การดูแลด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์

กระท่อมน้อยคอยใคร

เล่าเรื่องโดย

น้ำริม  เครือข่ายกอไผ่

 

          พี่ป่าน!!........วันนี้ออกมาทำแผลให้ยายจันทร์ได้ไหมพี่.......”

เป็นประโยคแรกที่ฉันได้ยินโดยที่ไม่ทันได้กล่าวคำสวัสดีทักทายผู้โทรมาน้ำเสียงร้อนรน      ทำให้ฉันรีบถามกลับเสียงดังโดยไม่ทันได้ระวังตัวว่ากำลังนั่งอยู่บนรถตู้และยังมีเพื่อนร่วมทางซึ่งเป็นคนแปลกหน้าอีกหลายคน   ฉันเป็นหมออนามัยบ้านนอกค่ะ   ทำงานที่สถานีอนามัยหนองน้ำใส   ซึ่งเป็นสถานีอนามัยแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคอีสานมาสี่ปีกว่าแล้ว     วันนี้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมหัวข้อ  จากงานประจำสู่งานวิจัย(Routine   to   Research : R 2 R)  :  เสริมสร้างพลังสร้างสรรค์และพัฒนา    ซึ่งเป็นการประชุมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การวิจัยจากงานประจำระดับชาติ      ที่คนทำงานตัวเล็กๆอย่างฉันโชคดีได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้       และตอนนี้ฉันกำลังนั่งรถตู้จากที่พักไปยังโรงแรมมิราเคิลแกรนด์สถานที่จัดประชุม   

ยายจันทร์เป็นอะไร….ทำไมมีแผลหล่ะแหว๋ว......เมื่อวันศุกร์

ไปเยี่ยม......ไม่เห็นมีแผลตรงไหนเลยนี่..........พี่ยังทำแผงยาตัวอย่างชุดใหม่ไปให้คุณยายดูเพื่อช่วยกำกับเรื่องการกินยาเบาหวานที่มีปัญหาอยู่.....นี่ยังกะว่าอาทิตย์หน้าว่าจะชวนแหว๋วตามไปเยี่ยมแกอีก

ก็แผลผ่าตัดหน่ะซิพี่.....”

คุณยายเป็นอะไร......ทำไมได้ผ่าตัดหล่ะ…..วันนั้นไม่เห็นยาย

บ่นอะไรให้ฟังเลยนี่  แล้วแผลใหญ่มากไหม    ผ่าตัดวันไหน

ฉันยิงคำถามเป็นชุด        ก่อนจะหยุดฟังแหว๋วให้ข้อมูลอย่าง

ตั้งใจและร้อนใจ แหว๋วเป็น  อสม. ของบ้านน้ำซับ  หมู่บ้านในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีอนามัยหนองน้ำใสที่ฉันทำงานอยู่ และเป็น  อสม.  อีกคนที่มีความสนใจและได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของคนในหมู่บ้านร่วมกับสถานีอนามัยหนองน้ำใสโดยตลอด สำหรับฉันแล้วแหว๋วและอสม.ที่นี่ถือเพื่อนร่วมงานที่ดีของฉัน

ไม่รู้แกเป็นอะไรเหมือนกันพี่…...แต่ได้ยินยายจอนบอกว่าเช้า

วันเสาร์แกปวดท้องมาก....ญาติก็พาไปโรงพยาบาลน้อย     แต่อาการไม่ดีขึ้นเค้าเลยส่งไปโรงพยาบาลใหญ่    เห็นว่าได้เข้าห้องผ่าตัดคืนวันเสาร์นั่นแหล่ะ.....หมอให้ออกจากโรงพยาบาลเย็นวานนี้......เมื่อเช้าหนูไปเยี่ยม   แล้วก็โทรมาหาพี่นี่แหล่ะ   ส่วนเรื่องแผลเท่าที่ดูน่ายาวประมาณหนึ่งคืบกว่าๆเห็นจะได้ค่ะพี่ป่าน    เออพี่ป่าน......แปลกอยู่อย่างหนึ่งนะ.......ญาติเค้าบอกกับหนูว่าพอหมอผ่าออกมาแล้ว….เจอแต่ก้อนดำๆแข็งๆ....เต็มลำไส้เลยพี่     แต่คุณหมอไม่ได้บอกว่ายายเป็นอะไร….แล้วอีกอย่างนะพี่….ตั้งแต่ไปเยี่ยมยายแกนอนนิ่งตลอดเลย…ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง”

แหว๋วอธิบายทุกรายละเอียดที่ได้รับรู้มา  

“..................................”

คราวนี้ฉันหมดคำถามและนิ่งงันกับข้อมูลที่ได้รับรู้     ฉันเงียบ

ไปนาน....และเพิ่งจะสังเกตว่าเพื่อนร่วมทางสิบกว่าคนของฉันบนรถตู้ก็กำลังตั้งใจฟังว่าฉันจะถามอะไรต่อ   

พี่ป่าน....พี่ป่าน...ฟังหนูอยู่รึเปล่าพี่......”

แหว๋วถามมาเมื่อไม่ได้ยินเสียงฉันสนทนาตอบโต้

ใช่.....พี่ฟังอยู่แหว๋ว

แล้วพี่จะได้เข้ามาทำแผลให้ยายไหม     เพราะดูแล้วญาติไม่

สนใจจะพายายไปทำแผลเลยนะพี่  เมื่อเช้าหนูก็ปรึกษากับผู้ช่วยอำคาตอนไปเยี่ยม    คุยกันว่าน่าจะโทรบอกพี่ๆที่อนามัยให้มาช่วยทำแผล

ดีแล้วหล่ะแหว๋วที่โทรมาบอก  แต่ตอนนี้พี่มาประชุมกรุงเทพ  

อีกหลายวันถึงจะกลับ เอาอย่างนี้นะแหว๋ว     เดี๋ยวพี่จะโทรบอกหมอก้อยที่อนามัยให้ไปช่วยดูแผลคุณยาย     แล้วเย็นวันศุกร์พี่กลับถึงแล้วจะชวนแหว๋วเข้าไปเยี่ยมอีกครั้ง    ช่วงนี้ถ้าแหว๋วมีอะไรก็โทรเข้ามาหาพี่เลยนะ

ฉันบอกแหว๋ว      ในขณะที่สมองเริ่มวางแผนการดูแลเร่งด่วนกับคุณยายจันทร์

ดีค่ะพี่ป่าน   งั้นเดี๋ยวหนูจะแวะชวน อบต.เดือน เข้าไปดูยาย

อีกครั้ง   จะได้ไปอธิบายญาติแกเรื่องที่อนามัยจะเข้ามาทำแผลให้ด้วย    ถ้ายังงั้น..แค่นี้ก่อนนะพี่....ต้องขอโทษด้วยนะค่ะที่โทรมารบกวนแต่เช้า    หนูร้อนใจจริงๆค่ะพี่ป่าน

ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะแหว๋ว    มีอะไรก็โทรมาไม่ต้องเกรงใจ

ค่ะพี่….”

เราจบการสนทนาเมื่อได้ข้อสรุปร่วมกัน    ฉันโทรหาพี่ก้อยเพื่อแจ้งข่าวและรายละเอียดทั้งหมด     เมื่อพี่ก้อยรู้เรื่องก็รับปากว่าจะชวนพี่ๆที่อนามัยไปเยี่ยมคุณยายบ่ายวันนี้       เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นฉันถอนหายใจเบาๆ    ภาพยายจันทร์ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของฉันเรื่องราวชีวิตของยายจันทร์ในความรู้สึกของฉันรันทดยิ่งกว่านิยายชีวิตในละครทีวีบางเรื่องด้วยซ้ำ     

..จันทร์ เป็นคนบ้านน้ำซับโดยกำเนิด  ซึ่งเป็นหมู่บ้านหนึ่งของตำบลหนองน้ำใส   ครอบครัวของ ด..จันทร์  ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสุขสบายตามวิถีของคนบ้านนอกทั่วไป     เมื่อเรียนจบ  .4  ก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา    และเพียงแค่  2 - 3   ปี หลังจากนั้นก็เริ่มโตเป็นสาว    ด้วยความที่เป็นคนรูปร่างหน้าตาดี    ผิวพรรณผุดผ่อง     สาวจันทร์เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อนจึงเป็นที่หมายปองของบรรดาหนุ่มทั้งบ้านเดียวกันและหนุ่มต่างบ้าน    สาวจันทร์ได้ชื่อว่าเป็น   ผู้สาวส่า    ซึ่งในภาษาถิ่นอีสาน    หมายความถึงหญิงสาวผู้มีความงามจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกหัวระแหง    ในเย็นย่ำของแต่ละวันจะมีหนุ่มน้อยใหญ่มาเป่าแคนเกี้ยวสาวจันทร์มิได้ขาด        เสียงแคนเว้าวอนอ่อนหวานของหนุ่มบ้านไกลช่างจับใจสาวจันทร์เสียนี่กระไร      เลือดในกายสาวฉีดพล่านทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงแคนของหนุ่มพิณ       ไอ้หนุ่มหน้ามนที่กล้าหักเหลี่ยมหนุ่มบ้านน้ำซับ     หลังจากหนุ่มพิณเทียวไล้เทียวขื่อสาวจันทร์อยู่เกือบปี     ก็ได้ส่งผู้ใหญ่ของตนมาสู่ขอสาวจันทร์ตามประเพณี หนุ่มหลายคนหัวใจแทบสลายเมื่อได้ทราบข่าวที่สาวตกลงใจร่วมหอกับหนุ่มต่างบ้าน    ฉากชีวิตเริ่มต้นของยายจันทร์สวยงามและหอมหวาน   จนสาวๆบ้านเดียวกันอดอิจฉายายจันทร์ไม่ได้  แต่..........ไม่มีใครเลยที่จะรู้ว่านั่นเป็นฉากแห่งความสุขเพียงแค่ฉากเดียวในชีวิตของยายจันทร์     เมื่อออกเรือนได้ไม่นานสาวจันทร์ก็เริ่มตั้งท้อง    หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนพิณก็ทิ้งสาวจันทร์ไป      ขณะที่กำลังเธอกำลังตั้งท้องได้เพียงแค่หกเดือน   หลังจากเปิดฉากชีวิตสวยงามหอมหวานได้ ไม่ถึงขวบปี    ไม่มีคำอธิบาย  ไม่มีเหตุผลใดๆที่เธอจะบอกกับพ่อแม่พี่น้องหรือชาวบ้าน    เพราะแม้แต่เธอยังตอบตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเธอ   สาวจันทร์อุ้มท้องและคลอดลูกอย่างเดียวดายที่กระท่อมท้ายหมู่บ้าน    ไม่มีข่าวคราวจากหนุ่มพิณและเธอก็ไม่เคยปริปากถึงเขาอีกเลย    หลายคนบอกว่าเธอใจเด็ด      รักมากก็เกลียดมากเป็นธรรมดา    หญิงสาวไม่เคยร้องขอความช่วยเหลือจากครอบครัวเดิม       ญาติพี่น้องถึงจะเป็นห่วงแต่ก็ถือว่าเป็นทางที่เธอเลือกเดินแล้วจึงไม่มีใครก้าวก่าย     ได้แต่พูดคุยปลอบใจและถามไถ่กันตามประสา   

 ..จ้อย  หรือไอ้กระจ้อยร่อยลูกชายของแม่จันทร์   เป็นเด็ก

สุขภาพแข็งแรง    ไม่เคยเจ็บป่วยหนักจนต้องไปโรงพยาบาลเลยสักครั้ง   แม่จันทร์ดูแลลูกด้วยความรักและทะนุถนอมชนิดที่ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม   ไม่เคยดุด่าว่าตีให้ลูกต้องเจ็บช้ำน้ำใจแม้แต่ครั้งเดียว    แม่จันทร์เลี้ยงลูกคนเดียวจนเติบใหญ่ด้วยความยากลำบาก    เธอขยันและเก็บหอมรอมริบจนสามารถสร้างบ้านหลังใหญ่     ไม่มีใครรู้เลยว่าเธอเหนื่อยและหนักสักแค่ไหน     จนกระทั่งจ้อยโตเป็นหนุ่มและมีครอบครัว       พ่อแม่หลายคนอาจจะรู้สึกว่าหมดภาระในการดูแลลูก     แต่สำหรับแม่จันทร์แล้ว    ไม่มีแม้สักวันที่จะหมดห่วงลูกชายคนนี้     จ้อยในวัยสร้างครอบครัวพาเมียเข้ามาอยู่ในบ้าน   ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้เป็นเรื่องใหม่ให้คนในชุมชนเริ่มกลับมาสนใจแม่จันทร์อีกครั้ง     เพื่อนบ้านหลายคนแวะเวียนมาถามข่าวคราวแม่จันทร์ด้วยความห่วงใย     เพื่อนในวัยเดียวกันหลายคนแสดงความเห็นใจและแนะนำการอยู่กับลูกสะใภ้ให้มีความสุข   แม่จันทร์ได้แต่ยิ้มและบอกว่าทุกวันนี้ก็มีความสุขดี    

นงลักษณ์....ลูกสะใภ้ของแม่จันทร์  เป็นหญิงสาวหน้าตาคมขำ   รูปร่างสูงโปร่ง    ดูเรียบร้อยในสายตาของแม่จันทร์    แม่จันทร์รักลูกสะใภ้เหมือนกับลูกของตัวเอง     ด้วยหวังว่าต่อไปภายหน้าจะฝากผีฝากไข้ไว้กับลูกชายและลูกสะใภ้  ซึ่งต่างจากนงลักษณ์ที่ในใจลึกๆ  อยากอยู่บ้านหลังนี้กับสามีเพียงสองคน       หลายปีผ่านไปปมในใจนงลักษณ์เริ่มมีมากขึ้น        เมื่อจ้อยต้องยุ่งกับการทำงานหนักเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวจนไม่มีเวลาดูแลเธอและลูก        ภาระการเลี้ยงดูลูกสี่คนโดยที่สามีต้องทำงานหาเงินคนเดียวทำให้นงลักษณ์ต้องหงุดหงิดบ่อยครั้งและเริ่มรู้สึกว่า      เป็นเพราะต้องเลี้ยงดูแม่สามีจึงทำให้ไม่พอใช้พอจ่าย          ยายจันทร์ซึ่งบัดนี้เริ่มเข้าสู่วัยชรารับรู้ได้ถึงสัญญาณบางอย่าง       จึงพยายามทำงานทุกอย่างเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว    ที่สำคัญยายจันทร์ต้องการเอาใจนงลักษณ์     ไม่อยากให้ต้องเหนื่อย    หงุดหงิด    และแสดงความไม่พอใส่ตนเอง     แต่......ความพยายามของยายจันทร์กลับไม่เป็นผล    เพราะยิ่งทำเท่าไหร่ก็เหมือนกับว่านงลักษณ์จะยิ่งรังเกียจยายจันทร์มากขึ้นเท่านั้น    หลายครั้งที่ยายจันทร์กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อลูกชายถามว่าแม่เป็นอย่างไรบ้าง     อยากบอกลูกชายเหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้น.....แต่ก็กลัวลูกสะใภ้หาว่าเป็นยายแก่ช่างฟ้อง      ยายจันทร์จึงได้แต่ยิ้มและบอกลูกชายว่าตั้งใจทำงานเถอะไม่ต้องห่วงแม่....ช่วงหลังจ้อยจึงไม่ค่อยใส่ใจถามไถ่ด้วยคิดว่าไม่มีอะไรน่าห่วง

ฉันคงไม่ได้รู้เรื่องราวของยายจันทร์ได้ลึกและละเอียดขนาดนี้ถ้ายายจันทร์เป็นเพียงผู้รับบริการที่มาด้วยอาการไข้   ไอ   ปวดหัว   ตัวร้อน    นอนไม่หลับ   แต่ยายจันทร์ที่ฉันรู้จักมีเรื่องราวที่น่าเรียนรู้และจุดประกายให้ฉันอยากรู้ว่าคนไข้เป็นอยู่อย่างไรในชุมชน      โลกของชาวบ้านความจริงแล้วเป็นอย่างไรกันแน่       เมื่อสี่ปีก่อนนั้นสถานีอนามัยของเราเริ่มขยายจุดให้บริการผู้ป่วยเพิ่มอีกหนึ่งแห่งบริเวณที่ทำการ อบต.หนองน้ำใส    เพื่อรองรับประชาชนในเขตรับผิดชอบอีกเจ็ดหมู่บ้านที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการได้เนื่องจากที่ตั้งสถานีอนามัยอยู่ท้ายตำบล        ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการเพียงแค่สองหมู่บ้าน เมื่อมีการให้บริการที่จุดใหม่สักระยะหนึ่ง     ก็ได้ปรึกษาหารือกันระหว่างเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยกับโรงพยาบาลแม่ข่ายว่าขอทดลองรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังมารับยาที่สถานีอนามัย      เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยในการเดินทางไปรับยาเป็นประจำที่โรงพยาบาล      และที่สำคัญสถานีอนามัยจะได้ดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง         เมื่อคลินิกโรคเรื้อรังเปิดให้บริการประมาณห้าหกเดือนก็พบว่าผู้ป่วยรายหนึ่งมีปัญหาระดับน้ำตาลและความดันโลหิตสูงมาก   และยังขาดนัดบ่อยครั้ง   ในเดือนที่มาตามนัดก็จะถูกนำมาทิ้งไว้ที่สถานีอนามัยจนเกือบเที่ยงญาติถึงมารับกลับ    บางครั้งเพื่อนบ้านใกล้เคียงสงสารก็รับกลับด้วย      เป็นอย่างนี้บ่อยครั้งจนฉันและเจ้าหน้าที่ทุกคนคุ้นเคยกับยายจันทร์เป็นอย่างดี     ขณะรอญาติมารับ   หากชวนคุยเรื่องทั่วไปยายจันทร์ก็จะยิ้มน้อยๆที่มุมปากถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องขำขัน   แต่ถ้าวกมาถามเรื่องคนดูแลหรือการดูแลตัวเองจะนั่งเงียบไม่ตอบคำถาม       เป็นอย่างนี้หลายครั้งจนฉันแปลกใจและเลียบเคียงถามเพื่อนบ้านจนได้ความว่า

ยายจันทร์เป็นคนน่าสงสารนะหมอ     แกอาศัยอยู่กับลูกชายลูกสะใภ้    ไม่ใช่นินทาหรอกนะ    แต่ดูท่าทางลูกชายลูกสะใภ้ไม่ค่อยเอาใจใส่แกเลย    โดยเฉพาะลูกสะใภ้……โห…..อย่าให้พูดเลย…….

ปากยังกับกรรไกร…….ด่าแม่ผัวแต่ละทีฉันเดินผ่านยังสะดุ้งเลย.…มิหนำซ้ำยังเที่ยวป่าวประกาศไปทั่วหมู่บ้านว่ายายจันทร์จู้จี้ขี้บ่น….แกก็ไม่เถียงเขานะหมอ    นั่งซึมเวลาเราไปนั่งคุยด้วย….แกก็ร้องไห้   

แล้วลูกสะใภ้ก็ร้องตวาดว่า….สำออย….สร้างเรื่องให้คนสงสาร…...ฉันกับยายจันทร์หน่ะ…..เห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อยทำไมจะไม่รู้ว่ายายจันทร์เป็นคนอย่างไร

ยายกลีบผู้ป่วยเบาหวานในหมู่บ้านเดียวกันเล่าให้ฉันฟัง

ป่านเอ๊ย…....น้องเพิ่งมาอยู่ยังไม่รู้อะไรถ้าน้องได้ไปเยี่ยม

แกที่บ้าน…..จะเชื่อคำที่เขาบอกว่าชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย….พี่เองก็พอรู้จักลูกสะใภ้แกอยู่เหมือนกัน……   นงลักษณ์เขาเป็นคนปากจัด    ขนาดกับเราเขายังไม่เกรงใจเลย.พี่เคยไปเยี่ยมบ้านตอนนั้นยายจันทร์ยังไม่ป่วยเป็นเบาหวานเลยนะ    เขาคงไม่รู้ว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่   พอเห็นเราไปหา...เดินหน้าบึ้งเข้ามาถามพี่จะมาหาใครเหรอ……? พี่งงพักใหญ่ๆก่อนจะตอบว่า         พี่มาจากอนามัยหนองน้ำใสค่ะ….จะมาเยี่ยมคุณยายจันทร์หน่ะจ๊ะ  พอเขารู้จุดประสงค์ของพี่ก็เดินหนีไม่ถามอะไรอีกเลย

 

พี่ก้อย….ทำงานที่หนองน้ำใสสิบกว่าปี    เล่าเรื่องราวขอยาย

จันทร์ในอีกแง่มุมหนึ่งให้ฉันฟัง    ฉันตั้งใจฟังพี่ก้อยเล่าชีวิตของยายจันทร์ในมุมมองของผู้ให้บริการ        โชคดีที่บ่ายวันนั้นไม่ค่อยมีคนไข้

ฉันกับพี่ก้อยจึงมีโอกาสได้พูดคุยเรื่องของยายจันทร์ได้เต็มที่   

เช้าวันต่อมา……ฉันแวะไปเยี่ยมยายจันทร์ตั้งแต่เช้า……..…

ยายนั่งเหยียดขาอยู่ที่แคร่ใต้ต้นลำใย

ฉันเดินผ่านคอกวัว    และจำต้องลุยกองขี้วัวอย่างหลีกเลี่ยง

ไม่ได้เนื่องจากบ้านนี้มีทางเข้าออกทางเดียว     ยายยิ้มขำๆเมื่อเห็นขากางเกงฉันเลอะขี้วัว   

ทำไมไม่ถลกขากางเกงขึ้นหล่ะหมอ….คลุกขี้วัวมาเลยนะ

ฉันก็อดขำตัวเองไม่ได้     เพราะความดีใจที่ได้เจอยายทำให้

ฉันลืมมองไปว่าทางเดินแฉะมาก

นิดหน่อยจ๊ะยาย    คงไม่เหม็นมากใช่ไหม…”

ฉันพูดติดตลกและยิ้มทักทายยายจันทร์อย่างคุ้นเคย

ทำไมได้มาแต่เช้าหล่ะหมอ

ก็คิดถึงยายนั่นแหล่ะจ๊ะ….ถึงได้มาหาแต่เช้า….ว่าแต่ว่าเช้านี้ยายกินข้าวกินยาหรือยังจ๊ะ

รอยยิ้มเมื่อครู่จางลงอย่างเห็นได้ชัด     ฉันเองก็ตกใจเมื่อเห็

สีหน้าของยายที่เงียบไปพักใหญ่ก่อนจะตอบเสียงเบาเหมือนกลัวใครจะได้ยิน

เขาคงยุ่งกับหลาน….ยังไม่เห็นเอาออกมาวางเลย

ฉันรู้สึกสะดุดใจอย่างมากกับประโยคสุดท้ายที่คุณยายบอกฉัน 

ก่อนที่จะมองตามแกไปที่เพิงไม้ผุๆข้างห้องน้ำ       แรกทีเดียวฉันนึกไปเองว่า     เขาคงทำไว้ให้ยายนั่งเล่นเหยียดแข้งเหยียดขาตอนแดดร่มลมตกเหมือนจะรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไร    ยายจันทร์ค่อยๆยันกายลุกจากแคร่    ร่างกายซีกขวาที่อ่อนแรงจากครั้งที่มีภาวะเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อต้นปียังแสดงอาการอยู่บ้าง    ครั้งนั้นพวกเราต่างลุ้นกัน

ว่าคุณยายจะสู้ไหวไหม   ปรากฏว่ายายจันทร์สามารถผ่านวิกฤติครั้งนั้นมาได้อย่างเหลือเชื่อ   แกบอกกับพวกเราว่าคงยังมีกรรมที่ต้องชดใช้ต่อกระมังจึงยังตายไม่ได้     แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไร….ทุกคน

ก็ดีใจที่คุณยายปลอดภัย   

ไปนั่งบ้านยายกันดีกว่าหมอ

ยายจันทร์เอ่ยปากชวนฉันเมื่อเท้าแตะพื้นดิน         มือทั้งสอง

ข้างกุมไม้เท้าคู่ใจก่อนที่จะค่อยๆลากเท้าขวาตามเท้าซ้ายไปอย่างยากเย็น  จุดหมายอยู่ที่เพิงไม้ผุข้างห้องน้ำที่อยู่ไม่ไกลจากแคร่มากนัก

ไหวไหมจ๊ะยาย….นั่งที่นี่ก็ลมเย็นดีนะค่ะ

ไม่เป็นไรหรอก     หมออยากรู้ไม่ใช่เหรอว่ายายอยู่ยังไง

ยายพูดเรื่อยๆ    ขณะที่เดินตากลับมองไปที่บ้านหลังใหญ่

เยื้องเพิงไม้