทยาลัยที่ผ่านมาจากอดีต กระทั่งปัจจุบัน มีนักศึกษาเกือบจากทั่วทุกมุมโลกมาศึกษาที่มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะจากแอฟริกา จากเอเชียตะวันตก จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้เนื่องจาก เป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดกว้างให้คนทุกชั้นวรรณะและไม่ปิดกั้นในเรื่องของหลักความเชื่อ ศาสนา และเรื่องเพศ...
สำหรับนักศึกษาไทยมุสลิมที่เรียนอยู่ที่อาลีการ์ ผมได้ไปพบเห็นมาแล้วต้องยอมรับว่าเป็นสมาคมนักศึกษาที่เข้มแข็งมากทีเดียว มีการจัดระบบโครงสร้างสมาคมและจัดกิจกรรมที่น่าสนใจ ผมพบว่านักศึกษาจำนวนหนึ่งมาจากกรุงเทพฯ มีการศึกษาดีในระดับมัธยมและการที่ไปเรียนที่อาลีการ์ก็เพราะรุ่นพี่บอกและชวนไป

ชีวิตความเป็นอยู่ของนักศึกษา เท่าที่ผมได้ไปเห็นมา อยู่กันได้ไม่เดือดร้อน ส่วนใหญ่เช่าห้องพักกันอยู่เองไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย ค่าครองชีพสำหรับนักศึกษาในเมืองนี้นับว่าถูก รวมแล้วค่าใช้จ่ายทุกอย่างทั้งค่าเรียน ค่าห้องพักและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ประมาณ หนึ่งหมื่นรูปีต่อเดือน ก็ประมาณ 7000 บาทเอง เรียนปริญญาตรีแค่ 3 ปีเองก็จบแล้วสามารถต่อปริญญาโทหรือเอกได้ต่อไป
ผมได้บอกนักศึกษาไทยว่า ราชการไม่ได้ทอดทิ้งแต่ได้ติดตามความเป็นอยู่ของคนไทย นักศึกษาไทยโดยตลอด แต่เนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ จึงต้องหาเวลามาทำความรู้จักกับนักศึกษาในช่วงเวลาที่เหมาะสม ผมบอกด้วยว่านักศึกษานั้นนอกจากจะมาศึกษาเพื่ออนาคตของตัวเองแล้วยังเป็นเสมือนตัวแทนคนไทยด้วย หากเราทำตัวดีเป็นแบบอย่าง ประเทศชาติก็จะได้รับการชื่นชมด้วย และที่ผ่านมา ประเทศไทยในสายตาของคนอินเดียยังอยู่ในฐานะที่ดีถึงดีมาก แม้ประเทศเราจะมีปัญหาภายในประเทศบ้างแต่ก็คลี่คลายไปแล้วและจำนวนนักทองเที่ยวจากอินเดียก็มิได้ตกไปมากนัก
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือขอให้เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ก็ถือว่ามีส่วนช่วยสังคมแล้ว
จากการสนทนากับนักศึกษาที่มาร่วมงานพบปะกับสถานเอกอัครราชทูตในวันนั้น กล่าวได้ว่าเป็นกลุ่มนักศึกษาที่ใฝ่ดี ตั้งใจเรียนและมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน หลายคนเรียนจากไคโรมาก่อนแล้วมาต่อที่อินเดีย หลายคนมาจากกรุงเทพฯ โดยตรงโดยมีครอบครัวเป็นคนมุสลิมในกรุงเทพฯ จบมัธยมปลายแล้วก็มาเรียนต่อที่นี่
ที่มหาวิทยาลัยอาลีการ์นี้มีนักเรียนทุนส่วนตัวทั้งนั้น และเหตุผลใหญ่ที่ไปเรียนที่นี่ก็คือสมัครเรียนง่าย ค่าใช้จ่ายถูกและที่สำคัญมักจะได้รับการบอกต่อจากรุ่นพี่ว่าดีก็เลยตามกันมา อย่างไรก็ดี ในเรื่องของการเรียนการสอน แทบทุกคนบอกว่ายาก แต่ยากและก็ดีด้วยเพราะวิชาการแข็งมากได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานสูง
ที่น่าสังเกตุคือที่อาลีการ์คนพื้นเมืองจะพูดภาษาอูรดู รวมทั้งการสอนในหลายคณะก็สอนเป็นอูรดูและภาษาอาระบิค ซึ่งภาษาอาระบิคนั้นใช้ทั่วไปแต่ภาษาอังกฤษจะมีเฉพาะบางวิชา แต่ด้วยความที่นักศึกษาไทยมุสลิมพูดอาระบิคได้อยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาในการเรียนเท่าใดนัก
การไปเยี่ยมนักศึกษาไทยมุสลิมครั้งนี้ทำให้ผมโล่งใจว่านักศึกษาอยู่กันได้ดีพอสมควร มีความตั้งใจเรียนและมีความเป็นมุสลิมไทยสูง ต้องขอชื่นชมผู้บริหารสมาคมทุกรุ่นทุกสมัยที่ได้ดำเนินการมาด้วยความเรียบร้อย จึงขอนำรายชื่อคณะกรรมการสมาคมมาบอกต่อกันเพื่อเป็นกำลัง ณ ที่นี้
นาย เดชา นรินทร นายกสมาคมนักศึกษาไทย ณ อลิการฮ์ ประจำปี 2009 นายชูศักด์ อรุณพูลทรัพย์ ทีมงานเว็บไซต์ นายมูอำหมัดซัมรี ปะเกสาแล๊ะ Administer และนายสมีธ อีซอ Information Technology
ขอจบด้วยคำว่า อัสสลามมุอะลัยกุ้ม สวัสดีทุกท่านครับ
.......................................
ลิงค์ Aligarh Muslin University http://www.amu.ac.in/
สมาคมนักเรียนไทยอาลีการ์ http://www.thaialigarh.com/index.html
สวัสดีค่ะ พลเดช วรฉัตร
"สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือขอให้เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ก็ถือว่ามีส่วนช่วยสังคมแล้ว" ขอบคุณสำหรับประโยคนี้นะคะ
โชคดี มีสุขค่ะ
คุณ ภัทรานิษฐ์ เจริญธรรม ครับ
ขอบคุณครับที่แวะมาทักทาย
ผมไปเห็นมาแล้วจึงรู้สึกสบายใจว่านักศึกษาไทยอยู่กันได้ เรียนกันได้ดี ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ น่าจะสนับสนุนให้ไปเรียนกันด้วยซ้ำไป
ผมกำลังจะเขียนเล่าอีกเรื่องหนึ่งว่า จากการที่ได้พบกับพระอาจารย์อารยะวังโสเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมตระหนักว่า วินัยนั้นสำคัญมาก มากจนทำให้ผมเห็นว่า
"วินัยนั้นต้องมีสติ สติต้องมีวินัย" ดังนั้น หากเรามีสติและวินัยและจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม และนั้นคือการเป็นกลไกหนึ่งให้สังคมและส่วนรวม
สาธุครับ
อัสสลามมุอลัยกุ้มค่ะ ดิฉันทราบมาว่ามหาวิทยาลัยนี้ดีมากๆเลยค่ะได้รับการบอกต่อจากพี่ๆชาวเชียงใหม่ที่ไปเรียนมาที่สำคัญเป็นมหาวิทยาลัยของมุสลิม ปีนี้คุณแม่อยากจะส่งน้องชายไปเรียนต่อปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ที่นั่น ถ้าเค้ารับน้องรบกวนฝากพี่ๆที่นั่นช่วยดูแลน้องชายด้วยนะคะ ส่วนดิฉันเรียนจบด้านกฎหมายมาไม่รูจะเรียนต่อด้านไหนเพราะทราบว่าที่นั่นส่วนใหญ่จะเรียนกฎหมายของอินเดียเกรงว่าจะนำมาใช้กับเมืองไทยไม่ได้ รบกวนช่วยแนะนำด้วยนะคะ ตอนเรียนจบปีที่แล้วมีโอกาศไปเรียนภาษาอังกฤษที่บังกาลอเกือบปีค่ะเห็นมีที่เรียนดีๆเยอะเหมือนกันแต่มุสลิมไทยน้อยกว่าที่นี่ที่สำคัญอยากอยู่กับน้องค่ะ
คุณแคทลียา
ที่อาลีการ์มีสมาคมนักศึกษาไทยที่เข้มแข็ง สามารถให้คำแนะนำและปรึกษาที่ดีกับนักศึกษาใหม่ได้ ลองติดต่อไปนะครับ http://www.thaialigarh.com/
กฏหมายอินเดียมีพื้นฐานจากกฏหมายอังกฤษครับ ถ้าสนใจจริงๆ และเรียนจบ จะทำให้มีโอกาสทางอาชีพกว้างมากและในระดับสากล
โชคดีครับ