รูปแบบการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ
|
|
ขั้นตอนการจัดการความรู้ |
รูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะ |
|
|
1. การกำหนดสิ่งที่ต้องเรียนรู้ แนวคิด สถานศึกษาควรกำหนดแนวคิดด้านการจัดการความรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาบุคลากรตามแนวทางองค์กรเอื้อการเรียนรู้ด้วยวิธีระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ โดยยึดกลยุทธ์ วิสัยทัศน์ เป้าหมายของสถานศึกษาเป็นแนวทางในการดำเนินงานจัดกิจกรรมที่มุ่งให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เช่น การประชุมปฏิบัติการ การเขียนเล่าประสบการณ์ปัญหาและความสำเร็จ การหาพื้นที่เว็บไซต์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ตลอดเวลาของบุคลากร |
บทบาทสถานศึกษา: - กำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และพันธกิจ ในด้านการพัฒนาบุคลากรครูให้มีการพัฒนาความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน โดยยึดหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต และแนวคิดการจัดการความรู้ เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรเอื้อการเรียนรู้ สู่เป้าหมายของโรงเรียน - กำหนดให้ครูทุกคนของโรงเรียนศึกษากระบวนการวิจัยในชั้นเรียน และทำการพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียนอย่างน้อยภาคการศึกษาละ 1 เรื่อง - จัดทำเว็บไซต์ ที่มีพื้นที่สำหรับใช้ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของบุคลากรครูอาทิ เว็บบอร์ด เว็บล็อก เป็นต้น - สร้างโปรแกรมการพัฒนาความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียนของครู และคู่มือประกอบโปรแกรม - ทำการปฐมนิเทศครู ก่อนการเข้ารับโปรแกรมการพัฒนา โดยการประชุมทำความเข้าใจร่วมกัน บทบาทครู: - ร่วมประชุมเตรียมความพร้อมร่วมกับสถานศึกษาเพื่อทำความเข้าใจต่อการพัฒนาตนเองด้านการวิจัยในชั้นเรียน โดยใช้รูปแบบการจัดการความรู้ในการพัฒนา |
|
|
2. การแสวงหาความรู้ แนวคิด สถานศึกษาควรกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดแหล่งความรู้ที่เหมาะสมสำหรับบุคลากรในสถานศึกษาเพื่อศึกษา ค้นคว้าหาความรู้คือ การศึกษาความรู้ด้วยตนเอง รักษาความรู้เก่าด้วยการศึกษาจากเอกสารเก่าและสอบถามเพื่อนร่วมงานหรือรุ่นพี่ตลอดจนแสวงหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆ ผ่านสื่อ เช่น ซีดี อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ เว็บบอร์ด เว็บล็อก
|
บทบาทสถานศึกษา: - จัดแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม สำหรับการค้นคว้าหาความรู้ และการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองของครู อาทิ เลือกตำรา เอกสาร หรืองานวิจัยด้านการวิจัยในชั้นเรียน คัดสรรเว็บไซต์เพื่อการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองจากบทเรียนบนเว็บ (WBI) เป็นต้น - จัดการประชุมปฏิบัติการและจัดหาบุคลากรผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อให้ความรู้แก่ครูในการปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน บทบาทครู: - แสวงหาความรู้เรื่องการวิจัยในชั้นเรียน โดยทำการศึกษาความรู้เรื่องการวิจัยในชั้นเรียนจากการประชุมปฏิบัติการ และเรียนรู้ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ อาทิเช่น ตำรา เอกสารและงานวิจัย เว็บไซต์ เป็นต้น - แสวงหาความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง โดยทำการศึกษาวิจัยในชั้นเรียนของตนเอง ดังนี้ - ทำการวิเคราะห์และกำหนดปัญหา โดยการเริ่มต้นจากการเลือกหัวข้อที่จะทำวิจัย โดยหัวข้อนั้นเกิดจากการที่ครูได้รับปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ซึ่งเป็นส่งที่ไม่พึงพอใจหรือไม่ประสบผลสำเร็จในการทำงาน - ทำความเข้าใจและเลือกทฤษฎี โดยการกำหนดความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีที่จะใช้ในการวิจัย ซึ่งต้องสัมพันธ์กับหัวข้ออันเป็นประเด็นปัญหาการวิจัย - กำหนดแนวทางและออกแบบการดำเนินการวิจัย โดยการหารูปแบบและคำถามการวิจัย เพื่อนำไปสู่การกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัย และกระบวนการวิจัยต่อไป - ดำเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการลงมือปฏิบัติการเก็บข้อมูลตามวัตถุประสงค์ และกระบวนการวิจัย ซึ่งอยู่บนฐานของระเบียบวิธีวิจัย และข้อมูลที่ได้จะต้องมีความตรง และสอดคล้องกับรูปแบบงานวิจัยในชั้นเรียนโดยแท้จริง - ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติในการประมวลผลข้อมูลที่ได้จากการวิจัย เพื่อแปลผลความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย
|
|
|
3. การสร้างความรู้ แนวคิด สถานศึกษาควรสนับสนุนบุคลากรให้นำความรู้มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมหรือสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ในการปฏิบัติงานโดยการรวบรวมความรู้ของบุคลากรทุกคนมาผสมผสานกับความรู้ของตนให้เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่แล้วประยุกต์ปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของสถานศึกษาเพื่อนำองค์ความรู้ใหม่ที่ได้มาพัฒนาสถานศึกษาต่อไป
|
บทบาทสถานศึกษา: - จัดให้มีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้สิ่งที่ได้จากการศึกษาวิจัยในชั้นเรียน และทำการถอดบทเรียนความรู้ไว้เป็นความรู้ของสถานศึกษา บทบาทครู: - ทำการสรุปและอภิปรายผลการวิจัยโดยการนำเสนอข้อมูลที่ได้ในการเชื่อมโยงปัญหากับข้อค้นพบในการวิจัย และทำการเผยแพร่ออกไปเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น - สังเคราะห์ความรู้ที่ได้ขึ้นเป็นนวัตกรรมการศึกษาของตนเอง เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาการเรียนการสอนต่อไป
|
|
|
4. การจัดเก็บและสืบค้นความรู้ แนวคิด สถานศึกษาควรจัดเก็บความรู้ด้วยการวางโครงสร้างความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเก็บความรู้ให้เป็นระบบ ง่ายต่อการสืบค้นในอนาคตโดยข้อมูลที่สามารถสื่อสารออกมาในรูปแบบต่างๆ ได้นั้น ใช้วิธีจัดทำคลังความรู้ในรูปแบบฐานข้อมูล เอกสาร คู่มือ รายงานการประชุม รายงานปฏิบัติการ การเขียนสะท้อนปัญหาและแนวทางแก้ไข อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ เว็บบอร์ด เว็บล็อก ส่วนข้อมูลความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคลนั้น จัดเก็บโดยการแต่งตั้งเป็นกรรมการ หรือทำเนียบ
|
บทบาทสถานศึกษา: - นำความรู้เกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนที่ได้จากการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนมาจัดทำเป็นเอกสารสรุปการประชุม และจัดสร้างเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับบรรจุลงเว็บไซต์ของโรงเรียน เพื่อง่ายต่อการเข้าถึง - จัดเก็บผลงานวิจัยในชั้นเรียนของครูไว้ในรูปเล่มเอกสาร และจัดทำฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้มีการเผยแพร่งานวิจัยในลักษณะของบทคัดย่องานวิจัยผ่านเว็บ บทบาทครู: - ครูเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อเป็นการนำเสนอความรู้ และเผยแพร่ผลงานของตนเองที่ได้พัฒนาขึ้น โดยจัดทำเป็นรูปเล่มเอกสารการวิจัย และจัดทำเป็นไฟล์เอกสาร จัดเก็บในซีดีรอม เพื่อให้ทางสถานศึกษานำไปเก็บเป็นฐานข้อมูลต่อไป
|
|
|
5. การถ่ายโอนความรู้และใช้ประโยชน์ แนวคิด ควรใช้กระบวนการเผยแพร่ความรู้โดยอาจจัดทำเป็นระบบทีมข้ามสายงานกลุ่มงาน สร้างเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ จัดกิจกรรมเพื่อถ่ายทอดความรู้โดยจัดเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้โดยการจัดอบรมสัมมนา การพูดคุยอย่างเป็นกันเองโดยมุ่งให้เกิดการนำความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของผู้อื่นไปใช้ในการทำงาน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น เว็บบอร์ด เว็บล็อก เป็นการสนับสนุนให้บุคลากรนำความรู้ที่ได้รับถ่ายทอดไปยังบุคคลอื่นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อสถานศึกษา
|
บทบาทสถานศึกษา: - จัดให้มีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงกระบวนการการดำเนินการวิจัยในชั้นเรียน เคล็ดลับสู่ความสำเร็จในการวิจัยในชั้นเรียน - จัดนิทรรศการนำเสนอนวัตกรรมผลงานวิจัยในชั้นเรียนของครูในโรงเรียน บทบาทครู: - นำเสนอนวัตกรรมจากงานวิจัยในชั้นเรียนของตนเอง ร่วมแบ่งปันกับครูคนอื่นๆ เพื่อนำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอน - เผยแพร่นวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ อาทิ บทความ หรือนำเสนอผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ อาทิเช่น เว็บบอร์ด เว็บล็อก เป็นต้น เพื่อร่วมแบ่งปันในวงกว้าง |
การประเมินผลรูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ
การประเมินผลรูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อผู้วิจัยได้นำรูปแบบที่พัฒนาขึ้น โปรแกรมการพัฒนาความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียนที่สร้างจากรูปแบบที่พัฒนาขึ้น พร้อมทั้งแบบประเมินรูปแบบไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ประเมิน โดยผลที่ได้เฉลี่ยของแบบประเมินรูปแบบในแต่ละข้อ และผลเฉลี่ยรวมทั้งฉบับ ต้องมีค่าตั้งแต่ 3.5 ขึ้นไป ซึ่งหมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากไปจนถึงมากที่สุด จึงจะถือว่ารูปแบบที่พัฒนาได้นั้นมีประสิทธิภาพ สามารถนำรูปแบบดังกล่าวไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างได้ โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติจากแบบประเมินรูปแบบของผู้ทรงคุณวุฒิ มีดังนี้
การนำรูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการวิจัยในชั้นเรียน ของครูโรงเรียนวัดปากบ่อ ไปทดลองใช้
เป็นโครงการที่น่าสนใจมากๆน่าจะเป็นประโยชน์ได้มาก ขอเป็นกำลังใจนะคะ
เป็นผลงานที่น่าสนใจ มากครับ
รอดูกระบวนการทำวิจัยในชั้นเรียนที่เป็นเลิศ จะได้นำมาใช้เป็นแนวทางบ้าง ขอเป็นกำลังใจในการทำงาน
ดูแล้วน่าผ่านนะครับ คงทำเองนะครับ สวนหลวงทำเชี่ยวชาญ 2 ท่าน แต่อีกท่านไม่รู้ทำเองหรือเปล่า เพราะถามอะไร ตอบไม่ได้สักอย่าง ไม่น่าภูมิใจนะครับ
แวะเข้ามาชื่นชมผลงานครับ