อัจฉรา
นางสาว อัจฉรา มิว สุทธิสุนทรินทร์

ถักทอเครือข่ายผสานใจเป็นหนึ่ง


เราต้องเป็นดาวฤกษ์ให้ได้ พึ่งตนเองได้ มีแสงสว่างมากมาย ไม่ใช่เป็นดาวเคราะห์มัวแต่พึ่งคนอื่น และเราอาจทำงานใหญ่ในความคิดได้ แต่ไม่อาจทำงานใหญ่ในเชิงปริมาณได้

นักวิจัยภายใต้โครงการขยายองค์ความรู้จากแม่อายสู่อันดามัน(การจัดการปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ) ได้ทำการวิจัยในกิจกรรมการสร้างและพัฒนาเครือข่ายในการจัดการปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่อันดามัน และได้มีโอกาสขอสัมภาษณ์ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ “ครูหยุย”เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก เกี่ยวกับเครือข่ายการทำงานที่มีผลในภาพรวม จึงขอนำมาถ่ายทอดให้คนทำงานได้รับรู้

การทำงานทุกอย่างเริ่มจากชาวบ้าน ในอดีตชาวบ้านต่างรวมตัวกันเมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมา ชาวบ้านต่างกันแก้ปัญหา แต่เมื่อปัญหาใหญ่มากขึ้นจนทำให้รัฐเข้ามาคอยช่วยเหลือ

แต่การที่รัฐเข้ามา........เพราะความเป็นรัฐ รัฐมีระบบระเบียบ การจัดระบบมีมากขึ้น รัฐจะใช้วิธีการ บริการต่าง    แต่ด้วยระเบียบและขั้นตอนต่าง ๆ มีมากเกิน ทำให้การบริการยุ่งยาก และเริ่มเข้าไม่ถึงคนยากคนจน คนที่อยู่ห่างไกลย่อมได้รับการช่วยเหลือไม่ถึงหรืออาจไม่ทันต่อเหตุการณ์

ทำให้เกิดการรวมตัวของคนหลาย ๆ กลุ่ม (ที่คิดว่าการรอ..พึ่งรัฐไม่ได้แล้ว) เช่น คนภูเขาก็รวมตัวกัน คนในคุก คนในสลัม เป็นจุดชนวนให้เกิดเอ็นจีโอ NGOขึ้นมา และขณะเดียวกันระบบราชการก็คิดตั้งมูลนิธิเคียงคู่กันมา เพื่อมีงบประมาณมาจุนเจือได้

เครือข่ายเกิดมาทีหลังมาก เกิดจากธรรมชาติซี่งทุกฝ่ายจับมือกัน ร่วมมือกัน

อาจเริ่มจากกฎหมาย.... กฎหมายบางอย่างเป็นข้อห้าม กฎระเบียบไม่ครอบคลุม บางครั้งต้องมีการแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับกาลสมัย การแก้กฎหมายก็ต้องเข้าสู่ภาคการเมือง แต่ภาคการเมืองจะรู้ได้อย่างไรว่าประชาชนต้องการแบบไหน เดือดร้อนอะไรบ้าง ทำให้ภาคการเมืองจับมือร่วมกับเอ็นจีโอ NGO

ทำไมราชการไม่ชอบเอ็นจีโอ... ในอดีต (หรือปัจจุบันด้วย)พอเอ็นจีโอไม่ชอบการทำงานของรัฐก็จะวิพากษณ์วิจารณ์แต่การวิพากษณ์วิจารณ์นั้นอาจจะแรงเกินไป ทำให้เกิดปฏิกิริยาโดยตัวผู้ถูกวิจารณ์และส่งผลให้เกิดในหมู่ประชาชน

แต่ในสังคมปัจจุบัน คนรุ่นใหม่เกิดมากขึ้น ทั้งเอ็นจีโอ NGO และระบบราชการ ต่างยอมรับการวิจารณ์กันได้ รัฐ และเอ็นจีโอต่างปรับตัวตามยุคสมัย

เมื่อก่อนรัฐเป็นผู้นำ แต่พอชาวบ้านมีปัญหามากขึ้น ๆ เอ็นจีโอคอยช่วยเหลือชาวบ้าน ทำให้เอ็นจีโอเป็นที่ยอมรับมากกกว่ารัฐ ยุคต่อมาเริ่มมีการให้บทบาทแก่ชาวบ้านมากขึ้น ชาวบ้านย่อมพึ่งตนเองได้ รัฐ เอ็นจีโอ NGO ความนิยมต่างเริ่มตก ทำให้การเมืองเปลี่ยน เป็นการเมืองท้องถิ่น มีอบต. อบจ. และองค์กรชาวบ้าน เอ็นจีโอNGO ไหนที่ไม่มีแรงพอก็จะล้มไป

ระหว่างที่รัฐและเอ็นจีโอ NGOหมดความนิยม จะมีภาคองค์กรธุรกิจ (การคืนเงินให้สังคม) บริษัทจะเริ่มทำการพัฒนาเอง เพราะบริษัทมีต้นทุน(หลายด้าน)เพียงพอ ตั้งมูลนิธิขึ้นมาภายใต้ภาคองค์กรธุรกิจเอง

เอ็นจีโอ NGO ที่จะอยู่ได้ ยังมีความนิยมอยู่ก็คงต้องประสาน ประสานการทำงานด้วยกันทุกภาคส่วนทั้งกับภาคเอ็นจีโอ NGO , ภาครัฐ , ภาคชาวบ้าน , ภาคองค์กรท้องถิ่น

การหวงพื้นที่ พื้นที่ทับซ้อนกันระหว่างเครือข่าย ก็ขึ้นอยู่กับบารมี ควรเรียกคนทำงานด้านเดียวกันมาคุยกัน และแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจน คนคิดจะทำงานเครือข่ายต้องพร้อมจะเสียสละ ต้องถอนตัวก่อน และพร้อมที่จะให้เขาทำ ถ้าเขาทำไม่ได้เราค่อยเข้าไปช่วย

ทำอย่างไรให้ทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกัน...ขาดสะพาน ต้องหาคนกลุ่มนี้มาทำงาน จะเป็นเอ็นจีโอ NGO , รัฐก็ได้ องค์กรที่ดีไซน์ และจ้างผู้ประสานงานเป็นเรื่อง ๆ ไป ประสานกับสื่อ ประสานกับรัฐ คิดว่าต้องเป็นองค์กรที่มีต้นทุกสูง

     ปัญหาสำคัญที่ประสบอยู่ ณ ตอนนี้ เรื่องคน ต้องอดทน กับคนบางคนให้ได้ เพื่อให้เขามีประโยชน์กับคนอื่นได้ ทุกคนมีประโยชน์หมด ต้องมีคนกลางทำให้ทุกคนรับกันได้

คนที่จะมาเป็นคนประสานเครือข่าย ถักทอเครือข่าย ต้องรู้จักคนเยอะเข้าใจกลไกของหน่วยงานทุกหน่วยงาน ค่อนข้างมีเวลา เป็นผู้บริหารขององค์กรก็มีเวลาปลีกตัวได้ และมีทุนรอนด้วย ต้องมีบริวาร (บารมีต้องมีมาก)

“เราต้องเป็นดาวฤกษ์ให้ได้ พึ่งตนเองได้ มีแสงสว่างมากมาย ไม่ใช่เป็นดาวเคราะห์มัวแต่พึ่งคนอื่น และเราอาจทำงานใหญ่ในความคิดได้ แต่ไม่อาจทำงานใหญ่ในเชิงปริมาณได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้ต้องมีเครือข่ายการทำงานร่วมกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน และที่สำคัญต้องไม่ทำให้เครือข่ายคิดว่าเราเอาภาระไปให้เขา ทำงานอย่างเป็นมิตร เหมือนกับแมงมุมชักไยนั่นเอง” คำกล่าวปิดท้ายของครูหยุย

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณคุณวัลลภ ตังคณานุรักษ์ "ครูหยุย" ที่สละเวลามาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการจัดการเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ

 

 

หมายเลขบันทึก: 255406เขียนเมื่อ 14 เมษายน 2009 00:49 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 06:14 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (2)

อือ ..ดีนะ ไม่ได้ฟังครูหยุยคุยแบบนี้ มานานมากแล้ว

ขอบคุณนะ มิว

อีกคนที่ควรถาม ก็คือ อ.เสน่ห์ จามริก ค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี