เช้าวันที่ ๒๗ มี.ค. ๕๒ ผมนั่งทำงานอยู่ที่หน้าบ้าน ศ. ดร. นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย โทรศัพท์มาหาเพื่อคุยเรื่องการประชุมวิชาการ คปก. ๓ – ๕ เม.ย. และเรื่องศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการของ สกอ. ท่านถามว่าผมอยู่ที่ไหน ผมตอบตามตรงว่าอยู่ที่บ้าน ท่านหัวเราะก๊าก และบอกว่าใช้ยุทธศาสตร์เดียวกับท่าน คือหาโอกาสซุ่มทำงานที่บ้าน เพราะงานล้นจนทำไม่ทัน
ที่จริงเช้านี้ผมมีนัดที่มูลนิธิสยามกัมมาจล ประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทางของโครงการเศรษฐกิจพอเพียง แต่ต้องเลื่อนออกไปเพราะท่าน ดร. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา อยากเข้าด้วย ผมจึงได้เวลาครึ่งวันกลับมาเป็นของตัวเอง และอากาศก็เป็นใจ คือไม่ร้อนจัดอย่างทุกๆ วัน ผมจึงมีเวลาสำราญอยู่กับการทำงานที่บ้าน
ตกบ่ายมีการประชุมสามัญประจำปี ๒๕๕๑ ของ ๒ มูลนิธิ คือ มสช. (มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และ มสส. (มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์) การได้ทำงานมูลนิธิ ก็คือการทำงานรับใช้สังคม ได้ใช้กำลังสติปัญญาทำประโยชน์ให้แก่สังคมโดยไม่หวังผลตอบแทนส่วนตัว แต่หวังผลตอบแทนที่ได้แก่สังคมวงกว้าง คือ มสช. มุ่งทำประโยชน์ด้านสุขภาพ และ มสส. มุ่งทำประโยชน์ด้านการเรียนรู้ เป็นการทำหน้าที่ที่มีความจำเพาะมาก คือหน่วยงานอื่นๆ ไม่ว่าหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานนอกภาครัฐ ทำไม่ได้ เป็นลักษณะงานที่จุดประกาย หรือ catalyst of change โดย มสช. และ มสส. ภายใต้การนำของเลขาธิการคนเดียวกัน คือ นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ มีสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (intangible assets) ในการทำงานวิชาการเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อขับเคลื่อนระบบ หรือเปลี่ยนแปลงระบบ ที่หน่วยงานอื่นไม่มี
ที่จริงเราประชุมวิสามัญประจำปี ๒๕๕๑ ไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๖ ธ.ค. ๕๑ ครั้งนั้นเน้นหารือเรื่องเนื้องาน และยุทธศาสตร์การทำงานในอนาคต คราวนี้การประชุมเน้นที่การรับรองงบการเงินโดยเฉพาะ
ผมกำลังเรียน DCP ว่าด้วยความรู้ในการทำหน้าที่ บอร์ด อยู่พอดี จึงได้โอกาสประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากหลักสูตร DCP ซึ่งสุดยอดของความรู้คือ กรรมการมีหน้าที่ถาม ถามโง่ๆ ก็ได้ แต่ปรากฎว่ากรรมการท่านหนึ่งเป็นคนละเอียดมาก และท่านมีเวลามากพอที่จะอ่านแฟ้มประชุมมาก่อน ท่านจึงตั้งคำถามตรงตามหลักวิชา ว่าด้วยการทำหน้าที่กรรมการ เกิดคำอธิบายที่ดีมากในเรื่องบัญชี และการเงิน
เอาเข้าจริงเวลาส่วนใหญ่ใช้ในการนำเสนองานในปี ๒๕๕๒ แก่คณะกรรมการ เพื่อขอคำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์
งานในปี ๒๕๕๒
• หน่วยจัดการความรู้เพื่อพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ สสส. และ สปสช. : ชูชัย
• ที่ปรึกษาวิชาการหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ
• ประเมินแผนงานระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ
• แผนงานยุทธศาสตร์ ELSI ของ ว&ท
• ที่ปรึกษา cluster การแพทย์และ สธ สวทช.
• ที่ปรึกษา R2R ศิริราช และ เครือข่าย R2R ประเทศไทยของ สวรส. มีคำแนะนำให้ทำงานกับหลายโรงเรียนแพทย์ เกิด social movement ด้านการใช้โรงเรียนแพทย์ขับเคลื่อน R2R
• ศูนย์วิชาการความปลอดภัยทางถนน – ทุน สสส. โดย นพ. ธนพงศ์ จินวงศ์ ปีที่ ๒ พัฒนาข้อมูล พัฒนาบุคลากร ตัวอย่างข้อมูลสำคัญ การตายจากการจราจรสูง ๓ เท่าของการตายจากอาชญากรรม แต่ตำรวจจราจรมีเพียง ๑๒,๐๐๐ คน น้อยกว่าที่ควรมีอย่างมาก ข้อมูลหลายด้านช่วยตำรวจให้ทำงานอย่างมีค่ามากขึ้น เห็นสภาพการทำวิจัยข้อมูลไปพร้อมๆ กับการใช้ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาจราจร เราคุยกันเรื่องวิธีทำงานกับภาคีต่างๆ ที่จะทำให้หน่วยงานภาคีได้หน้า ได้ผลงาน หมอธนพงศ์ ทำงานกับตำรวจเป็นรายจังหวัด ผมมองว่าเป็นการก้าวข้าม centralization ของราชการ ทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างหน่วยย่อยของตำรวจ ส.ค. ๕๒ มีสัมมนาอุบัติเหตุแห่งชาติ
• โครงการพัฒนาศักยภาพของกองทุนสุขภาพชุมชน โดย การจัดการความรู้ ทุน สปสช. ดำเนินการโดย วณี ปิ่นประทีป ทำกับ ๔๒ กองทุน กำลังจะจัด “มหกรรมการจัดการความรู้ กองทุนหลักประกันสุขภาพตำบล” ๑๓ – ๑๕ พ.ค. ๕๒ ที่โรงแรมริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี เวลานี้ทั้งประเทศมี ๓,๙๕๒ กองทุน ยังเป็นการต่อสู้กันว่า สปสช. จะขับเคลื่อนด้วยวิธีใด ระหว่างวิธี KM กับวิธี training มีเค้าว่า สปสช. จะชอบวิธี training มากกว่า เนื่องจากกรรมการเป็นคนชนิดมองทะลุ เราจึงเห็นช่องว่างมากมายในสังคม/หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง/ระบบ เช่น โรงเรียนแพทย์ไม่อยากพัฒนา clinical decision making เพื่อลดค่าใช้จ่ายในบริการทางคลินิก เพราะ รรพ หาเงินจากกำไรค่ายา สปสช. มุ่งใช้เงินเพื่อเปลี่ยนระบบ คิดใช้ความรู้น้อยไป กค. และ สงป. กดดัน สสส. ให้ทำ ROI ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสให้ สสส. ได้แสดง return ที่มากกว่าตัวเงิน ศ. นพ. ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล เล่าเรื่องการริเริ่มหลากหลายเรื่อง โดยแพทย์หลากหลายคนในต่างโรงพยาบาล มสช. น่าจะเชื่อมโยงมาขยายผล นำไปสู่การเสนอแนะให้ทำ mapping เรื่องดีๆ มาขยายผล ศ. นพ. ธาดา ยิบอินซอย ไปยุยงให้เกิด acute coronary syndrome registry ได้ EGAT score ดีกว่า Framingham Score เมื่อคนเห็น score ก็จะเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นตัวอย่างว่า clinician สามารถทำงานป้องกันโรคและสร้างเสริมสุขภาพได้จากมุมของเขา
• โครงการสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในคน กทม. เงิน สปสช. กทม. ดำเนินการโดย ดร. วณี ปิ่นประทีป งปม. ๓๕ ล้าน
• นโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ มี นพ. ชูชัย ศุภวงศ์ เป็นหัวหน้า เงิน สสส. มีโครงการย่อยมากมาย มีศูนย์กลางอยู่ที่กิจกรรมร่างกฎหมายของภาคพลเมือง
มสส.
งานหลักมีอย่างเดียวคือ โครงการแผนพัฒนาจิต ซึ่งกำลังจะพบวิธีทำงานสร้างความรู้ความเข้าใจด้านทฤษฎีการพัฒนาจิตวิญญาณ ที่เป็นความรู้จากการตีความจากการปฏิบัติในบริบทไทย
ผมเชื่อว่างานนี้จะมีคุณูปการต่อวงการมนุษยศาสตร์ไทยด้วย น่าจะค้นพบวิธีวิจัยด้านมนุษยศาสตร์แนวใหม่ ที่เก็บข้อมูลจากชีวิตจริงในปัจจุบัน
วิจารณ์ พานิช
๔ เม.ย. ๕๒
"...โรงเรียนแพทย์ไม่อยากพัฒนา clinical decision making เพื่อลดค่าใช้จ่ายในบริการทางคลินิก เพราะ รรพ หาเงินจากกำไรค่ายา สปสช. มุ่งใช้เงินเพื่อเปลี่ยนระบบ คิดใช้ความรู้น้อยไป..." เรียน ท่านอาจารย์วิจารณ์ พานิช หนูติดตามอ่าน Blog ของอาจารย์มานานพอสมควร ได้ใช้สิ่งที่อาจารย์พูดคุยในนี้เป็นแนวทางในการคิดต่อยอดในการพัฒนางานอยู่เสมอ จากคำพูดของอาจารย์ที่หนู Quote ไว้นี้ น่าสนใจมาก แต่ยังคิดว่าตัวเองยังไม่เคลียร์ทั้งในแง่ของความหมายและประเด็นที่อาจารย์เขียนไว้สั้นๆ จึงอยากเรียนถามท่านอาจารย์ดังนี้ค่ะ
1.ถ้าโรงเรียนแพทย์มุ่งบริหารเรื่อง Cost มากไป ในระยะยาวจะมีผลให้การพัฒนาทางวิชาการและวิทยาการทางการแพทย์ของประเทศด้อยลงหรือไม่คะ
2.ประเด็นที่บอกว่า "สปสช.มุ่งใช้เงินเพื่อเปลี่ยนระบบ คิดใช้ความรู้น้อยไป" ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ ก็น่ากลัวนะคะ สปสช.จะใช้เงินถูกต้องได้อย่างไร ถ้าไม่มีความรู้เป็นตัวนำทาง หนูอยากเรียนถามความเห็นในประเด็นนี้อย่างชัดเจนด้วยค่ะ ขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ