ผู้บริหาร ธ.ก.ส.ทำหนังสือถึง กระทรวงการคลัง ให้เป็นผู้ดำเนินการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้กับแบงก์เอกชน เผยหากเจรจาสำเร็จช่วยรัฐบาลลดภาระดอกเบี้ยประมาณ 2พันล้านบาท
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการ และรักษาการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธนาคารได้ทำหนังสือถึง กระทรวงการคลัง ให้เป็นผู้ดำเนินการเจรจาปรับโครงสร้างเงินกู้(รีไฟแนนซ์)กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ 1แสนล้านบาท
โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลกู้จากธนาคารพาณิชย์ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารทหารไทย และ ธนาคารนครหลวงไทย เพื่อมามาให้ธกส.นำไปรับจำนำข้าวจากเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล
ทั้งนี้นายเอ็นนู คาดว่า การกู้เงินใหม่จะได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่ากู้เดิมประมาณ 1-2% จากที่อัตราดอกเบี้ยกู้อยู่ปัจจุบันที่ 4.98% จะทำให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณชำระดอกเบี้ยนับพันล้านบาท โดยธนาคารต้องให้ กระทรวงการคลังเป็นผู้เจรจาเงินกู้ใหม่ เพราะเงินกู้เดิม 1 แสนล้านบาท เป็นเงินกู้ที่รัฐบาลกู้ให้กับ ธ.ก.ส. เพื่อนำไปรับจำนำข้าว หรือเป็นเงินที่ธนาคารธ.ก.ส.ไม่ได้กู้เงินเอง
แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เดินทางกลับมาจากการประชุมคลังอาเซียนที่ประเทศอินโดนีเซีย ในสัปดาห์นี้แล้ว กระทรวงการคลังจะมีการเซ็นสัญญาเงินกู้กับ 6 ธนาคารพาณิชย์ ที่ปล่อยกู้เงินระยะสั้นให้กับรัฐวิสาหกิจในวงเงิน 2 แสนล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยธนาคารกรุงเทพ 5.85 หมื่นล้านบาท ธนาคารกรุงไทย 5 หมื่นบาท ธนาคารไทยพาณิชย์ 4 หมื่นล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย 2.5 หมื่นล้านบาท ธนาคารนครหลวงไทย 2 หมื่นล้านบาท และธนาคารทหารไทย 6.5 พันล้านบาท
แหล่งข่าว กล่าวว่า นอกจาก ธ.ก.ส. จะใช้เงินกู้นี้ก้อนนี้แล้ว ยังมี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ต้องการเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท ไปชดเชยค่าไฟฟ้าฝันแปร หรือ เอฟที่ ที่ต้องรับภาระจ่ายแทนผู้ใช้ไฟ
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) กล่าวว่า หาก ธ.ก.ส. รีไฟแนนซ์เงินกู้ดังกล่าว จะทำให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณที่จะต้องชำระดอกเบี้ยลงไปได้ถึง 2,000 ล้านบาท โดยการรีไฟแนนซ์จะเริ่มภายหลัง สบน.ลงนามกับสถาบันการเงิน 6 แห่งแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างปรับแก้ร่างหนังสือลงนามให้เรียบร้อย
แนวหน้า 4 พฤษภาคม 2552