ขอบพระคุณ อาจารย์เต็มศักดิ์อย่างยิ่งค่ะ สำหรับข้อเสนอแนะดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าควรมีระบบมากกว่าคนเพราะคนเป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนและอาจเหนื่อยล้าท้อแท้อย่างที่อาจารย์ว่า และนี่เป็นที่มาที่ดิฉันเข้ามาทำงานตรงนี้ มีคนถามบ่อยมากว่าเป็นหมอฉุกเฉินทำไมมาดูแลเรื่องแบบนี้(จริงๆดิฉันเป็นหมอmed แต่มาเป็นอาจารย์ที่เวชศาสตร์ฉุกเฉินมา 8 ปี)ก็เพราะเราไม่มีระบบที่ชัดเจนและจริงจัง ห้องฉุกเฉินจึงเป็นแหล่งรวมฉากของชีวิตในหลายๆสภาวะตั้งแต่กรณีฉุกเฉินจนถึง end of life และดิฉันไม่อาจทนเห็นภาพเหล่านี้โดยไม่ทำอะไรเลยได้ มีหลายเคสที่ต้องจบชีวิตที่ห้องฉุกเฉินทั้งๆที่เป็นเคส end of life และบางครั้งเราต้องวิ่งไปซื้อสังฆทานมาให้คนไข้จบเพราะเป็นสิ่งสุดท้ายที่คนไข้ขอก่อนหมดลมหายใจ... นอกจากเราเพิ่งสร้างทีมที่ปรารถนาจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้คนไข้แล้ว เรายังต้องต่อสู้เรียกร้องสิทธิความเป็นมนุษย์ในการมาใช้บริการของห้องฉุกเฉินให้แก่คนไข้อีกด้วย เนื่องจากมีแพทย์บางท่านที่ห้องฉุกเฉินซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยเหลืออะไรคนไข้แล้วยังมีทัศนะคติว่าคนไข้เหล่านี้ไม่ใช่คนไข้ฉุกเฉิน ไม่ควรมาอยู่ที่ห้องฉุกเฉินและเป็นความผิดของเจ้าของไข้ที่ไม่ดูแลคนไข้ของตนเองให้ดี และมองว่าผู้ป่วยเป็นขยะที่ถูกกวาดมาทิ้งจากที่อื่น (ทั้งๆที่ขยะมันอยู่ในใจของแพทย์ผู้นั้นต่างหาก)พร้อมทั้งพยายามผลักดันให้คนไข้ออกไปจากห้องฉุกเฉิน ทัศนคติและการกระทำดังกล่าวทำให้บาปตกแก่คนไข้ที่รู้สึกเหมือนไม่มีใครยินดีช่วยเหลือ เอาแต่เกี่ยงกันอยู่และชีวิตของเขาไร้ค่า(เรามีการรวบรวมข้อมูลเรื่องของความรู้สึกของผู้ป่วยและญาติต่อการมารับบริการอยู่ค่ะ)ทั้งๆที่จริงแล้วห้องฉุกเฉินเป็นของผู้ป่วยทุกคนที่ควรเข้าถึงบริการได้หากมีเหตุจำเป็น การช่วยเหลือผู้ป่วยและญาติในหลายๆเหตุการณ์ที่เราช่วยกันทำทั้งดิฉันและทีมพยาบาล เราพบว่ายังสามารถเยียวยาใจของเราได้เป็นอย่างดีโดยไม่รู้ตัว เพราะในชีวิตของเราทุกคนก็ล้วนแล้วแต่มีปมด้วยกันทั้งสิ้นจึงทำให้เรายังทำงานอยู่ได้อย่างมีความสุขพอควร...