เพลงอีแซวสุพรรณฯ
จะอยู่ได้อีกนานสักแค่ไหน (ตอนที่ 2)
ถึงแม้ว่าจะมีการอนุรักษ์ สืบสาน
ในบทความ ตอนที่ผ่านมา ผมได้แสดงความเห็นเอาไว้ว่า คนเล่นเพลงพื้นบ้านในวันนี้ อาจฝึกหัดเพลงด้วยใจรัก (มีน้อย) มีความรักเคารพศรัทธาในตัวครูเพลง (อาจมีบ้าง) ยึดเหนี่ยวในตัวครูที่ให้ผลประโยชน์ต่อตนเอง กลุ่มของตนเองเพื่อที่จะได้ช่วยทำให้เล่นเพลงนั้น ๆ ได้ หรือเพื่อผลประโยชน์บางประการในอันที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ แต่มิใช่ฝึกหัดเล่นเพลงเป็นอาชีพอย่างคนเก่า ๆ จะเห็นได้ว่า นักแสดงรุ่นหลัง ๆ โดยเฉพาะเยาวชนที่มีความสามารถในการแสดงเพลงพื้นบ้าน จะแสดงออกได้เพียงในระยะเวลาอันสั้น เช่น แสดงได้เพียง 15-30 นาที ก็หมดเนื้อหาที่เตรียมมาแล้ว หรือในบางวงเล่นได้นานนับชั่วโมง แต่ขาดเอกลักษณ์ในการแสดง จับโน่นชนนี่ เพื่อให้เพียงพอกับเวลา
มีบ้างไหม ที่เยาวชนในวันนี้ ฝึกหัดเล่นเพลงพื้นบ้านเป็นอาชีพ หารายได้อย่างมั่นคง ฝึกซ้อมการแสดงกันอย่างขะมักเขม้น เพื่อรักษาศิลปะการแสดงของท้องถิ่น อย่างใดอย่างหนึ่งเอาไว้ด้วยความเหนียวแน่น มั่นคงถาวร นั่นแหละคือ นักเพลงตัวจริงที่สมควรให้การยกย่อง เพราะพวกเขาคือทายาทที่มีเจตนาในการสานต่อจากคนรุ่นเก่า ๆ รุ่นปู่ย่าตายาย ตัวจริง ในทางกลับกันถึงแม้ว่า จะมีคนหัดเพลงพื้นบ้านสักกี่สิบกี่ร้อยกี่พันคน จะทำการรณรงค์กันไปสักแค่ไหน หากมุ่งแค่เพียงหัดเป็นเล่นได้ ขาดชีวิตจิตวิญญาณขาดลมหายใจเข้าออกที่สม่ำเสมอเสียแล้ว อีกไม่นาน ไม่ว่าจะเป็นเพลงพื้นบ้านประเภทใด เพลงอีแซวก็เช่นเดียวกัน ก็คงจะต้องถึงเวลา ถึงวันที่จะต้องสูญสิ้นไป เพียงแต่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น ยังมีข้อความสำคัญที่พบหลายคำ ที่น่าสนใจ ได้แก่
(บนเวทีการแสดง ที่วัดดอนไร่ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 12 มกราคม 2552)

(เพลงอีแซวสายเลือดสุพรรณฯ บนเวทีการแสดงในงานวัดป่าเลไลยก์ วันที่ 3 เมษายน 2552)
1. คำว่า “การอนุรักษ์” ตัวชี้วัดที่แสดงออกถึงการกระทำ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ จะต้องทำการรักษาไว้ให้คงเดิม ถ้าจะทำการอนุรักษ์เพลงอีแซว ผู้ที่ดำเนินกิจกรรมจะต้องสรรหายุทธวิธีต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ความคงที่ คงเดิมของศิลปะการแสดงท้องถิ่นเพลงอีแซวให้ได้ เป็นต้นว่า
1.1 สืบค้นหาตัวบุคคลที่เป็นศิลปินพื้นบ้าน หลาย ๆ ท่าน ศึกษาและรวบรวมเรื่องราวของท่านเผยแพร่สู่คนรุ่นใหม่ให้ได้รู้จักอย่างลึกซึ้ง
1.2 นำเอารูปแบบของการแสดงที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากครูเพลงต้นฉบับที่แท้จริง ฝึกหัดกันมานานจนมีความชำนาญในการแสดง
1.3 นำเอาบทเพลงหรือเนื้อร้องที่ครูเพลงรุ่นเก่า เขาได้เขียนเอาไว้ มาฝึกฝนจนมีทักษะแล้วนำเสนอผลงานให้เป็นที่ปรากฏและยอมรับในวงการเพลงพื้นบ้าน หรือเพลงอีแซว
1.4 เป็นผู้นำ หรือมีส่วนร่วมในการให้โอกาสนักแสดงเพลงอีแซว ไม่ว่าจะรุ่นใด ได้นำเสนอผลงานผ่านเวทีการแสดงในสังคมตามโอกาสอันควร
1.5 นำเอาศิลปะการแสดงเพลงอีแซว เข้ามาสู่กิจกรรมทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะงานเทศกาลสำคัญของท้องถิ่น เพื่อให้เยาวชนได้เห็นศิลปะการแสดงท้องถิ่นของตนเอง
ยังมีวิธีการอื่น ๆ อีกหลายช่องทางที่จะสามารถรักษาเพลงอีแซวให้คงเดิมเอาไว้ได้ แต่สังคมในยุคปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญของโลกสมัยใหม่ การรักษาของเดิมเอาไว้ทั้งหมด อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ล้าสมัย (เชย) จึงต้องมีการประยุกต์ในบางสิ่งบางอย่างเข้าไปบ้าง เพื่อเป็นการร่วมยุคและผูกสมัยเข้าด้วยกัน แต่จะต้องไม่ถึงกับเสียรูปแบบของเดิม
(ผู้ให้จังหวะเพลงอีแซวทำหน้าที่การแสดงบนเวทีงานแก้บน ที่วัดดอนไร่ 16 เมษายน 2552)
2. คำว่า “สืบสาน” คือ การปฏิบัติหรือการกระทำให้เกิดการต่อเนื่องเป็นลำดับ เป็นการย้อนรอย รำลึกถึงเรื่องราวเก่า ๆ ในอดีตที่ผ่านมา เช่น การสืบสานศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน เพลงอีแซว ตัวบ่งชี้ ที่แสดงออกอย่างชัดเจน คือ
2.1 การแสดงที่มีเวทีให้โชว์ผลงานอย่างต่อเนื่อง ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน หรือใน 1 ปี มีงานแสดงอย่างน้อย 10 -12 งาน (เพลงพื้นบ้านมิใช่การแสดงที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน)
2.2 เป็นการเรียนรู้โดยฝึกปฏิบัติต่อยอดสู่มืออาชีพ รับงานแสดงได้ทุกเวลา ทุกโอกาสทุกสถานที่ และรับงานแสดงติดต่อกันได้หลาย ๆ คืน ณ สถานที่เดิม
2.3 สามารถที่จะขึ้นเวทีทำการแสดงร่วมกับศิลปินรุ่นครู หรือนักแสดงอาชีพได้อย่างกลมกลืน และมีความสัมพันธ์กัน
2.4 มีงานการแสดงเข้ามาหา มิใช่ออกไปหางานแสดง ข้อนี้จะต้องมีการพัฒนาไปสู่จุดจุดหนึ่ง ซึ่งจะได้รับการยอมรับในสังคมว่า มีคุณค่าเหมาะสมกับงานในกิจกรรมนั้น ๆ
2.5 มีเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์พร้อมที่จะออกไปรับใช้สังคม ตั้งใจสะสมจนเป็นวิถีชีวิต หรือเป็นส่วนหนึ่งที่จำเป็นต่อชีวิต ที่ขาดกันไม่ได้ (มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม)
สำหรับในเรื่องของงานการแสดง ถึงแม้ว่ามหรสพการแสดงเพลงพื้นบ้านอาจจะมีงานแสดงไม่มาก เพียงแค่ใน 1 ปี พอมีงานแสดงบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีปฏิบัติ หรือการกระทำว่า กระทำเพื่อความยั่งยืนยาวนานหรือกระทำเพื่อสร้างชื่อเสียงเพียงให้คนรู้จักชั่วพริบตาเท่านั้น แล้วก็เลิกราไป ตรงส่วนนี้ สามารถที่จะตรวจสอบตนเองได้ว่า วันนี้เรายืนอยู่ตรงจุดใด
1. ตรงจุดเริ่มต้น แบบนี้จะต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าที่จะเรียกได้ว่า เป็นผู้สืบสานตัวจริง
2. ตรงจุดกำลังพัฒนา แบบนี้ เรียกว่าเดินไปเกือบถึงครึ่งทางแล้ว ขอให้พยายามต่อไป
3. อยู่บนเวทีการแสดงอาชีพมีคนจ้างวานเรียกร้อง ต้องการเห็นความสามารถยอมเสียเงิน แบบนี้ ถือได้ว่า เป็นทายาททางเพลงตัวจริง เพลงพื้นบ้านไม่มีวันตายแน่ เพราะมีกลุ่มบุคคลที่สานต่องานแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน
3. คำว่า การอนุรักษ์และสืบสาน คำทั้ง 2 คำนี้ เมื่อนำเอามาเชื่อมต่อกันนับว่า เป็นการประพฤติปฏิบัติที่มีภาระหนักมาก เพราะจะต้องทำหน้าที่ 2 ประการ คือ
3.1 รักษาไว้ให้คงเดิม
3.2 การปฏิบัติหรือการกระทำให้เกิดการต่อเนื่อง
มีบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กร หลายแห่งคิดกิจกรรม และดำเนินงานอย่างนี้ แถมมีภาพถ่ายกิจกรรมบนเวทีการแสดงซึ่งเป็นของผม นำเอาไปยืนยันโครงการของเขาว่าได้ทำจริง เช่น ภาพการแสดงลำตัด ปี 2546 ภาพการแสดงเพลงพื้นบ้าน ปี 2549 บางรายนำเอาข้อมูลของผมทั้งชุด ที่ผมได้สืบค้นหาครูเพลงมานับ 10 ปี หรือมากกว่านั้น แต่ถูกนำเอาไปใช้เป็นงานศึกษาค้นคว้าของเขา (น่าคิดมาก) บางท่านเดินทางไปพบคนที่มีชื่อเสียง ขอสัมภาษณ์ ถ่ายรูปคู่กับท่าน และเดินทางไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อเก็บภาพการแสดงเอาไปเป็นข้อมูลเชิงวิเคราะห์ ในหัวข้อ “การสืบสาน”
ที่ผมพบล่าสุดนี้ มีข้อความบ่งชี้ว่า เด็ก ๆ ของเขา ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในระดับหนึ่ง อีกข้อความหนึ่งบอกว่า เด็กของเขาได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ระดับในระดับหนึ่ง และตัวเขา เป็นผู้ฝึกสอนเพลงอีแซวเสียด้วย (ผมนึกไม่ออก) แต่ว่า ในรอบ 1 ปี ไม่เห็นวงเพลงเหล่านั้นโคจรมาให้เห็นบนเวทีหรือให้ข่าวคราวการแสดง ณ สถานที่ใด อย่างไร ในฐานะใด เพื่อที่จะชี้ชัดลงไปว่า นั่นคือ การอนุรักษ์สืบสานจริง ๆ ดังโครงการที่ผู้จัดได้อ้างเอาไว้อย่างสวยงาม น่าทึ่งเลย
จึงต้องนับถอยหลังกลับมาทบทวนบทบาทของทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายจัดกิจกรรม ฝ่ายสนับสนุนกิจกรรม ฝ่ายนักแสดง ตลอดจนครูผู้ควบคุม และตอบคำถามของตนเองให้ได้เสียก่อนว่า ความจริง เรากำลังยืนอยู่ ณ จุดใดกันแน่ จุดเริ่มต้น แล้วเลิก จุดที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จุดที่เป็นการแสดงอาชีพรับงานแสดงได้ค่าตอบแทน ใน 3 ระดับของความแตกต่างนี้ต่างหาก ที่จะตอบคำถามของสังคมได้ว่า เรากำลังอนุรักษ์ สืบสานงานเพลงพื้นบ้าน หรือเป็นการกระทำ เพียงเพื่อเลียนแบบจากต้นฉบับ เพื่อให้ได้ร่วมงานในกิจกรรมนั้น ๆ
(ภาพบน) งานอัศจรรย์สงกรานต์สุพรรณบุรี (ภาพล่าง) งานสงกรานต์ วัดบ้านโพธิ์ตะวันตก)
เพลงอีแซวสุพรรณฯ จะอยู่ได้นานสักแค่ไหน ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะต้องทบทวนบทบาทหน้าที่ให้เกิดเป็นภาพที่ชัดเจน มีความแน่นอนมั่นคง โดยมีจุดมุ่งหมาย ที่จะรักษาไว้ให้คงเดิมปฏิบัติหรือการกระทำให้เกิดความต่อเนื่อง ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน ได้แก่ งานปิดทองหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ อำเภอสามชุก และเวทีการแสดงเพลงอีแซว ในงานปิดทองหลวงพ่อโต ที่วัดป่าเลไลยก์ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์มายาวนานหลายสิบปีและจะยังคงมีต่อไป
ชำเลือง มณีวงษ์ รางวัลชนะเลิศ ประกวดเพลงพื้นบ้าน จังหวัดสุพรรณบุรี ปี 2525
ผู้มีผลงานดีเด่นด้านการแสดงเพลงพื้นบ้าน (ราชมงคลสรรเสริญ) ปี 2547
โล่รางวัลความดีคู่แผ่นดิน จากรายการโทรทัศน์ ททบ. 5 ปี 2549
หนังสือรับรองการแสดงพื้นบ้านส่งเสริมวัฒนธรรมไทย 10 Station ปี 2551
ชอบเพลงพื้นบ้านครับ อาจารย์
ติดตามมาดู