เรามักจะคิดกันว่ามูลนิธิตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น คนที่มาสัมพันธ์กับมูลนิธิก็เพื่อรับความช่วยเหลือจากมูลนิธิ ซึ่งที่จริงความคิดเช่นนี้ถูกต้อง แต่ถูกเพียงครึ่งเดียว หรือไม่ถึงครึ่ง
วันที่ ๓๑ มี.ค. ๕๒ ก่อนการประชุมสามัญประจำปีของมูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล กรรมการและเลขานุการมูลนิธิ คือ รศ. นพ. ปรีชา สุนทรานันท์ มาหารือก่อนการประชุม ทำให้ผมปิ๊งแว้บขึ้นมาว่า ในอุดมคติ มูลนิธิในรูปแบบของ มมม. (มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล) ไม่ได้ทำหน้าที่แบบเส้นตรง แต่ทำหน้าที่เป็นกลไกของวัฏจักร
มองแบบเส้นตรง เรามองว่ามูลนิธิทำหน้าที่รับบริจาคเงินแล้วเอาไปช่วยเหลือผู้มีความลำบาก หรือเอาไปสนับสนุนกิจกรรมที่มีประโยชน์ระยะยาวต่อส่วนรวม มูลนิธิทำหน้าที่ทำให้มีการไหลของเงินหรือทรัพยากรเป็นเส้นตรง จากต้นทางสู่ปลายทาง
แต่เรามองแบบวัฏจักรได้ ว่าในกรณีของ มมม. มูลนิธิทำหน้าที่ตามย่อหน้าบน แล้วในไม่ช้านักศึกษาผู้เคยได้รับความช่วยเหลือจะกลายเป็นบัณฑิต มีงานทำ และต่อมากลายเป็นผู้มีเงินเหลือใช้ พร้อมจะเจือจานแก่ผู้อื่น ก็จะมาบริจาคให้แก่ มมม. เกิดเป็นวงจร หรือวัฏจักร ของเงินหรือทรัพยากรเป็นวงกลม เป็นการมองบทบาทของมูลนิธิแนวใหม่ และทำให้ต้องปรับวิธีทำงานของ มมม. ให้มีกลไกการทำงานที่ปรับความคิดของนักศึกษา/อาจารย์ ให้พร้อมที่จะพัฒนาเป็น “ผู้ให้” เมื่อตนเองมีความแข็งแรงขึ้น ในอนาคต
วันนี้โชคดี คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ซึ่งเป็นกรรมการท่านหนึ่งมาประชุมเอง แทนที่จะมอบให้คุณสุวัฒน์มาประชุมแทนอย่างเคย ท่านจึงให้ความเห็นแบบริเริ่มสร้างสรรค์สูงมาก ทำให้ผมปิ๊งแว้บอีกครั้งหนึ่ง ว่ามูลนิธิต้องไม่มองนักศึกษาเป็น “ฝ่ายรับ” จากมูลนิธิเท่านั้น ต้องมองนักศึกษาว่ามีโอกาสเป็น “ฝ่ายให้” แก่มูลนิธิได้ด้วย โดยเข้ามาทำงานให้แก่มูลนิธิ โดยทำกิจกรรมหาเงินเข้ามูลนิธิ คือในกรณีของ มมม. นักศึกษาและอาจารย์/บุคลากร ของมหาวิทยาลัยมหิดล ควรได้รวมตัวกัน ทำงานที่ก่อรายได้แก่ มมม. กิจกรรมเหล่านี้มีอะไรบ้าง นักศึกษา/อาจารย์/บุคลากร น่าจะร่วมกันคิดเอง
วิจารณ์ พานิช
๕ เม.ย. ๕๒