.. หลังจากประเดิมงานแรก คืองานไหว้ครูของมหาวิทยาลัย ฉันก็กลายเป็นนักดนตรีไทยประจำชมรมนาฏศิลป์และดนตรีไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีเต็มตัว..

“ ยังมีนิยายที่เล่ากันไปไม่รู้จบ
หากใครได้พบจะเห็นความรักที่จริงใจ 
ในตอนเย็น ๆ หากคุณเดินเล่นเลโคลนเมื่อไหร่ 
คุณอาจจะเห็นหัวใจปลาตีนร้องไห้อยู่ในโคลนตม 
อดทนเหน็บหนาว เฝ้าแหงนมองดาวที่สูงส่ง 
เป็นความลุ่มหลงหรือรักจริงด้วยเหตุอันใด 
เจ้าบอกออกมาว่าฉันเป็นปลาที่แสนยิ่งใหญ่ 
เพราะว่าฉันมีหัวใจความรักที่ให้กับดวงดาว 
เจ้าดวงอาทิตย์นั่งอยู่ไม่ติดจึงร้องว่า 
ปลาตีนต่ำช้าเอ็งต้องข้ามศพข้าไป 
เจ้าเกิดเป็นปลาที่ไร้ราคาแต่ข้าเป็นใหญ่ 
จงหลีกจงถอยออกไป ดวงดาวนี้ไงต้องคู่กับเรา 
หัวใจปลาตีนก็มีแต่เนื้อนิ่ม ๆ 
มีแย้มมียิ้มมีทุกข์โศกเป็นครั้งคราว 
เพียงแต่มองมาไม่เผยวาจากับข้าสักคราว

แค่นี้ แค่นั้นดวงดาวจะขอรักเจ้าตลอดไป “

“รู้ มั้ย ม.อ.ปัตตานีของเรานี่นะ ถ้าวัดพื้นที่กันจริงๆแล้ว เรามีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาล ที่ประมาณการไม่ได้ เพราะเรามีแผ่นดินงอกเพิ่มขึ้นทุกๆปี ที่ไหนน่ะเหรอ ก็ที่เลโคลนหลังม.อ.ไง ที่ที่พวกเธอต้องวิ่งลงไปจับปลาตีน เมื่อวันรับน้องมหาวิทยาลัยนั่นแหละ” เรื่องเล่ามหาวิทยาลัยจากรุ่นพี่ชมรมอาสาพัฒนาชนบทคนหนึ่งเริ่มพรั่งพรู เคล้าเสียงกีตาร์ “เพลงหัวใจปลาตีน”ยามเย็นหน้าชมรมอาสาฯ กลายเป็นที่พักพิงของนักศึกษาใหม่ไกลบ้าน ที่ยามนี้ กำลังจะกลายเป็นนักกิจกรรมไปพร้อมกัน

“ว่ากันว่า สักวันนึงม.อ.ปัตตานี จะไปบรรจบกับแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ถึงวันนั้น เจ้าพวกปลาตีนคงได้ไปฝังตัวอยู่ใต้หิมะกันบ้าง” จินตนาการรุ่นพี่เริ่มบรรเจิด

เพลงนี้เป็นเพลงที่รุ่นพี่คนนึงแต่งไว้ จนถึงตอนนี้กลายเป็นเพลงประจำนักกิจกรรม หรือเกือบจะกลายเป็นเพลงมหาวิทยาลัยไปแล้ว.. ม.อ.ปัตตานีมีเพลงสืบทอดต่อๆกันมามากมาย แต่ใช่ว่าม.อ.จะมีเฉพาะศิลปินนักแต่งเพลงมาเรียนเท่านั้น เพราะนั่นอาจเป็นเพียงเหตุผลหนึ่ง มหาวิทยาลัยหรือที่สำหรับการเรียนรู้ ที่ไม่เพียงเฉพาะเรื่องวิชาการ หากแต่รวมถึงการใช้ชีวิต เรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมระดับย่อย เพื่อเตรียมตัวสำหรับการใช้ชีวิตจริงในสังคมใหญ่ภายนอก

กลิ่นปลาป่นโชยมาแต่ไกลจากโรงงานผลิตอาหารสัตว์ริมท่าเรือน้ำลึก ใบเล็กเรียวของทิวสนหวิวไหวตามแรงลม เบื้องหน้าคือถนนสายนักกิจกรรม ที่เหล่าบรรดาเพื่อนนักศึกษาใช้เป็นสถานที่พักพิงยามว่างจากการเรียน สร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆตามถนัด บรรยากาศยามโพล้เพล้ เงียบๆเหงาๆของเหล่านักศึกษาไกลบ้าน ที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าให้เดินเล่น ไม่มีผับ ไม่มีเทค ไม่มีร้านหรูให้ไปดื่มไปกินกันแบบเมืองใหญ่ นักศึกษาภูธรตะเข็บชายแดนใต้จึงต้องถ่ายทอดอารมณ์นั้นออกมาเป็นบทเพลงหรือบท กวี สืบทอดต่อๆกันมา จากรุ่นสู่รุ่น..

ทิวสนยืนท้าลมแรง ล้อคลื่นสั่งทรายกระซิบคำหวาน
ฝากคำที่พร่ำตามลม ขอฝากไปไกลมุ่งริมฟ้านั้น 
สหมิหลา.. ฟากฟ้าแดนนี้คอยเธอ 
สมิแล..แม่หญิงแดนนั้นจงฟัง 
คนใต้ฟ้าเดียวกันไกลแสดฝันยังมี 
รอเสมอคนดีเมื่อมีใจผูกพันธ์ 
คนสงขลายังคอยแม่นกน้อยตานี 
ยังซาบซึ้งวจี ที่เราสองสัญญา 
ไม่เคยลืมเลือนย้ำเตือนใจรอ 
จะยื่นผ้าทอเกาะยอทักทาย 
เลือดชายน้ำเค็มที่เข้มในกาย 
จะเป็นดั่งสายธารรักเพื่อเธอ

เรื่องราวความรักของหนุ่มชมรมอาสาฯ มหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา กับสาวม.อ.ปัตตานี ที่พบรักกันในค่ายอาสาพัฒนาชนบท ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลงจากรุ่นสู่รุ่น จากสมิหลาถึงรูสมิแล (รูสะมิแล คือชื่อของตำบลที่ตั้งของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี “รูสมิแล” เป็นภาษายาวี แปลว่า “สนเก้าต้น”) ...

“นี่ เป็นกลอนตาก ใครมีผลงานอะไรก็นำมาตากไว้ที่หน้าชมรมนี่ได้ ไม่ต้องจ่ายตังค์ พี่ก็ไม่รู้ว่าเค้ามาตากกันตอนไหน มีแต่นามปากกา จับมือคนเขียนไม่ได้สักที” พี่ริ รุ่นพี่ชมรมหนังสือและวรรณกรรม หรือกลุ่มรวงข้าวอธิบายถึงบทกวีบนเศษกระดาษที่พาดอยู่บนเชือกฟาง โดยมีไม้หนีบผ้าหนีบไว้ คล้ายการตากผ้า แต่นี่เป็นการตากกลอน

“เกตจะมาที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้ เข้ามาอ่านหนังสือ หรือปรึกษาเรื่องการเขียนกับอาจารย์กับรุ่นพี่ได้ตลอด เอ้อ!นี่ อาจารย์ทวีศักดิ์ อาจารย์เป็นอาจารย์สอนประจำอยู่ที่โรงเรียนสาธิตม.อ.เรานี่แหละ และอาจารย์ยังให้เกียรติเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมให้ด้วยจ๊ะ แล้วนี่ก็พี่สน ประธานชมรมฯ แล้วก็พี่เจ พี่เจเค้าเก่งเรื่องงานเขียนมากนะ มีอะไรก็ปรึกษาพี่เค้าได้” พี่ริแนะนำว่าที่น้องใหม่ของชมรม

“เรา จะจัดสัมมนาคณะกรรมการชมรมกันอาทิตย์หน้า ที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว เกตอยากไปมั้ยล่ะ จะได้ไปดูการทำงานของรุ่นพี่ ไปพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องหนังสือกันด้วย” พี่ริเอ่ยปากชวน และมีหรือที่ฉันจะไม่ไป ฉันก็อยากจะเป็นนักเขียนกะเขาบ้างเหมือนกัน..

สองวันหนึ่งคืนกับการสัมมนาคณะกรรมการชมรมหนังสือและวรรณกรรม ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้พบปะพูดคุยกับอาจารย์และรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ ทำให้นกน้อยได้เปิดตา และเริ่มขยับปีกบินสำรวจและสัมผัสโลกกว้าง อย่างน้อยก็ทำให้ฉันกล้าที่จะเริ่มต้นเขียนอะไรสักอย่าง และพยายามที่จะอ่านเพื่อเรียนรู้ให้มากขึ้น รวมทั้งน้ำตกทรายขาวก็เข้ามาอยู่ในรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวของเราอีกหนึ่งแห่ง

“ปิดเทอมเดือนตุลาฯนี้ พวกพี่จะไปเดินป่าที่สตูลกัน ไปด้วยกันมั้ย” พี่ยิ่ง รุ่นพี่ชมรมอาสาพัฒนาชนบทเอ่ยปากชวน

เช้าตรู่ ในเดือนตุลาคม จุดนัดพบของ 11 นักเดินทางคือบ้านของพี่ยิ่ง สัมภาระที่จำเป็นถูกจัดเตรียมอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ข้าวสาร น้ำพริก เครื่องแกง และเครื่องปรุงต่างๆ ที่สำคัญคือ “กัด” เครื่องมือหาปลาอันเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเติมพลังการเดินทาง

จุดหมายของการเดินทางคือ ป่าพน อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ผืนป่าแห่งเทือกเขาสันกาลาคีรี โดยเราแบ่งกลุ่มในการเดินทางออกเป็นสองกลุ่ม เพื่อให้ง่ายแก่การโบกรถ เพราะจำนวนคนที่มากเกินไป ก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจของรถแต่ละคันที่จะจอดรับเรา

กลุ่มแรกแบ่งออกเป็น พี่นะ บัณฑิตรุ่นพี่คณะมนุษย์ฯ เอกประวัตศาสตร์ ที่กำลังเรียนต่อปริญญาโท พี่นะผู้มีประสบการณ์อย่างโชกโชนในการเดินป่า กลับมาร่วมคณะเดินทางกับน้องๆในครั้งนี้ เช่นเดียวกับพี่เอกที่กำลังเรียนต่อปริญญาโทอยู่ที่เดียวกัน ร่วมด้วยพี่เจี๊ยบ บัณฑิตคณะมนุษย์ฯ เอกพัฒนาสังคม ผู้มากประสบการณ์ค่ายอาสาฯ และพี่เอ็น พี่กุ้ง รุ่นพี่ปี 3 เอกพัฒนาสังคมเช่นเดียวกัน

กลุ่มที่สองคือ รุ่นพี่ปี 3 ได้แก่ พี่ยิ่ง เอกพัฒนาสังคม พี่โอ๋ เอกสังคมศาสตร์ พี่เจ เอกภาษาไทย เนตร ปี 1 เอกภาษาไทย ฉันและบังแต๊ะ

ทำเลสำหรับการโบกถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับนักโบก ซึ่งควรเป็นถนนนอกเมืองที่รถส่วนใหญ่จะแล่นระยะไกลไปสู่จังหวัดอื่นๆ เราทั้งหมดจึงเดินออกจากบ้านพี่ยิ่งสู่ถนนหนองจิก โดยทั้งสองกลุ่มจะต้องไปพักการโบกที่บ้านพี่โก้ รุ่นพี่อีกคน ที่บริเวณสี่แยกคูหา ทางผ่านไปจังหวัดสตูลจุดหมายของเรา

รถคันแรกผ่านไปพร้อมกับกลุ่มของพี่นะที่นั่งอยู่เต็มท้ายรถ โบกมือทักทายล่วงหน้าเราไปก่อนแล้ว เราทุกคนมองหน้ากัน พร้อมกับแรงฮึดอีกครั้ง แม้รถหลายคันจะผ่านไป โดยไม่ทีท่าว่าจะชะลอจอดรับ

“เอ้า!! บัง แต๊ะ ไปยืนข้างหลังสิ ไปยืนข้างหน้าแบบนั้น รถคันไหนจะกล้าจอดรับ น้องเนตรมีกระจกมั้ย ยืมให้บังแกส่องหน่อยสิ แกจะได้รู้ว่าทำไมไม่มีรถคันไหนจอดรับเราสักที” พี่โอ๋เริ่มแหย่ ผ่อนคลายให้เราสนุกขึ้น แม้จะยังไม่มีที่ท่าว่าจะได้ย้ายที่โบก

“สาวๆ ไปโบกบ้าง คนขับเขาจะได้สบายใจ ไม่คิดว่าเราเป็นโจรมาหลอกปล้นเขา” พี่เจแนะนำ

ฉันกับเนตรจึงต้องจำใจทำหน้าที่นี้ ทั้งๆที่เกิดมายังไม่เคยโบกรถสักครั้ง ใจนึงก็กลัวรุ่นพี่ ใจนึงก็ยังกังวลว่าจะต้องโบกยังไงให้คนขับรถจอดรับเรา

รถกระบะสีบลอนด์ กำลังแล่นมา ฉันกับเนตรมองหน้ากัน พร้อมยื่นแขนออกไปโบกขึ้นลง และอาจเป็นเพราะยิ้มหวานๆของเนตร รถที่กำลังแล่นมาด้วยความเร็วสูงค่อยๆชะลอผ่านหน้ากลุ่มเรา และก็จอดเลยเราไปประมาณ ๑๐๐ เมตร

บังแต๊ะวิ่งตัวปลิวนำหน้าไปด้วยสัญชาตญาณดีใจ ตามด้วยพวกเราที่ต้องช่วยแบกเป้ของบังตามหลังไปด้วย ไม่ถึงสามนาที การเจรจาระหว่างบังแต๊ะและคนขับรถก็สรุปได้ว่า เราจะไปถึงจุดนัดพบบ้านพี่โก้รวดเดียวจบ เพราะคนขับกำลังจะมุ่งหน้าไปจังหวัดพัทลุง เป็นอันว่าเราโชคดีที่โบกรถคันเดียวถึงที่หมายแรกอย่างไม่ทุลักทุเลนัก

(อ่านต่อฉบับหน้า)

< พิมพ์ครั้งแรก หนังสือพิมพ์ทางไท ปักษ์หลังกรกฎาคม 2550> .