น้องคล่อง เด็กผู้ชายอายุ ๑๑ ขวบ ไม่ใช่คนไข้ แต่ตามแม่ซึ่งเป็นคนไข้ของผมมารับการฉายรังสีที่โรงพยาบาล และพักอยู่กับแม่ที่อาคารพักผู้ป่วยที่วัดโคกนาว ตรงข้ามโรงพยาบาลตลอดการรักษา น้องคล่องเป็นเด็กฉลาด คล่องแคล่วสมชื่อ เพราะเป็นคนพาแม่ไปติดต่อตามแผนกต่างๆของโรงพยาบาลสิ่งที่ผมสังเกตเห็น คือ เวลาอยู่ในห้องผม น้องจะค่อนข้างขี้อาย พูดน้อย บางทีก็หลบอยู่หลังแม่ แต่คนไข้บอกว่า" โอ๊ยมันร้าย ซน ชอบแกล้งแม่ ชอบว่าแม่ " แล้วเวลาที่แม่พูดอย่างนั้น น้องคล่องก็จะแผลงฤทธิ์ ถึงขนาดแกล้งเอามือปัดวิกบนหัวของแม่ตัวเองทิ้งแล้วหัวเราะ

แม่ของน้องคล่องอายุ ๕๐ ปี อาชีพช่างเสริมสวยเดินเท้า เป็นมะเร็งลุกลามมาที่หน้าอก แต่ไม่ใช่มะเร็งเต้านม ขนาดก้อนเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่า ๑๕​ ซม. และมีอาการปวดซึ่งต้องให้การรักษาด้วยการฉายรังสีเพื่อบรรเทาอาการนอกจากการลุกลามมาที่หน้าอกแล้ว ยังมีการลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองหลายแห่งทั่วตัว และปอดทั้งสองข้าง เริ่มเหนื่อยบ้างแต่ไม่มาก


วันที่คนไข้ฉายรังสีครบและมาพบผม พบว่าก้อนนุ่มลง อาการปวดลดลง หลังจากผมคุยเรื่องการรักษาและการดูแลตนเองหลังการรักษาเสร็จแล้ว ผมตัดสินใจบอกคนไข้ว่า "วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญจะคุยกับพี่ "

ผมใช้ประโยคนี้ เพื่อส่งสัญญาณให้คนไข้รู้ตัว และแสดงความพร้อมที่จะคุยด้วย เพราะบางทีคนไข้มักจะเกรงใจหมอ ไม่อยากให้หมอเสียเวลา

ผมประเมินว่า ถึงแม้คนไข้คนนี้จะเพิ่งมารับการรักษาเป็นครั้งแรก และยังมีโอกาสจากการรักษาหลักต่อไป คือ ยาเคมีบำบัด แต่ผลการรักษาอาจไม่ดีนัก เพราะตัวโรคค่อนข้างรุนแรง รวดเร็ว และมีการลุกลามไปอวัยวะภายในคือปอดแล้วทั้งสองข้าง ผมอยากรู้ว่า คนไข้คิดเรื่องนี้อย่างไรบ้าง และวางแผนอนาคตอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องลูกชายคนเดียวของเขา..น้องคล่อง

หลังจากผมถามคนไข้จนแน่ใจว่า เขารับรู้เรื่องโรคของตนเองที่เป็นค่อนข้างมากแล้ว ก็มาถึงคำถามที่ค้างใจอยู่  "แล้วพี่วางแผนเรื่องลูกอย่างไร"

"คิดว่าจะให้มันบวชเณร คุยกับหลวงตาไว้แล้ว หรือไม่ก็จะพาไปฝากพี่สาวที่ยะลาเลี้ยง" คนไข้พูดถึงพี่สาวคนโตอายุ ๕๔ ปี ที่ไม่เคยติดต่อกันนานแล้ว

ผมถามน้องคล่องว่า "แล้วน้องว่าไง อยากบวชหรืออยากไปอยู่กับป้า"

น้องคล่องตอบว่า "อยากอยู่กับป้า"  ทั้งๆที่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน

ผมแนะนำให้คนไข้ติดต่อพี่สาว จนจัดการการเดินทางไปยะลาหลังการรักษาได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นคนไข้ก็กลับมาบอกข่าวไม่ดีนัก "พี่สาวรับเลี้ยงมันไม่ไหว"

ผมถามคำถามเดิมกับคนไข้ "แล้วพี่จะทำยังไง"

"ไม่ให้มันบวช ก็ให้มันกลับไปอยู่กับพ่อของมัน" คนไข้พูดถึงสามีเก่าที่แยกทางไปมีภรรยาใหม่ ซึ่งมีลูกติดทางโน้น ๓ คน และเพิ่งมีลูกด้วยกันอายุเพิ่ง ๗ เดือน

ผมถามน้องคล่องว่า "น้องว่าไง อยากบวชหรืออยากไปอยู่กับพ่อ"

น้องคล่องตอบสั้นๆว่า "บวช"

คนไข้เล่าให้ฟังว่า สามีเก่าเคยทำร้ายทั้งตัวเขาและเด็ก  ผมจึงไม่แปลกใจว่าทำไมเด็กจึงยอมบวชมากกว่ากลับไปอยู่กับบิดาบังเกิดเกล้า

ผมถามคำถามสุดท้ายกับเด็กตรงๆ ว่า "แล้วถ้าแม่เขาเจ็บหนัก ดูแลน้องไม่ได้ น้องจะทำยังไง"

น้องคล่องตอบตรง "ไม่รู้"

แม่น้องคล่องตอบแทนว่า "ก็คงให้มันไปอยู่กับหลวงตา" คำตอบของคนไข้ทำให้ผมคลายกังวลไประดับหนึ่ง ที่กลัวว่า เขาจะไม่ได้วางแผนอะไรให้ลูกของเขาเลย


ประเด็นที่อยากให้ชวนให้ช่วยกันแสดงความคิดเห็น ควรให้เด็กอย่างน้องคล่องร่วมอยู่ในการสนทนาเรื่องนี้ หรือไม่

  ผมลองไปค้นตำราเรื่อง เด็กกับการรับรู้เรื่องความตาย

   เด็กวัยประถมแบบน้องคล่อง เริ่มรู้ว่าคนตายแล้วไม่ฟื้น เป็นความพลัดพราก ต่างจากเด็กวัยก่อนเรียนที่คิดว่า คนหรือสัตว์ตายแล้วฟื้นได้เหมือนหนังการ์ตูนหรือนิทาน แต่เด็กวัยนี้มักกลัวถูกทอดทิ้ง เพราะต้องพรากจากคนที่รัก และอาจรู้สึกว่าเป็นความผิดของตนเอง ที่ทำให้คนที่รักเจ็บป่วยหรือตาย เด็กวัยนี้สามารถพูดคุยเรื่องความตายได้ตรงไปตรงมา และไม่ควรถูกกันออกไป

นี่เป็นทฤษฎีตามตำราฝรั่ง การรับรู้ของเด็กยังขึ้นกับปัจจัยอื่นอีกมากมาย โดยเฉพาะในบริบทวัฒนธรรมไทย