เมื่อคำว่า ศีลธรรม จริยธรรม หรือไม่ว่าจะเป็นคุณธรรมล้วนแล้วแต่มีใจความสำคัญอยู่ที่ “หิริ โอตตัปปะ” คือความละอายชั่ว กลัวบาปแล้ว...
จักทำให้ไรเล่าให้เราและเขา รู้สึก ตระหนัก ในความละอายชั่วกลัวบาปนั้น

เมื่อคนคนหนึ่งยังไม่เห็นโทษ ยังไม่รู้จักโทษ ยังไม่รู้จักความร้อนของน้ำที่ร้อน ยังไม่รู้จักพิษสงของไฟ เขาย่อมแหย่ไม้ ลองเอามือเข้าไปในกองไฟที่รุ่มร้อนนั้น
เมื่อคนทำบาปแต่ไม่รู้จักบาป ยังไม่เห็นผลของการกระทำบาปนั้น เขาย่อมไม่ละอายชั่วและกลัวบาป

การบอกเฉย ๆ ว่านี่คือบาปนะ นี่คือทุกข์นะ การโกงเป็นทุกข์นะ การผิดศีลเป็นบาปนะใครหน้าไหนเล่าเขาจะกลัว

หากเราไม่ชี้ชัดให้เห็นถึงสภาวะจิตที่ต้องทนทุกข์จากบาปนั้นให้ชัดแจ้ง ก็ยากนักแลที่คนจะละอายชั่วกลัวบาป

แท้ที่จริงกรรมนั้นทันตาเห็นอยู่แล้ว ทำบาปปุ๊บก็ได้รับกรรมคือ “ความทุกข์” ปั๊บ
แต่ทว่าที่คนไม่กลัวนั้นก็เพราะว่า ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็น “ความทุกข์...”

 

อาการกระวนกระวาย ร้อนอก ร้อนใจ เหมือนไฟที่มาแผดเผาดวงจิต จากการโกง หรือจากการที่ไม่รู้จักพอนั่นเอง เป็นกรรมที่ส่งผลให้ทันตาเห็น

เมื่อเขาไม่รู้ว่านั่นคือกรรม และไม่ตระหนักในกรรมนั้น เขาเองก็ยังทนผืนความพอใจไปรับกรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ปัญหาที่สำคัญที่สุดในชีวิตนี้คือ “ปัญหาที่ไม่รู้ว่าปัญหานั้นคืออะไร...!”

ปัญหาที่ไม่รู้ว่านี้คือปัญหา ปัญหาที่ไม่รู้ว่านี่คือทุกข์ ปัญหาที่ไม่รู้ว่านี่คือกรรม การไม่รู้ปัญหานี้เองจึงทำให้คนสมัครใจในการทำชั่วกลัวบาป

เมื่อคนทั้งหลายในสังคมต้องทำอกุศลกรรมกันเป็นประชาธิปไตย จึงทำให้เราทั้งหลายต้องเดินตามเขาไป เดินตามเขาไป อนิจจา...

หากมีเวลาต้องลองพิจารณาเห็นจิตตนเองรู้ถึงความเร่าร้อนแห่งจิตที่เกิดขึ้นจากการกระทำชั่วและไม่กลัวบาปนั้น
ลองพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า “ทุกข์นะ” ทุกข์ทันตาเลยแหละ

การที่ชีวิตไม่ได้พบกับความสงบ
การที่ชีวิตต้องดิ้นรน ขวนขวาย ก็เพราะด้วยสันดานที่ไม่รู้จักพอ อันนี้เป็นกรรมที่เกิดขึ้นกลับไปกลับมาจากสาเหตุการที่ไม่รู้จักละอายชั่วกลัวบาปนั้น

การพิจารณาในเวลาที่สงบ หรือในเวลาที่มีสมาธินั้นแล จะช่วยให้จิตรู้สึกตระหนักในโทษและทัณฑ์ที่ได้รับจากการทำชั่วและไม่กลัวบาปนั้นได้

หากจิตไม่คิด ไม่นึกย้อน ก็จะหลงระเริงไปกลายเป็นโทษตัวใหญ่ขึ้น ตัวใหญ่ขึ้น เปรียบเสมือนพายุร้ายที่รอวันพัดกระหน่ำเข้าถล่มทลายชีวิตให้ล้มละลายเป็นหน้ากระดานไป

แต่ถ้าหากเราค่อย ๆ พิจารณา ค่อย ๆ รับโทษทัณฑ์หรือบาปกรรมจากการทำบาปและความชั่วนั้น เราจะค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ หยุด ค่อย ๆ เปลี่ยนจริตทีละน้อย ทีละน้อย “รับบ้าง ผ่อนบ้าง” เพื่อเตรียมใจรับและรู้ผลกรรมที่เคยทำ และหยุดการกระทำชั่วเหล่านั้นอย่างเด็ดขาด

การละอายชั่วกลัวบาปนี้ไม่มีใครจะบอกให้ใครตระหนักกันได้ บอกได้แต่เพียงให้รู้จักพิจารณาโทษที่ตนได้รับแม้นเล็กน้อยจากการทำชั่วและทำบาปนั้น

การฝึกจริตให้รู้ทุกข์เพื่อรู้ทุกข์ มีคุณค่ามากกว่าการปฏิเสธและไม่ยอมรับทุกข์จากการกระทำชั่ว ๆ ที่ผ่านมานั้น

เมื่อเราทั้งหลายรู้จักโทษแห่งความโลภ ความละโมภ ความหลง ที่เป็นเหตุให้ชีวิตเราไม่สงบ เป็นเหตุให้ชีวิตเราต้องล้มเหลว เขาจะค่อย ๆ เลิกและหยุดไปเอง

ก้าวย่างในชีวิตนี้สำคัญนัก
ต้องหาเวลาให้จิตระลึกถึงบาปกรรมที่เคยกระทำ
ต้องหาเวลาให้จิตระลึกรู้ถึงความทุกข์ที่เคยละเมิดศีล ทำชั่ว และการไม่กลัวบาปที่ตนเคยทำผ่านมานั้น
นึกบ่อย ๆ พิจารณาบ่อย ๆ รู้ทุกข์ รับทุกข์บ่อย ๆ ตนของตนนั้นแลจะรู้จักละอายชั่วกลัวบาปด้วยตนเอง...