(( นมัสการพระรัตนตรัย ))
โมหนฺธการํ ติฆนํ ปหนฺตฺวา
ญาณงฺสุนา ธมฺมวรงฺสุนา โย
เวเนยฺยพนฺธุตฺตยปงฺกชนฺตํ
โพเธสิ วนฺเท ชินํปสุมาลี ฯ
พระพุทธพระองค์ใด ละความมืดคือโมหะอันหนาทึบในภพทั้งสาม ด้วยพระรัศมี คือพระปัญญาตรัสรู้ ยังเผ่าพันธุ์เวไนยชน(๑) เปรียบเหมือนดอกบัว ๓ เหล่า(๒) ให้คลี่บานคือให้ตรัสรู้ด้วยพระรัศมีอันประเสริฐ คือ พระธรรม ข้าพเจ้า (ผู้ชื่อว่ารตนปัญญาเถร) ขอนมัสการพระพุทธพระองค์นั้น ผู้ทรงชนะแล้ว มีละอองพระบาทเป็นระเบียบ ฯ
ราคาตุเร เสฏฺฐคโท ติโลเก
โมหนฺธกาเร วรทีปมาลี
โทสคฺคิโต โย รตนาวลีว
ฆมฺมาภิตตฺเต ปณมามิ ธมฺมํ ฯ
สภาพใด เหมือนยาอันประเสริฐบำบัดความกระวนกระวาย มีราคะเป็นต้น ทั้งสามโลก, เหมือนแสงประทีปอันประเสริฐส่องสว่างในที่มืดคือโมหะ, เหมือนสายพานแก้ว ซึ่งพานออกจากไฟคือโทสะเป็นต้น ในภาวะดั่งว่า ความรุ่มร้อนในฤดูแล้ง ข้าพเจ้าขอนมัสการสภาพนั้น คือ พระธรรม
เขตฺตํ ว ปุญฺเญสุนุพุทฺธวํโส
พุทฺธสฺส พิมฺพาว สมินฺทฺริโย โย
นรามรูนํ วรทกฺขิเณยฺโย
คณุตฺตโม ตํ ปณมามิ สงฺฆํ ฯ
บุคคลใดสืบเนื่องมาแต่พระพุทธ
เหมือนเนื้อนาบุญ, มีอินทรีย์สงบเหมือนพระพุทธรูป,
เป็นผู้ควรแก่ทักษิณาอันประเสริฐของเทวดาแลมนุษย์ทั้งหลาย,
เป็นผู้สูงสุดกว่าคณะทั้งหลาย
ข้าพเจ้าขอนมัสการซึ่งบุคคลนั้น ผู้เป็นพระสงฆ์ ฯ
แม้พระพุทธก็ได้ทรงตรัสสรรเสริญพระพุทธ (ด้วยกัน)
และตรัสชี้แจงลำดับ, กาล และ เทศ
ซึ่งเป็นดังพวงมาลามากมายสวยงามต่าง ๆ กัน
พระองค์สามารถที่จะทำให้นักปราชญ์ทั้งหลายทราบแนวความคิดเห็นได้โดยง่าย
ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์แล้ว
ขอให้ได้อานิสงส์ส่วนบุญมากพอที่จะเป็นการกำจัดอันตรายต่าง ๆ
ได้ด้วยบุญกุศลนั้น จะได้กล่าวถึงคัมภีร์ชินกาลมาลี
(เรื่องราวอันเป็นระเบียบกาลแห่งพระพุทธ) ต่อไป
ในเรื่องกาลและเทศนั้น กาลที่สืบเนื่องติดต่อกันมาแห่งพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคโคดมผู้เป็นศาสดาของเราทั้งหลาย นับตั้งแต่กาลที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเป็นต้นมา ชื่อว่า ชินกาล คือ กาลแห่งพระชินหรือพระพุทธผู้ชนะแล้ว และ ชินกาลนั้นมีหลายอย่าง พึงทราบตามลำดับดั่งต่อไปนี้
(๑) เวไนยชน ได้แก่ คนที่ชักจูงไปได้ หรือเมื่อได้ฟังธรรมเทศนาแนะนำแล้ว สามารถตรัสรู้ตามได้
(๒)เปรียบเหมือนดอกบัว ๓ เหล่า คือดอกบัวเหล่าหนึ่งผุดอยู่เหนือพื้นน้ำ เหล่าหนึ่งอยู่ปริ่มน้ำ อีกเหล่าหนึ่งปลายดอกอยู่ใต้พื้นน้ำ ดอกบัว ๓ เหล่านี้ เหล่าที่ ๑ พอถูกแสงอาทิตย์ส่องก็บานในวันนั้น เหล่าที่ ๒ รอถึงวันพรุ่งนี้ให้ผุดขึ้นเหนือน้ำก่อน ครั้งถูกแสงอาทิตย์ส่อง ก็จะบานในวันพรุ่งนี้ เหล่าที่ ๓ ต้องรอถึงวันมะรืนนี้จึงบาน ส่วนเหล่าที่ ๔ คือดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำเพิ่งจะแตกจากกอ ไม่รู้ว่าจะโผล่ถึงผิวน้ำได้หรือไม่อาจเป็นอันตราย เป็นเหยื่อเต่าปลาเสียก่อนที่จะผุดขึ้นพ้นนน้ำ ความเปรียบดอกบัวนี้เหมือนคนที่ฟังธรรมแล้วตรัสรู้เดี๋ยวนั้น คือพร้อมที่จะตรัสรู้อยู่แล้ว รอแต่ฟังธรรมเท่านั้น ท่านเปรียบธรรมเหมือนดวงอาทิตย์ คนที่พร้อมจะตรัสรู้นั้นเหมือนดอกบัวผุดขึ้นเหนือน้ำ พอต้องแสงอาทิตย์คือฟังธรรมก็ตรัสรู้ทีเดียว คนอีกจำพวกหนึ่ง เมื่อฟังธรรมแล้ว ต้องพิจารณาไตร่ตรองและพยายามปฏิบัติตามหลักธรรมจึงตรัสรู้ เปรียบได้แก่ดอกบัวจำพวกที่ ๒ ส่วนผู้ที่ฟังธรรมแล้ว พิจารณาแล้ว ปฏิบัติแล้ว ยังไม่ตรัสรู้ ต้องเสวนะคบหากับสัตบุรุษคอยแนะนำพร่ำสอนและประพฤติตนเป็นตัวอย่าง เมื่อเห็นตัวอย่างและประพฤติตามจึงตรัสรู้ นี่ได้แก่ดอกบัวจำพวกที่ ๓ คนทั้ง ๓ ชนิดนี้เรียกว่า เวไนยชน คือ ยังพอจะชักจูงได้ ส่วนอีกพวกหนึ่งจะทำอย่างไรก็ตาม ไม่อาจจะตรัสรู้ได้ เป็นคนชนิดไม่เอาถ่าน เปรียบเหมือนดอกบัวจำพวกเพิ่งแตกออกจากเหง้า ไม่รู้ว่าจะผุดพ้นพื้นน้ำมารับแสงอาทิตย์หรือไม่ คนจำพวกนี้ไม่ใช่เวไนยชนฯ

( พระโพธิสัตว์ ๓ )
พระโพธิสัตว์มี ๓ จำพวก โดยยึดหลักกาลที่บำเพ็ญบารมี คือ พระโพธสัตว์จำพวกปัญญาธิก ๑ พระโพธิสัตว์จำพวกสัทธาธิก ๑ พระโพธิสัตว์จำวพกวิริยาธิก ๑
พระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลายทรงบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยแสนกัป จึงสำเร็จเป็นพระพุทธ จัดเป็นจำพวกปัญญาธิก เพราะกำลังพระปัญญินทรีย์แรงมาก ต่อไปนี้เป็นกาลที่ทรงปรารถนา โดยแสดงออกทางพระกายและพระวาจา
( จิตตุปบาทกาล )
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ทรงปรารถนาเป็นพระพุทธด้วยใจ ๗ อสงไขย ด้วยวาจา ๙ อสงไขย ด้วยกายและวาจา ๔ อสงไขยแสนกัป พระโพธิสัตว์ของเรามีขณะจิตที่ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธครั้งแรก แต่ยังมิได้เคยพบเห็นพระพุทธองค์ใด ๆ เลยนั้น นับชาติไม่ถ้วนมาแล้ว เรื่องนี้โปรดทราบดั่งต่อไปนี้
ในครั้งอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดเป็นคนยากจนคนหนึ่ง อยู่ในเมืองคันธาร เก็บผักหักฟืนด้วยตนเองจากป่ามาขายเลี้ยงมารดา อยู่มาวันหนึ่ง กำลังแบกของหนักมาถูกแดดแผดเผากระหายน้ำ จึงนั่งพักที่โคนต้นนิโครธ (ต้นไทรหรือต้นกร่าง) แห่งหนึ่ง รำพึงว่าขณะนี้เรายังมีเรี่ยวแรงกำลังอยู่ ก็พอทนความทุกข์ร้อนนี้ได้ เมื่อเวลาแก่เฒ่าลงไปแล้วหรือในเวลาเจ็บไข้ เราจะไม่อาจทนความทุกข์ได้ อย่ากระนั้นเลย เราไปเมืองสุวรรณภูมิขนเอาทองมาเลี้ยงมารดาให้มีความสุขเถิด เมื่อคิดดั่งนี้แล้ว จึงพามารดาไปลงเรือสำเภาโดยขอเป็นลูกจ้างประจำเรือ แล้วไปเมืองสุวรรณภูมิพร้อมกับพ่อค้าทั้งหลาย เรือสำเภาได้อับปางลงในวันที่ ๗ ครั้งนั้นพวกพ่อค้าได้ถึงมหาวินาศกันสิ้น พระโพธิสัตว์แบกมารดาของตนว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร ครั้งนั้น ท้าวมหาพรหมชั้นสุทธาวาสเล็งแลดูสัตวโลกทั่วไปคิดว่าล่วง ๑ อสงไขยมาแล้ว บุรุษใดที่จะบังเกิดเป็นพระพุทธแม้สักองค์หนึ่ง สามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธจะมีไหม จึงเห็นพระโพธิสัตว์กำลังสละชีวิตพามารดาของตนว่ายข้ามมหาสมุทรอันลึกล้ำกว้างใหญ่หาที่สุดมิได้ ก็รู้ว่า มหาบุรุษผู้นี้ มีความเพียรมั่นคงนักมีอัธยาศัยช่วยเหลือผู้อื่น พระโพธิสัตว์โดยพรหมดลใจ เกิดความคิดขึ้นในใจว่า เราตรัสรู้แล้วจะให้ผู้อื่นตรัสรู้ด้วย เราพ้นแล้วจะให้ผู้อื่นพ้นด้วย เราข้ามได้แล้วจะให้ผู้อื่นข้ามได้ด้วย ดั่งนี้ ว่ายข้ามมหาสมุทร ๒-๓ วัน ก็ถึงฝั่งพร้อมด้วยมารดา ตั้งแต่นั้นพระโพธิสัตว์เลี้ยงดูมารดาจนสิ้นชีพก็ได้ไปเกิดในเทวโลก ฝ่ายมารดาของพระโพธิสัตว์ได้ไปตามยถากรรม
นี้คือกาลที่ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธขึ้นในใจเป็นครั้งแรก เรียกว่า ปฐมจิตตุปบาทกาล
( มโนปณิธาน )
ในพระชาติอื่น ต่อแต่นั้นมา พระมหาบุรุษจุติจากเทวโลกเป็นพระราชาทรงพระนามว่า พระเจ้าสัตตุตาปน ในเมืองสิริมดี เมืองสิริมดีในครั้งนั้นก็เหมือนเมืองพาราณสี เป็นที่รู้กันว่า พระเจ้ากรุงสิริมดีนั้นโปรดประพาสคล้องช้าง ทรงทราบข่าวช้างที่พรานป่าทูลบอกเล่า จึงเสด็จไปกับเสนาข้าราชการ คล้องช้างเชือกนั้นได้แล้วโปรดให้นำมาขึ้นระวางเป็นช้างหลวง ครั้นหมอควาญผู้เชี่ยวชาญตำราคชเวทฝึกหัดช้างเชือกนั้นดีแล้ว ในวันที่ ๘ (หลังจากฝึกหัดแล้ว) พระองค์ทรงขี่เลียบพระนคร ครั้งนั้นโขลงช้างเป็นอันมากมาจากป่าในเวลากลางคืนเข้าไปในอุทยาน หักทำลายพืชพันธุ์ต้นไม้ ถ่ายมูตรคูถแล้วพากันกลับไป พระราชาเมื่อเสด็จเลียบพระนครทรงทราบข่าวนั้นจากพนักงานเฝ้าสวน จึงเสด็จไปทอดพระเนตร (ความเสียหาย) สวน เสด็จเลยเข้าไปในสวน ทรงตรวจตราดูบริเวณสถานที่ต่าง ๆ ครั้งนั้นช้างพระที่นั่งได้กลิ่นช้างพังก็เกิดอาละวาดเมามันขึ้นด้วยกามราคะ สลัดควาญช้างตกลงแล้วหนีเตลิดไป พระราชายังประทับอยู่บนช้างตัวนั้น แม้ทรงกระชากชัดไว้ด้วยขอแก้วก็ไม่อาจทำให้มันกลับได้ ถูกมันพาไป ทรงเหนี่ยวกิ่งมะเดื่อไว้ได้ จึงประทับนั่งอยู่บนยอดไม้ ฝ่ายเสนาข้าราชการทั้งหลายติดตามรอยช้างนั้นพากันไปรับพระองค์คืนเข้าพระนคร พระราชาตรัสเรียกหมอควาญนั้นมาแล้วตรัสว่า "ตาหมอแกลวงเอาเราไปฆ่าหรือ ?" หมอควาญกราบทูลว่า "ขอเดชะ ไฉนตรัสอย่างนี้ ? ช้างเชือกนี้ ข้าพระพุทธเจ้าหัดไว้อย่างดีที่สุดแล้ว มันไปด้วยความเร่าร้อนราคะ เมื่อสมใจมันแล้ว มันก็จะกลับมาอีก" ช้างนั้นเข้าป่าไปรื่นรมย์กับนางช้างเสร็จแล้ว ในวันที่ ๗ ก็กลับมายืนอยู่ในโรงของตน พระราชาทรงทราบพฤติการณ์นั้นแล้ว เสด็จไปสู่โรงช้าง ทรงลูบงวงมันแล้วตรัสว่า "ตาหมอ ช้างเชื่องออกอย่างนี้ ทำไมเราเอาขอรั้งมันไว้ไม่อยู่ ?" หมอควาญกราบทูลว่า "ขอเดชะ ไฉนตรัสอย่างนี้ ? ขึ้นชื่อว่าราคะ ร้ายแรงยิ่งกว่าขอแก้วนัก ร้อนยิ่งกว่าไฟนัก มีพิษยิ่งกว่าพิษงูนัก เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่อาจเอามันอยู่ มันไปด้วยกำลังราคะของช้าง แล้วมันกลับมาอีกด้วยกำลังมนต์ของข้าพระพุทธเจ้า" "ถ้ากระนั้นแกแสดงกำลังยาคือมนต์ของแกให้เราดูได้ไหม ?" "ได้ พระเจ้าข้า" หมอควาญทูลรับแล้ว ใช้กำลังมนต์บังคับช้างให้จับก้อนเหล็กใหญ่ที่เผาไฟลุกแดง ช้างเอางวงจับเหล็กก้อนแดงนั้นแน่นไม่ปล่อย เพราะกลัวหมอควาญ พระราชาทรงกลัวช้างจะตาย ตรัสสั่งให้หมอควาญบอกช้างให้ปล่อยก้อนเหล็กนั้นแล้วทรงสลดพระทัย ทรงรำพึงว่า "ราคะนี้หนอ ร้อนยิ่งนัก สัตวบุคคลเหล่านี้ อาศัยราคะแล้วเสวยทุกข์มีประการต่าง ๆ อย่ากระนั้นเลย เราขอเป็นพระพุทธเปลื้องตนให้พ้นจากราคะเถิด" ความตั้งใจที่จะเป็นพระพุทธได้บังเกิดขึ้นแล้ว พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
เราตรัสรู้แล้ว
จะให้ผู้อื่นตรัสรู้ด้วย
เราพ้นจากกิเลสแล้ว จะให้ผู้อื่นพ้นด้วย
เราข้ามโลกได้แล้ว จะให้ผู้อื่นข้ามได้ด้วย
มหาสมุทรคือวัฏสงสารมีภัยมาก ฯ
พระองค์ตั้งพระทัยอย่างนี้แล้ว สละราชสมบัติ
เสด็จเข้าป่าหิมพานต์ ทรงบรรพชาเป็นพระฤษี
ดำรงอยู่ตลอดพระชนมายุ
เมื่อสิ้นพระชนมชีพก็ได้ไปบังเกิดในโลกสวรรค์
แต่นั้น ในเวลาต่อมา
(( ยังมีต่อครับ ขอพักหายใจแปบครับผม ))
ดีครับ
โอ้ว!!