การประเคนเป็นเรื่องใกล้ตัว และเป็นเรื่องจำเป็นที่พระและโยมควรต้องทราบ เพราะว่าพระเองก็รับประเคนอยู่ทุกวัน ฉันอยู่ทุกวัน โยมก็ถวายพระอยู่ทุกวัน จึงควรศึกษาวิธีการประเคนและรับประเคนให้เข้าใจอย่างดี
ประโยชน์ของการเข้าใจวิธีการประเคน - รับประเคน
- ฝ่ายพระ จะสามารถนำไปแนะนำ ชี้ผิดชี้ถูกให้ญาติโยมทั้งหลายเกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้งผู้ที่เข้าใจดีอยู่แล้วก็จักเข้าใจยิ่งๆ ขึ้นไป
- ฝ่ายโยม ก็จะประเคนได้อย่างถูกต้อง ช่วยป้องกันพระไม่ให้เป็นอาบัติ และยังสามารถบอกเล่าคำสอนที่ถูกต้องไปยังญาติสนิทมิตรสหายของตนให้พลอยเข้าใจไปด้วย
การประเคนที่ไม่ถูกตามพระวินัย มีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดวิธีการประเคนต่างออกไป เช่น
- อาจารย์บางท่านสอนว่า เมื่อญาติโยมนำอาหารคาวหวานมาวางไว้บนโต๊ะที่หอฉัน พรางบอกว่า เอาอาหารมาถวาย เช่นนี้ พระไม่รับประเคนซ้ำอีก ก็ถือว่าใช้ได้ แต่บางคนก็ไม่พูดอะไร เอามาวางไว้เฉยๆ เช่นนี้ก็ถือว่าให้แล้ว หรือประเคน จะไม่ประเคนซ้ำอีกก็ใช้ได้
- บางท่านสอนว่า ผู้ประเคนต้องยกที่จะถวายของให้ขึ้นสูงจากพื้นพอแมวลอดได้ หรือสูงจากพื้นประมาณ ๑ กำมือ
- บางท่านสอนว่า ให้นำอาหารทั้งหมดที่จะประเคนมาต่อๆ กันเป็นแถว พระจับข้างนี้ โยมจับข้างโน้น ก็ถือว่าประเคนแล้ว ประมาณว่า เป็นการประเคนแบบจับชนกันหรือจับช็อตกัน (ประหนึ่งว่าอำนาจการประเคนเป็นเหมือนอิเล็กตรอนวิ่งไปตามภาชนะได้มั้ง) การประเคนเช่นนี้ พบได้มากทั้งในเมืองและชนบท เพราะง่าย สะดวกโยม สบายพระ ไม่เสียเวลา
- บางท่านสอนว่า ถ้าไม่มีโยมประเคน ก็ให้จับของนั้นพลางกล่าวว่า "อิมัง ปังสุกูลัง อัสสามิกัง มัยหัง ปาปุณาติ" (ของบังสุกุลนี้ไม่มีเจ้าของ ย่อมถึงแก่เรา) แล้วก็นำมาฉันได้ เรียกวิธีนี้ว่า บังสุกุลฉัน
- บางท่านสอนว่า รับประเคนครั้งเดียวฉันได้จนหมด ถ้าไม่หมดก็เก็บไว้ฉันวันต่อๆ ไปได้
- บางท่านสอนว่า ถ้าหาคนประเคนยาก พระอยากจะฉันมะม่วง มะขามหรือมะพร้าวเป็นต้น ก็ให้โยมประเคนทั้งต้นเลย พระจะฉันเมื่อไร ก็สอยเอามาฉันได้ตลอด (หรือประเคนทีเดียวทั้งตู้เย็นก็มี)
เหล่านี้เป็นเพียงความเห็นของอาจารย์บางสำนักเท่านั้น ที่สอนกันและประพฤติกันอยู่ บ้างก็ผิด บ้างก็ถูก ได้แต่ประพฤติสืบๆ กันมา ทั้งพระทั้งโยมก็คิดกันว่า ทำตามอาจารย์ก็ถูกต้องแล้ว ถ้าผิดท่านคงจะไม่พาทำ การกระทำเช่นนี้คงไม่ถูกเสมอไป บางครั้งที่เรื่องที่ผิดก็คิดว่าถูก เรื่องถูกก็คิดว่าผิด หรือบางทีก็เป็นเพราะความเห็นแก่ปากแก่ท้องของพระเสียเอง จนพากันละเลยและมองข้ามถึงวิธีการประเคนที่ถูกต้องไป หรือจะหาข้ออ้างอื่นๆ ที่ไม่ถูกไม่ควรก็ตาม
มูลเหตุที่ทรงบัญญัติให้มีการประเคน
เมื่อสมัยพุทธกาล มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้มีปกติถือของทุกอย่างเป็นบังสุกุลอาศัยอยู่ในป่าช้า ท่านไม่ต้องการรับอาหารที่ชาวบ้านถวาย เที่ยวถืออาหารเครื่องเซ่นเจ้า ตามป่าช้าบ้าง ตามโคนไม้บ้าง ตามธรณีประตูบ้างมาฉันเอง ชาวบ้านก็พากันเพ่งโทษติเตียนว่า "ไฉนภิกษุนี้จึงเอาอาหารเครื่องเซ่นเจ้าของพวกเราไปฉันเองเล่า ภิกษุนี้อ้วนล่ำ บางทีอาจจะฉันเนื้อมนุษย์ก็เป็นได้" พวกภิกษุได้ยินดังนั้น ก็พากันเพ่งโทษติเตียน นำเนื้อความไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์เองก็ทรงติเตียนภิกษุนั้น แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า
"อนึ่ง ภิกษุใด กลืนกินอาหารที่เขายังไม่ได้ประเคน ให้ล่วงลำคอ
|
| (วิ.มหาวิ. ๒/๕๕๕-๖) |
ดังนั้น อาหารที่ญาติโยมยังไม่ได้ประเคน พระไม่มีสิทธิ์จะหยิบมาฉันได้เลย ยกเว้นน้ำดื่มและไม้ชำระฟัน
การประเคนที่ถูกต้อง มีประกอบด้วยองค์ ๕ อย่าง คือ
- สิ่งนั้นไม่ใหญ่จนเกินไป บุรุษมีกำลังปานกลางพอยกได้
- เข้ามาในหัตถบาส
- น้อมเข้ามาถวาย
- ผู้ประเคนเป็นเทวดา มนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉานก็ได้
- ภิกษุรับประเคนสิ่งของนั้นด้วยกาย หรือของเนื่องด้วยกาย
หัตถบาส แปลว่า บ่วงแขนหรือช่วงแขน หนึ่งหัตถบาสยาวเท่ากับ ๒ ศอก ๑ คืบ
หัตถบาสนั่ง เมื่อพระนั่งรับประเคน ให้กำหนดหัตถบาสตั้งแต่ริมสุดของสะโพกด้านหลังไปข้างหน้า ๒ ศอก ๑ คืบ
หัตถบาสยืน เมื่อพระยืนรับประเคน (การรับบิณฑบาตก็ถือว่าเป็นการรับประเคนด้วย) ให้กำหนดหัตถบาสตั้งแต่ที่สุดส้นเท้าด้านหลังไปข้างหน้า ๒ ศอก ๑ คืบ
หัตถบาสนอน เมื่อพระนอนรับประเคนให้กำหนดหัตถบาสที่สุดสีข้างด้านนอกไป คือ
- ถ้าโยมอยู่ด้านขวามือพระ ให้นับหัตถบาสสีข้างด้านซ้ายไปหาด้านขวา
- ถ้าโยมอยู่ด้านซ้ายมือพระ ให้นับหัตถบาสจากสีข้างด้านขวาไปหาด้านซ้าย ๒ ศอก ๑ คืบ
ถวายสิ่งของด้วยกาย คือ ใช้มือจับอาหารยกถวาย
ถวายของเนื่องด้วยกาย คือ ใช้กระบวยหรือทัพพีเป็นต้น ตักข้าวปลาอาหารถวาย
ถ้าโยมผู้ถวายนั่งหรือยืนเลยหัตถบาสแล้วประเคนสิ่งของนั้น การประเคนนั้นใช้ไม่ได้ พระจะต้องบอกให้เขาเข้ามาใกล้ๆ ให้ได้หัตถบาส แล้วค่อยประเคนจึงจะใช้ได้
รับประเคนแล้ว สามเณรหรือญาติโยมจับต้องอาหารได้
ส่วนมาก เข้าใจกันมานานว่า "สิ่งของที่ถวายพระแล้ว หรือพระรับประเคนแล้ว สามเณรหรือญาติโยมจะจับต้องอีกไม่ได้ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ของนั้นจะขาดประเคนทันที ต้องถวายใหม่ทั้งหมด ไม่อย่างนั้นพระจะฉันไม่ได้ หากขืนฉันไปพระจะต้องอาบัติ"โยมบางคนโดยเฉพาะเจ้าภาพ พอประเคนพระแล้ว อยากจะช่วยจัดอาหารคาวหวานให้เข้าที่เข้าทางจึงช่วยชัด พระบางรูปโกรธก็ตวาดไปว่า "ของประเคนแล้ว มาจับต้องได้อย่างไร มันขาดประเคนนะ" บางครั้งพระหลายรูปก็ต้องวุ่นวาย ช่วยกันห้ามปรามโยมเป็นการใหญ่และต้องให้โยมยกประเคนใหม่ เรื่องนี้นอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังทำให้โยมพลอยไม่สบายใจที่ตั้องทำให้พระขุ่นเคือง การทำบุญน่าจะทำให้จิตใจผ่องใส กลับทำให้ใจของโยมเศร้าหมอง เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง
เรื่องการขาดประเคนนี้ ยังมีพระภิกษุอีกมากเข้าใจกันผิดๆ อยู่ ความจริงแล้ว จะเป็นสามเณรหรือโยมก็ตาม จับต้องอาหารที่พระรับประเคนไว้แล้ว จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ของนั้นยังไม่ถือว่าขาดประเคนแต่อย่างใด พระฉันได้ไม่เป็นอาบัติ ดังท่านได้กล่าวไว้ว่า
"ถ้าหากพระภิกษุยังมีความเยื่อใยอยู่ วางบาตรไว้บนเชิงรองบาตร พูดกับสามเณรว่า 'เธอจะเอาขนมหรือข้าวสวยจากบาตรนี้ไปฉันก็ได้' สามเณรล้างมือของตนให้สะอาดแล้ว หยิบเอาขนมหรือข้าวสวยจากบาตร (ของพระ) ไปตั้งร้อยครั้ง โดยไม่ถูกต้องอาหารในบาตรของตน แล้วนำมาปนกับอาหารในบาตรนั้น ไม่มีกิจที่จะต้องประเคนใหม่ แต่ถ้าสามเณรถูกต้องอาหารที่อยู่ในบาตรของตนแล้วหยิบเอาอาหารออกจาบาตรนั้น ของนั้นปนกับของสามเณร ต้องประเคนใหม่"
(วิ.มหาวิ.อฏฺ. ๒/๕๖๙)พระรับประเคนอาหารตอนเช้าแล้ว สั่งโยมหรือสามเณรว่า เอาอาหารเก็บไว้ในตู้ให้ด้วย พอถึงตอนเพลก็เอาออกมาฉันได้ ไม่เป็นอาบัติ เพราะยังไม่ขาดประเคน อาหารที่พระรับประเคนแล้วจะขาดประเคนนั้นไม่ได้เกี่ยวกับว่าสามเณรหรือโยมมาถูกต้องอีก
การขาดประเคนมีเหตุ ๗ ประการ คือ
- รับประเคนแล้ว เปลี่ยนเพศเป็นหญิง
- รับประเคนแล้ว มรณภาพ
- รับประเคนแล้ว ลาสิกขา
- รับประเคนแล้ว หันไปเป็นคนเลว (ต้องอาบัติปาราชิก)
- รับประเคนแล้ว ให้สามเณรหรือคฤหัสถ์ไป
- รับประเคนแล้ว สละไปโดยไม่มีเยื่อใย
- รับประเคนแล้ว ถูกชิงเอาไปหรือถูกลักเอาไป
สรุปว่า ถ้าเข้าใจถึงวิธีการประเคนที่ถูกต้องดีแล้ว ก็จะประพฤติได้ถูกต้องไม่ผิดพลาดและปฏิบัติได้ง่าย ขอเพียงแต่โยมเข้ามาในหัตถบาส น้อมกายลงเพียงเล็กน้อย แล้วยกอาหารขึ้นถวาย โยมถวายถูกวิธี พระก็รับถูกวิธี แล้วนำไปฉัน เป็นอันใช้ได้ ไม่เป็นอาบัติ
เรียบเรียงจาก "วินัยพระน่ารู้คู่มือโยม" โดย คณะทำงานวัดเขาสนามชัย
ดีคับ
เปนเรื่องที่ผมไม่เข้าจัยเหตุผลมาตั้งนาน
ขอบคุงคราบ
ถ้าโยมอยากถวายแต่ ใส่ไม่ถึง แล้วโยนใส่บาตร เหมือนข้าวต้มหาง แต่โชคไม่ดี ข้าวต้มหาง ทั้งพวง ลอยเลยบาตร ไปโดนศรีษะพระ
อยากทราบว่า จะบาปไหม แล้วมีกรรมอะไรหรือปล่า (กลัวมาก)
ถ้าพระตกใจ ล้มลง มรณะภาพ ถือเป็นกรรมอะไร
ถ้าข้าวต้มหาง ตกพื้นแล้ว พระจะเก็บมาฉันได้ไหม ถือเป็นถวายของได้รึยัง
แล้วถ้าพระท่านไม่สนใจรับ แกล้งทำเป็นรับไม่ได้ ถือเป็นยังศรัทธาไทยให้ตกไปไหม
นี่ไม่ใช่เรื่องจะมาล้อเล่น เป็นอกุศลกรรมบถ เป็นทางแห่งบาป บาปอันเกิดแต่ความคึกในตลกคนอง ขาดความสำรวม อุบาสก อุบาสิกา ที่ดีจะไม่ถามแบบนี้
ในสมัยพุทธกาลก็มีการใส่บาตรพระพุทธเจ้าตอนที่เสด็จลงจากสวรรค์มาที่เมือง สังกัสสะนคร นี่่นา ตอนนั้นก็มีการใส่บาตรด้วยข้าวต้มหาง โดยการโยนเหมือนกัน จึงเป็นเหตุเกิดการใส่บาตรข้าวต้มหาง
น่าจะเป็นคำถามที่มีคำตอบ มากว่า่คำตำหนินะครับ
ข้าวต้มหางที่ตกพื้นแ้ล้วไม่น่าจะ่เป็นการประเคนเพียงแต่โยมตั้งใจถวายแต่มาไม่ถึง พระจะวิ่งออกไปรับก็กระไรอยู่
แล้วพระจะเอามาฉันได้ไหมนี่ คงไม่ได้แล้วมั้ง มันตกพื้นแ้ล้วนี่นา
ของสกปรกเหรอ สมัยพุทธกาลพระมหากัสปะ รับบาตรจากคนเป็นโรคเรื้อน บางตำราบอกว่า นิ้วที่สกปรกตกไปในบาตรด้วย บางตำราบอกว่าน้ำเหลืองน้ำหนอง หยดลงไปเท่านั้น แต่ท่านก็รับบาตรตามปกติ ไม่แสดงความรังเกียจออกมานะ
แม้พระพุทธเจ้าทรงรับบาตรจากพราห์มที่กินอาหารไปแล้วกึ่งหนึ่งด้วย
ของที่ตกพื้นแล้ว ถ้าพูดสมัยปัจจุบัน ก็คงไม่เหมาะที่จะเก็บมาเหมือนกัน
ความตั้งใจของผู้ที่ถามคงไม่มีอกุศลจิตมังครับ คงจะถามเพราะอยากรู้จริงๆ น่ะแหละ
ดีครับ สาธุ