มัสยาหรือที่หลงงับเหงื่อที่มีผู้หย่อนสายเบ็ดแล้วถูกกระตุกจนขอเบ็ดแทงเข้าไปในปากแล้วนั้น ย่อมถูกชัก ถูกดึง จะปล่อยก็ไม่ได้ จะคลายก็ไม่ออก
ดังนั้นมัสยาที่ติดเบ็ดนั้นคงมิต่างอะไรกับคนที่ติดอยู่ในโลกียสุข ทีหลงงับเหยื่อ คือ “กิเลสและตัณหา” ที่มีผู้หย่อนสายเบ็ดไว้ โดยเสกสรร ปั้นแต่งเหยื่อชิ้นงาม ด้วยความวิจิตรตระการตาเพือให้เราติด เราหลงในเหยื่อชิ้นงามนั้น

ภายใต้เหยื่อชิ้นงาม ย่อมซ่อนไว้ด้วยตะขอ ที่เมื่อเรางับเข้าไปแล้ว จะทิ่มแทง ฝังลึกเข้าไปในกมลสันดาน ฝังตัวเข้าไปในจิตสำนึก จนมิสามารถถอนออกได้
จะกลืนก็ไม่เข้า จะคายก็ไม่ออก จนต้องวิ่งตามกิเลส ตามตัณหา ที่มีคนหย่อน มีคนล่อเราไว้นั้น จนเราต้องวิ่งตามไป วิ่งตามไป อนิจจา...

เมื่องับเบ็ดคือกิเลสแล้ว เขาจะจูงไปทางไหนเราก็ต้องตามเขาไป
เขาจะพาเราให้ดิ้นทุรน ทุรายด้วยอาการ “อยาก”


อยากได้โน่น อยากได้นี่ อยากมีนั้น อยากมีนี่
ไม่อยากได้นั่น ไม่อยากได้นี่ ไม่อยากมีนั่น ไม่อยากมีนี่
อยากผลักสิ่งที่มีแล้ว เพื่อหาสิ่งใหม่ทดแทน
ชีวิตนี้ย่อมดิ้นทุรน ทุรายด้วยอาการ “อยาก” ซิ่งมิต่างอะไรกับปลาที่ถูกกระตุกสายเอ็นเมื่อโผล่พ้นน้ำขึ้นมา

 

ท่านทั้งหลายโปรดพิจารณาเหยื่อชิ้นงามที่มีผู้หวังผลประโยชน์หย่อนล่อไว้อย่างมากมายในสังคมนี้เถิด
เขาทั้งหลายหว่านเหยื่อไว้ก็ย่อมหวังผล
ทรัพย์ก็ดี เงินก็ดี หรือแม้กระทั่งตัวเราก็ดี สิ่งทั้งหลายย่อมสามารถทำประโยชน์กับผู้ที่จ้องหาผลประโยชน์กับเราได้อย่างมากมาย

เราควรใช้ “สติ” และ “สัมปชัญญะ” คิด พิจารณา ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ ก่อนที่จะตัดสินใจ ทำ หรือมิทำอะไร
โปรดพิจารณาเหยื่อชิ้นงามด้วยสติที่อยู่บนฐานของ “ลมหายใจ”

ลมหายใจที่ยาว ๆ ลึก ๆ เมื่อเห็นเหยื่อชิ้นงาม
พิจารณาลมหายใจสั้น ๆ ที่อุดมไปด้วย “อารมณ์อยาก” นั้น แล้วเปลี่ยนลมหายใจที่สั้นให้เป็นลมหายใจที่ยาว
เฮ้อ... ถอนหายใจสักสองสามครั้ง แล้วเรียกสติกลับมาก่อนที่จะหลงกินเหยื่อที่เขาวางล่อไว้นั้น
เพราะเมื่อท่านกินแล้ว ติด หรือหลงเข้าไปในเหยื่อนั้นแล้ว มิว่าจะเป็น กามรมณ์ กิเลส และตัณหา นั้น มิใช่เรื่องยากเลยที่จะถอนตัวออกจากสิ่งดังกล่าว

เปรียบดั่งเบ็ดที่ปลากินเข้าไปแล้ว
เงี่ยง หรือตะขอที่ทะปุปากเข้าไป ย่อมใหญ่และกว้างกว่าส่วนโคน
ถ้าคิดจะดึงออก แผลนั้นย่อมใหญ่กว่าที่คาอยู่นั้นหลายเท่า
ปลายตะขอ หรือปลายเบ็ดนั้น ใหญ่มาก หากคิดจะดึงออก เราต้องมีแผลที่กว้าง ใหญ่ และลึก
โปรดใช้สติพิจารณาก่อนที่จะปลายเบ็ดที่เล็ก แหลม แต่มีปลายที่ใหญ่ เมื่อดึงรั้งเราไว้ในสังสารวัฏนี้ยังมิมีทางถอนออกนี้เถิด

หรือถ้าท่านใดกำลังถอนปลายเบ็ดนั้นออกจากปาก หรือคลายออกจากชีวิต ท่านก็ต้องยอมเจ็บ ยอมทุกข์ ยอมทน ให้โคนของเบ็ด โคนของตะขอที่ใหญ่ยิ่งนั้น ย้อนศรออกจากปาก ย้อนทางออกจากชีวิต
เมื่อปลายใหญ่สุดบาดลึก ขยายแผลให้กว้าง อันเป็นความทุกข์อย่างยิ่งยวดจากการภาวนาแล้ว
ปลายด้านที่ใหญ่นั้นก็จะเริ่มเล็กลง เล็กลง และเล็กลง
การภาวนาก็จะเริ่มเบาขึ้น สบายขึ้น


ขอให้ท่านอดทน ยอมรับความเจ็บปวดด้วย "รอยยิ้ม" ยอมทนให้ด้านที่ใหญ่ที่สุดนั้นผ่านปาก ผ่านจากชีวิตนี้ออกไปเถิด
เมื่อท่านผ่านความทุกข์ที่ยิ่งยวดอันเปรียบเสมือนปลายด้านใหญ่ของตะขอนั้นได้แล้ว ชีวิตนี้จะเดินเข้าสู่สายทางแห่งความสุข ที่ย่อมนำความสงบเข้ามาสู่ “ชีวิต...”