รูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ

P11209300P11209299P11209288P11209311

 

 

รูปแบบการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ

 

 

ขั้นตอนการจัดการความรู้

รูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะ
การวิจัยในชั้นเรียน

 

1. การกำหนดสิ่งที่ต้องเรียนรู้

แนวคิด

สถานศึกษาควรกำหนดแนวคิดด้านการจัดการความรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาบุคลากรตามแนวทางองค์กรเอื้อการเรียนรู้ด้วยวิธีระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ โดยยึดกลยุทธ์ วิสัยทัศน์ เป้าหมายของสถานศึกษาเป็นแนวทางในการดำเนินงานจัดกิจกรรมที่มุ่งให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เช่น การประชุมปฏิบัติการ การเขียนเล่าประสบการณ์ปัญหาและความสำเร็จ การหาพื้นที่เว็บไซต์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ตลอดเวลาของบุคลากร

บทบาทสถานศึกษา:

- กำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และพันธกิจ ในด้านการพัฒนาบุคลากรครูให้มีการพัฒนาความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน โดยยึดหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต และแนวคิดการจัดการความรู้ เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรเอื้อการเรียนรู้ สู่เป้าหมายของโรงเรียน

- กำหนดให้ครูทุกคนของโรงเรียนศึกษากระบวนการวิจัยในชั้นเรียน และทำการพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียนอย่างน้อยภาคการศึกษาละ 1 เรื่อง

- จัดทำเว็บไซต์ ที่มีพื้นที่สำหรับใช้ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของบุคลากรครูอาทิ เว็บบอร์ด เว็บล็อก เป็นต้น

- สร้างโปรแกรมการพัฒนาความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียนของครู และคู่มือประกอบโปรแกรม

- ทำการปฐมนิเทศครู ก่อนการเข้ารับโปรแกรมการพัฒนา โดยการประชุมทำความเข้าใจร่วมกัน

บทบาทครู:

- ร่วมประชุมเตรียมความพร้อมร่วมกับสถานศึกษาเพื่อทำความเข้าใจต่อการพัฒนาตนเองด้านการวิจัยในชั้นเรียน โดยใช้รูปแบบการจัดการความรู้ในการพัฒนา

 

2. การแสวงหาความรู้

แนวคิด

สถานศึกษาควรกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดแหล่งความรู้ที่เหมาะสมสำหรับบุคลากรในสถานศึกษาเพื่อศึกษา ค้นคว้าหาความรู้คือ การศึกษาความรู้ด้วยตนเอง รักษาความรู้เก่าด้วยการศึกษาจากเอกสารเก่าและสอบถามเพื่อนร่วมงานหรือรุ่นพี่ตลอดจนแสวงหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆ ผ่านสื่อ เช่น ซีดี อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ เว็บบอร์ด เว็บล็อก

 

บทบาทสถานศึกษา:

- จัดแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม สำหรับการค้นคว้าหาความรู้ และการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองของครู อาทิ เลือกตำรา เอกสาร หรืองานวิจัยด้านการวิจัยในชั้นเรียน คัดสรรเว็บไซต์เพื่อการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองจากบทเรียนบนเว็บ (WBI) เป็นต้น

- จัดการประชุมปฏิบัติการและจัดหาบุคลากรผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อให้ความรู้แก่ครูในการปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน

บทบาทครู:

- แสวงหาความรู้เรื่องการวิจัยในชั้นเรียน โดยทำการศึกษาความรู้เรื่องการวิจัยในชั้นเรียนจากการประชุมปฏิบัติการ และเรียนรู้ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ อาทิเช่น ตำรา เอกสารและงานวิจัย เว็บไซต์ เป็นต้น

- แสวงหาความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง โดยทำการศึกษาวิจัยในชั้นเรียนของตนเอง ดังนี้

   - ทำการวิเคราะห์และกำหนดปัญหา โดยการเริ่มต้นจากการเลือกหัวข้อที่จะทำวิจัย โดยหัวข้อนั้นเกิดจากการที่ครูได้รับปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ซึ่งเป็นส่งที่ไม่พึงพอใจหรือไม่ประสบผลสำเร็จในการทำงาน

     - ทำความเข้าใจและเลือกทฤษฎี โดยการกำหนดความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีที่จะใช้ในการวิจัย ซึ่งต้องสัมพันธ์กับหัวข้ออันเป็นประเด็นปัญหาการวิจัย

     - กำหนดแนวทางและออกแบบการดำเนินการวิจัย โดยการหารูปแบบและคำถามการวิจัย เพื่อนำไปสู่การกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัย และกระบวนการวิจัยต่อไป

     - ดำเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการลงมือปฏิบัติการเก็บข้อมูลตามวัตถุประสงค์ และกระบวนการวิจัย ซึ่งอยู่บนฐานของระเบียบวิธีวิจัย และข้อมูลที่ได้จะต้องมีความตรง และสอดคล้องกับรูปแบบงานวิจัยในชั้นเรียนโดยแท้จริง

     - ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติในการประมวลผลข้อมูลที่ได้จากการวิจัย เพื่อแปลผลความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย

 

 

3. การสร้างความรู้

แนวคิด

สถานศึกษาควรสนับสนุนบุคลากรให้นำความรู้มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมหรือสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ในการปฏิบัติงานโดยการรวบรวมความรู้ของบุคลากรทุกคนมาผสมผสานกับความรู้ของตนให้เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่แล้วประยุกต์ปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของสถานศึกษาเพื่อนำองค์ความรู้ใหม่ที่ได้มาพัฒนาสถานศึกษาต่อไป

 

บทบาทสถานศึกษา:

- จัดให้มีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้สิ่งที่ได้จากการศึกษาวิจัยในชั้นเรียน และทำการถอดบทเรียนความรู้ไว้เป็นความรู้ของสถานศึกษา

บทบาทครู:

- ทำการสรุปและอภิปรายผลการวิจัยโดยการนำเสนอข้อมูลที่ได้ในการเชื่อมโยงปัญหากับข้อค้นพบในการวิจัย และทำการเผยแพร่ออกไปเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

- สังเคราะห์ความรู้ที่ได้ขึ้นเป็นนวัตกรรมการศึกษาของตนเอง เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาการเรียนการสอนต่อไป

     

 

 

4. การจัดเก็บและสืบค้นความรู้

แนวคิด

สถานศึกษาควรจัดเก็บความรู้ด้วยการวางโครงสร้างความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเก็บความรู้ให้เป็นระบบ ง่ายต่อการสืบค้นในอนาคตโดยข้อมูลที่สามารถสื่อสารออกมาในรูปแบบต่างๆ ได้นั้น ใช้วิธีจัดทำคลังความรู้ในรูปแบบฐานข้อมูล เอกสาร คู่มือ รายงานการประชุม รายงานปฏิบัติการ การเขียนสะท้อนปัญหาและแนวทางแก้ไข อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์  เว็บบอร์ด เว็บล็อก

ส่วนข้อมูลความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคลนั้น จัดเก็บโดยการแต่งตั้งเป็นกรรมการ หรือทำเนียบ

 

บทบาทสถานศึกษา:

- นำความรู้เกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนที่ได้จากการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนมาจัดทำเป็นเอกสารสรุปการประชุม และจัดสร้างเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับบรรจุลงเว็บไซต์ของโรงเรียน เพื่อง่ายต่อการเข้าถึง

- จัดเก็บผลงานวิจัยในชั้นเรียนของครูไว้ในรูปเล่มเอกสาร และจัดทำฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้มีการเผยแพร่งานวิจัยในลักษณะของบทคัดย่องานวิจัยผ่านเว็บ

บทบาทครู:

- ครูเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อเป็นการนำเสนอความรู้ และเผยแพร่ผลงานของตนเองที่ได้พัฒนาขึ้น โดยจัดทำเป็นรูปเล่มเอกสารการวิจัย และจัดทำเป็นไฟล์เอกสาร จัดเก็บในซีดีรอม เพื่อให้ทางสถานศึกษานำไปเก็บเป็นฐานข้อมูลต่อไป

 

 

5. การถ่ายโอนความรู้และใช้ประโยชน์

แนวคิด

ควรใช้กระบวนการเผยแพร่ความรู้โดยอาจจัดทำเป็นระบบทีมข้ามสายงานกลุ่มงาน สร้างเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ จัดกิจกรรมเพื่อถ่ายทอดความรู้โดยจัดเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้โดยการจัดอบรมสัมมนา การพูดคุยอย่างเป็นกันเองโดยมุ่งให้เกิดการนำความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของผู้อื่นไปใช้ในการทำงาน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น เว็บบอร์ด เว็บล็อก เป็นการสนับสนุนให้บุคลากรนำความรู้ที่ได้รับถ่ายทอดไปยังบุคคลอื่นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อสถานศึกษา

 

บทบาทสถานศึกษา:

- จัดให้มีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงกระบวนการการดำเนินการวิจัยในชั้นเรียน เคล็ดลับสู่ความสำเร็จในการวิจัยในชั้นเรียน

- จัดนิทรรศการนำเสนอนวัตกรรมผลงานวิจัยในชั้นเรียนของครูในโรงเรียน

บทบาทครู:

- นำเสนอนวัตกรรมจากงานวิจัยในชั้นเรียนของตนเอง ร่วมแบ่งปันกับครูคนอื่นๆ เพื่อนำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอน

- เผยแพร่นวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ อาทิ บทความ หรือนำเสนอผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ อาทิเช่น เว็บบอร์ด เว็บล็อก เป็นต้น เพื่อร่วมแบ่งปันในวงกว้าง

                                                                      

               

 

การประเมินผลรูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ

 

                การประเมินผลรูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อผู้วิจัยได้นำรูปแบบที่พัฒนาขึ้น โปรแกรมการพัฒนาความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียนที่สร้างจากรูปแบบที่พัฒนาขึ้น พร้อมทั้งแบบประเมินรูปแบบไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ประเมิน โดยผลที่ได้เฉลี่ยของแบบประเมินรูปแบบในแต่ละข้อ และผลเฉลี่ยรวมทั้งฉบับ ต้องมีค่าตั้งแต่ 3.5 ขึ้นไป ซึ่งหมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากไปจนถึงมากที่สุด จึงจะถือว่ารูปแบบที่พัฒนาได้นั้นมีประสิทธิภาพ สามารถนำรูปแบบดังกล่าวไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างได้ โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติจากแบบประเมินรูปแบบของผู้ทรงคุณวุฒิ มีดังนี้

 

การนำรูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ ไปทดลองใช้