บทคัดย่อ

การย้อมผ้าไหมของชาวไทยกูย อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ผลมะเกลือซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นของชาวอีสานจะให้สีผ้าไหมเป็นสีดำ สีที่ย้อมติดเส้นใยเนื้อผ้ามีความทนทานต่อการซักล้างและการถูกแสงแดดโดยที่สีไม่ตก จากการศึกษากระบวนการย้อมสีผ้าไหมด้วยผลมะเกลือจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวไทยกูยอำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ผลการศึกษาดังบทคัดย่อดังนี้

ชื่อโครงการ        ศึกษากระบวนการย้อมสีผ้าไหมด้วยผลมะเกลือจากภูมิปัญญาท้องถิ่น

ผู้วิจัย                  นางสารภี  สายหอม

สถานที่วิจัย         โรงเรียนสำโรงทาบวิทยาคม  อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์

ปีที่วิจัย            2550

คำสำคัญ            การย้อมสีธรรมชาติ   ผ้าไหม  มะเกลือ   ภูมิปัญญาท้องถิ่น   

บทคัดย่อ

            การศึกษากระบวนการย้อมสีผ้าไหมด้วยผลมะเกลือจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการย้อมสีผ้าไหมด้วยผลมะเกลือจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และเพื่อเปรียบเทียบการติดสีของผ้าไหมที่ใช้สารช่วยติดสีต่างกันตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยศึกษากระบวนการย้อมสีผ้าไหมด้วยผลมะเกลือให้ผ้าเป็นสีดำจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นสตรี      ชาวไทยกูย ซึ่งใช้สารช่วยติดสีที่แตกต่างกัน 3 ชนิด คือ น้ำโคลน น้ำด่างจากเปลือกนุ่นเผาและน้ำกรดจากมดแดงต้ม  นำผ้าไหมสีดำที่ผ่านการย้อมด้วยสารช่วยติดสีทั้ง 3 ชนิดมาเปรียบเทียบความเข้มของสี และทดสอบคุณสมบัติของสีผ้าไหมด้านความคงทนต่อการซักล้างด้วยน้ำสะอาด และน้ำผสมน้ำยาซักแห้ง และความคงทนต่อการถูกแสงแดดติดต่อกัน 4 ชั่วโมงและ 8 ชั่วโมง  

            ผลการศึกษา พบว่า  ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นสตรีชาวไทยกูยจะนำผลมะเกลือซึ่งเป็นพืชสมุนไพรในท้องถิ่นที่ให้สีดำจำนวน 1 ส่วนมาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำ จำนวน 2 ส่วน นำผ้าไหมสีธรรมชาติ (เหลืองนวล) ซักน้ำให้สะอาดแล้วแช่ผ้าไหมในน้ำมะเกลือจนเปียกชุ่ม นำไปผึ่งแดดจนแห้งแล้วนำผ้ามาย้อมน้ำมะเกลืออีกหลายๆ ครั้ง  สุดท้ายนำผ้าไหมแต่ละผืนแยกไปหมักกับสารช่วยติดสีได้แก่ น้ำโคลน  น้ำด่างจากเปลือกนุ่นเผา น้ำกรดจากมดแดงต้ม นำผ้าไปต้มกับน้ำมะเกลือที่เหลือ จะได้ผ้าไหมสีดำ นำผ้าไหมไปทดสอบคุณสมบัติด้านความเข้มของสีผ้าโดยใช้เครื่องวัดสี  พบว่า  สารช่วยติดสีทั้ง 3 ชนิดช่วยให้มะเกลือติดสีผ้าไหมได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  น้ำโคลนช่วยติดสีได้ที่สุด รองลงมา ได้แก่ น้ำกรดจากมดแดงต้ม และน้ำด่างจากเปลือกนุ่นเผาตามลำดับ และเมื่อนำผ้าไหมไปทดสอบความคงทนของสีด้วยการถูกแสงแดดติดต่อกัน 4 และ 8 ชั่วโมง  พบว่า ไม่แตกต่างกันทางสถิติ สีของผ้าไหม เหมือนเดิม และเมื่อนำผ้าไหมไปซักล้างด้วยน้ำสะอาดและด้วยน้ำยาซักแห้ง  พบว่าน้ำโคลน และน้ำด่างจากเปลือกนุ่นเผา ไม่แตกต่างกันทางสถิติ  สีของผ้าไหมเหมือนเดิม ส่วนน้ำมดแดงต้ม ความเข้มของสีมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ