|
|
![]() |
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานฐานข้อมูล เว็บศูนย์รวม "สถาบันโยคะวิชาการ" (เข้าสู่หน้าเว็บไซด์ที่นี่ค่ะ) |
C H A N G E

เจ๊หลี่ (จู)
(เข้าอ่านบทความของนัีกเขียนที่นี่)
อ้างอิงข้อมูลจาก ; โยคะสารัตถะ ฉบับ; ก.พ.'๕๒
อย่าเพิ่งแปลกใจค่ะท่านผู้อ่าน
แม้ว่าฉันจะอุตริตั้งชื่อบทความครั้งนี้เป็นภาษาฝรั่ง ซึ่งอาจไปตรงกับแนวนโยบายหาเสียงของผู้นำคนใหม่ของอเมริกา ที่เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์โกยคะแนนจนชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นถล่มทลาย
แต่บทความครั้งนี้ก็หาได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างใดไม่
เพียงแต่ว่า,ในช่วงที่ฉันกำลังวางแผนและเริ่มปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต รวมทั้งความเคยชินทั้งหลายอันเป็นโทษแก่ร่างกายและจิตใจของตัวเองนั้น กระแสของคำว่า Change กำลังมาแรงจริงๆค่ะ
ในเมื่อช่วงเวลามันช่างเหมาะเจาะ ฉันก็เลยได้จังหวะ สบโอกาส เกาะกระแส หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่ ขอ "Change"กะเขาด้วยคน ....
ว่าแล้ว,ฉันจึงลุกขึ้นมาประเดิมการ "Change"ด้วยการเปลี่ยนบรรยากาศห้องนอนเสียใหม่ สวมวิญญานหนูแจ๋วและเริ่มเปิดศึกจัดการกับกองเสื้อผ้ารอบตัวที่มากมายราวกับว่าฉันเคยซื้อสะสมไว้ตั้งแต่ชาติที่แล้ว ... ไม่ใช่สิ, ฉันน่าจะซื้อไว้เผื่อชาติหน้ามากกว่า ในเมื่อเสื้อผ้าหลายชุดยังไม่มีร่องรอยบ่งบอกการถูกใช้งานสักครั้ง ที่ช่องเก็บกระเป๋าภายในตู้เสื้อผ้าอัดแน่นด้วยกระเป๋านับสิบใบที่เดาได้ว่าฉันคงซื้อมาด้วยอาการหน้ามืดตามัว ลิ้นชักคือกรุสมบัติย่อมๆ ที่ปนเปไปด้วยเครื่องประดับกิ๊บเก๋สารพัด สำรวจดูสถานการณ์ที่ชั้นวางรองเท้าด้านนอกแล้วก็แทบไม่ต่างกันเลย รองเท้าเบอร์ 37 หลายสิบคู่ของฉันต่างแย่งกันจับจองพื้นที่เล็กๆ นั้นอย่างแออัด ฉันถอยออกมาตั้งหลักชั่วคราว ด้วยเห็นท่าว่าศึกครั้งนี้จะใหญ่หลวงนัก ....ทำไมทุกอย่างมันถึงได้เยอะขนาดนี้ล่ะเนี่ย ????
สิ่งของเหล่านี้กระตุ้นหน่วยความจำให้ฉันนึกถึงว่า ครั้งหนึ่งฉันเคยเพลิดเพลินกับการซื้อหาและสะสมมากแค่ไหน อะไรนะที่ทำให้ฉันไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการไล่ตามกระแส แฟชั่น สนุกสนานกับการเปลี่ยนลุคเสื้อผ้าหน้าผมได้ทุกวัน แต่ที่ฉันยังนึกไม่ออกก็คือ ความรู้สึกในสองบรรทัดที่ผ่านมาค่อยๆ จางหายไปได้อย่างไร เพราะทุกวันนี้ ความเรียบง่ายเป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจของฉันเสมอ
ราวแขวนเสื้อผ้าที่ฉันใส่เป็นประจำกลับถูกแทนที่ด้วยเสื้อผ้าแบบเรียบง่าย สีสันซ้ำๆ ที่ฉันเคยคิดว่าน่าเบื่อ
จากเดิมที่ชอบเปลี่ยนแบบนาฬิกาข้อมือทุกวัน ฉันกลับติดใจหันมาสวมนาฬิกาดิจิตอลที่ใช้ใส่ติดข้อมือเวลาสอน
จากที่เคยไว้ผมยาวมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ฉันเปลี่ยนมาตัดผมสั้น ฉันเลิกกินเนื้อสัตว์ โดยที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของความศรัทธา แต่เพราะเสียงจากร่างกายบอกว่าต้องการสิ่งที่เบากว่า, ก็แค่นั้น
ก่อนหน้านั้น ฉันไม่เคยวางแผน กะเกณฑ์ว่าจะให้ตนเอง "เปลี่ยน" แต่ดูเหมือนว่า บางครั้งความเปลี่ยนแปลงก็มาเยือนเราอย่างเงียบเชียบ และทำหน้าที่ของมันด้วยความขยันหมั่นเพียร วันแล้ววันเล่า, โดยที่เราไม่ต้องออกแรงบีบบังคับขู่เข็ญ พลังของความเปลี่ยนแปลงทำงานได้ดีเกินกว่าที่เราคาดคิดมากนัก เพราะก่อนที่เราจะรู้ตัวอีกครั้ง , โลกใบเดิมในสายตาของเรา ก็กลายเป็นโลกใบใหม่ไปซะแว้วว ...
ในชั้นเรียนอาสนะ เป็นกลุ่มใหญ่ การ "เปลี่ยน" เป็นเรื่องน่าสนใจค่ะ
เมื่อการสอนอาสนะให้คนจำนวนมากต้องมีการบริหารเวลาที่ดีเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการสอนที่เตรียมไว้
ครูจึงมักเป็นผู้กำหนดและควบคุมเวลาที่ใช้ในการคงตัวค้างนิ่งในแต่ละอาสนะ
ฉันพบว่า คำแนะนำของครูที่บอกให้ผู้ฝึก "เปลี่ยน"จากอาสนะหนึ่งไปสู่อาสนะหนึ่งให้ความรู้สึกต่อจิตใจและผลต่อร่างกายแตกต่างกันออกไป
สำหรับฉัน,ช่วงปีแรกของการฝึกอาสนะ เรียกได้ว่าเป็นยุคมืดบอดทางปัญญาอย่างแรง ...
ฉันชอบความท้าทาย จึงฝึกด้วยความรู้สึกอยากเอาชนะ และคุ้นเคยต่อการฝ่าฝืนข้อจำกัดของตนเอง
การค้างนิ่งในท่าที่ต้องใช้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้กายที่ควร "สถิระ"ก็สั่นเทิ้ม จิตที่ควร "สุข"ก็
กลับซัดส่าย เหตุที่ฉันมัวแต่โอดครวญวิงวอนอยู่ในใจเร่งให้ครูพูดคำว่า "เปลี่ยนท่า"เร็วๆ เสียที แต่ถ้าเป็นอาสนะที่ฉันชอบ ขณะที่ฉันค้างนิ่งด้วยความผ่อนคลายเพราะร่างกายถูกกดนวด จิตใจกำลังซึมซับความสบายอย่างเต็มที่ คำสั่งให้ "เปลี่ยน" ทำเอาฉันแอบนึกนินทาแกมตัดพ้อต่อว่าครูอยู่ในใจบ่อย ๆ
ฉันเคยเข้าฝึกครั้งหนึ่งที่ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่งไปกับอาสนะสารพัดแบบที่ครูงัดออกมาสอนราวกับว่าพวกเราจะไม่ได้ฝึกโยคะกันอีกต่อไปแล้วในชีวิตนี้ ยังไม่ทันจะค้างนิ่งให้กล้ามเนื้อชั้นนอกได้ความรู้สึกดี ครูก็รีบสั่งให้ "เปลี่ยน"ไปสู่ท่าใหม่เสียทุกครั้งไป ... ใจจริงฉันก็อยากลุกขึ้นมาประท้วงหยุดทำเอาดื้อๆ เหมือนกันนะ แต่ก็เกรงใจสายตาอันแสนจริงจังของครูมากกว่า ..
สรุปแล้ววันนั้นหูของฉันจึงได้ยินแต่คำว่า "เปลี่ยน" "เปลี่ยน" และ "เปลี่ยน" ดังถี่ยิบไปตลอดจนกระทั่งจบชั่วโมง การฝึกด้วยถ้อยคำคำเดียวกัน, สถานที่เดียวกัน ห่างกันแค่ระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่คำว่า "เปลี่ยน"กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน
ถ้าเช่นนั้น ,อะไรล่ะที่จะสามารถกำหนดความพึงพอใจ หรือใช้ตัดสินความเหมาะสมให้ผู้ฝึกแต่ละคนได้?
ขออนุญาตไม่เฉลยนะคะ เพราะเชื่อว่าแต่ละท่านจะต้องมีคำตอบดีๆ อยู่ในใจอย่างแน่นอน
แต่ดูเหมือนว่า "เวลา"คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ "ผลลัพธ์"ของการ "เปลี่ยน"ออกมาในรูปแบบใด
เปลี่ยนช้าเกินไป จริงอยู่ว่าทำให้เกิดผลที่ชัดเจน แต่หากเป็นผลเสียก็อาจกลายเป็นร่องรอยร้าวลึกที่ยากจะเยียวยา
เปลี่ยนเร็วเกินไป อาจนำมาแค่สิ่งที่ผิวเผิน คลุมเครือ ไร้น้ำหนักเกินกว่าจะหาข้อสรุป
เปลี่ยนบ่อยเกินไป สร้างความแปลกใหม่ ตื่นเต้น ไม่จำเจ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงผลใดๆ ให้เห็นเลย
วิถีการฝึกอาสนะดูแล้วจึงคล้ายคล้ายกับกระบวนการ "เปลี่ยน"บางครั้งในชีวิตของเรา
ที่ตอกย้ำว่า ทั้งระยะเวลาที่เหมาะสม และการ "เปลี่ยน"ด้วยความสมัครใจย่อมให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนมากกว่าการ "เปลี่ยน"โดยถูกกำหนดจากผู้คนหรือการบีบบังคับของสถานการณ์รอบข้างเสมอ
"The Catcher in the Rye*"
เป็นวรรณกรรมขึ้นหิ้งเล่มหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับ ความเปลี่ยนแปลง
เรื่องราวทั้งเล่มสะท้อนสภาพจิตใจของเด็กหนุ่มวัย 15ปี ชื่อโฮลเดน คอล์ฟิลด์ ซึ่งกำลังอยู่ในวัยของการเปลี่ยนผ่าน และความหวาดกลัวความเปลี่ยนแปลง
ความสับสนว้าวุ่นและยังไม่พร้อมที่จะปรับตัวทำให้เขาโกรธเกลียดคนรอบข้าง สร้างกำแพงปกป้องตัวเอง ซ่อนความเปราะบางและความกลัวไว้ภายใต้พฤติกรรมต่อต้านสังคมและคำพูดที่เสียดสีก้าวร้าว โฮลเดนอยากให้ทุกสิ่งรอบตัวเขาคงเดิมเหมือนที่มันเคยเป็นมาโดยอาจลืมไปว่า สักวันหนึ่งตัวเขาเองก็ต้อง "เปลี่ยน"ไปเช่นกัน
หนังสือเล่มนี้ทำให้ฉันนึกถึงคำว่า "รอยต่อ" และคำพูดของพี่ที่เคารพซึ่งเคยให้คำอธิบายในทางอายุรเวทกี่ยวกับ
"รอยต่อ"ไว้อย่างน่าสนใจว่า พื้นที่บริเวณรอยต่อ เป็นตำแหน่งที่หนาแน่นด้วยกระแสของพลังต่างๆ ที่ไหลเวียนมาชุมนุมกันก่อนที่จะส่งผ่านกระจายไปยังส่วนอื่นๆ รอยต่อจึงมักเป็นพื้นที่ซึ่งเปราะบางและเกิดปัญหาได้ง่ายที่สุด หากว่ากระแสของพลังที่ไหลเวียนอยู่นั้นขาดสมดุลย์ จนทำให้เกิดอาการติดขัดคั่งค้างซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาในภายหลัง
ฉันคิดว่า หลักคิดเดียวกันนี้สามารถใช้อธิบายเรื่อง "รอยต่อ" ในแต่ละช่วงวัยของชีวิตมนุษย์เช่นกัน เพราะทุกช่วง"รอยต่อ"ของวัย เป็นช่วงเวลาที่ประสบการณ์ซึ่งเกิดขึ้นมาทั้งชีวิตก่อนหน้านี้ผ่านการหลอมรวมและบ่มเพาะก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งแน่นอนว่า, ย่อมส่งผลต่อทิศทางของชีวิตในอนาคต
ฉันชอบมากที่อายุรเวทใช้คำว่า "วัยสนธยา" เรียกช่วงวัยที่คาบเกี่ยวระหว่างวัยกลางคนและวัยชรา เพราะมันทำให้เห็นภาพความคลุมเครือ ไม่ชัดเจนและลังเลในสถานภาพของตัวเอง
โฮลเดนท์ คอล์ฟิลด์ ที่จะว่าเด็กก็ไม่ใช่,เป็นหนุ่มเต็มตัวก็ไม่เชิง อาจกำลังหลงทางอยู่ในห้วงรอยต่อนี้ก็เป็นได้จึงทำให้เขายังสับสนและไม่พร้อมที่จะก้าวออกไปสู่โลกของความเป็นผู้ใหญ่
สำหรับการฝึกอาสนะ , เรามักใช้ "รอยต่อ"หรือ "จุดเปลี่ยนผ่าน" จากอาสนะหนึ่งไปสู่อาสนะหนึ่งไปกับการพัก หยุดทบทวน ให้ร่างกายซึมซับความรู้สึกจากอาสนะที่ผ่านมา และจัดเตรียมความพร้อมร่างกายและจิตใจก่อนที่จะเคลื่อนไหวเปลี่ยนผ่านไปสู่อาสนะต่อไป
ที่ "จุดเปลี่ยนผ่าน" ของอาสนะจะกลมกลืนเพียงใด แต่ละ"รอยต่อ"ของช่วงอายุ จะสวยงามราบรื่นหรือไม่
จึงอาจขึ้นอยู่กับว่า เราได้ร้อยเรียงจัดวางแต่ละท่วงท่าในการฝึกที่ผ่านมาได้กลมกลืน ส่งเสริมกันเพียงใด
และอยู่ที่ว่า เราได้จัดวางความสมดุลย์ให้ช่วงชีวิตก่อนหน้านั้นมาก-น้อยแค่ไหน
อีกครั้งหนึ่งแล้วที่ฉันรู้สึกว่าวิถีการฝึกอาสนะดูคล้ายคล้ายกับวิถีการดำเนินชีวิต
แต่ละอาสนะเป็นทั้งจุดสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นของอาสนะต่อไปในตัวมันเอง เช่นเดียวกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นเหตุและกลายเป็นผลของอีกสิ่งหนึ่งเสมอ เกี่ยวเนื่องกันไปอย่างไม่รู้จบ
จนถึงบรรทัดนี้ ฉันเกรงว่าประเด็นที่ตั้งใจจะเขียนตั้งแต่แรกได้ "เปลี่ยน"ไปเสียแล้ว
ก่อนที่อะไร อะไร จะ "เปลี่ยน"ไปมากกว่านี้
ฉันขอกลับไปสะสางภาระกิจที่คั่งค้างไว้และขออนุญาตจบเรื่องของการ "เปลี่ยน" ไว้แต่เพียงเท่านี้ค่ะ

ภายใต้มูลนิธิหมอชาวบ้าน
2220/101 ซอยรามคำแหง 36/1 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์ 02-732-2016 - 17, โทรสาร 02-732-2811 มือถือ 081-401-7744 ;
E-mail: [email protected] ; www.thaiyogainstitute.com

