ก่อนย้ายที่ทำงาน และเดินทางออกจากเมืองเชียงใหม่ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสอันดีในการพบปะครูบาอาจารย์สายการปฎิบัติครบทั้งสามสาย เป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ หลังจากที่พบกับหลวงพี่พิทยา และไปกราบหลวงพ่อเปลี่ยน ที่วัดอรัญญวิเวก จากนั้นเพียงไม่กี่วัน พี่อ้อมแห่งสังฆะพลัมน้อย และเป็นศิษย์เดิมแท้ของสายธรรมทักโปคากิว ก็โทรมาบอกว่า ครูตั้มแวะมาเยือนเชียงใหม่ และเชิญบรรดาศิษย์โข่งทั้งหลายทานมื้อค่ำกันหน่อย
ครูตั้ม หรือ ชื่อจริง วิจักขณ์ พานิช หลายคนคงรู้จักดี แต่หลายๆคนอาจจะงงว่า เป็นใคร (แต่สามารถไปค้นหารู้จักได้จาก Internet . ) ครูตั้มเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความตั้งใจดีๆ ในการนำพาคนรุ่นใหม่เข้าสู่พุทธศาสนา หรือเข้าสู่วิถีพุทธ แถมเขียนบทความที่น่าสนใจหลายเรื่อง ลงในหนังสือต่างๆ ด้วยภาษาเฉพาะตัว แต่คนรุ่นใหม่ๆ จะเข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายกว่า การใช้ภาษาทางธรรม และภาษาบาลีที่มีมากมายในวัด แถมดูสูงส่งเกินไป จนเด็กรุ่นใหม่ปีนกระได ไปไม่ถึง ข้าพเจ้าว่าครูตั้มเป็นแรงบันดาลใจ ให้กับคนรุ่นใหม่ที่กำลังแสวงหาเรื่องราวทางจิตวิญญาน หรือแสวงหาคุณค่าแห่งชีวิตไม่มากก็น้อยเลยทีเดียวในปัจจุบันนี้ แม้กระทั้งคนสูงวัยทั้งหลายก็อาจจะทึ่ง และมีครูตั้มเป็นแรงบันดาลใจได้ ในความใจกล้าและท้าทายต่อวิถีโลกในทางจิตวิญญาน
การไปฝึกกับครูตั้ม เหมือนการเข้าไปทำความรู้จักกับพุทธวัชรยานแบบเริ่มต้น และได้ทราบแนวทางและพื้นฐานบางอย่างในวิถีพุทธสายนี้ ในงานภาวนา Meditation in Action 2 ข้าพเจ้าก็ได้พบกับเด็กรุ่นใหม่วัยยี่สิบต้นๆ หลายคน ที่มีความสนใจในการภาวนาและแสวงหาคุณค่าและความหมายของชีวิต จนคนที่อายุมากแล้วเช่นเรายังต้องทึ่ง ข้าพเจ้าได้แต่หวังว่าในอนาคตเราจะมีเด็กรุ่นใหม่ ที่สนใจด้านนี้ และมีความเฉลียวฉลาดแบบนี้มากๆ ประเทศสยามเราจะได้มีความหวัง เพราะมีคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ รู้จักตั้งคำถามต่อสิ่งต่าง ๆ รู้จักคิดใคร่ครวญวิเคราะห์ มีความเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็พยายามมองคนอื่นอย่างเข้าใจ และแสวงหาคุณค่าและความหมายอะไรสักอย่าง ดีกว่าการใช้ชีวิตไปวันๆ ในกรอบของสังคมแบบวัตถุนิยมและไม่กล้าแม้แต่จะตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตรอบตัว
ครูตั้มจึงมีลูกศิษย์อายุน้อยๆ ไปจนถึงวัยใกล้ 60 ปี เลยทีเดียว และบางทีอาจจะมีอายุมากกว่านั้น มีความน่าชื่นชมอยู่อย่างคือ ทั้งผู้สูงวัยและผู้เยาว์วัย ต่างมาเรียนรู้การภาวนาแบบวิถีพุทธตามแนวทางของวัชรยานด้วยกัน ด้วยความที่อายุยังไม่มากนัก และไม่ใช่สมณะนักบวช และไม่ใช่ผู้ทรงศีล จึงเป็นเรื่องที่แปลกไม่น้อยในการมาเป็นธรรมาจารย์ เพราะครูตั้มมีความเป็นคนธรรมดาๆ ค่อนข้างมาก แถมเวลาก่อนที่เราจะเข้าไปร่วมงานภาวนา ครูตั้มต้องส่ง mail มาแจ้งทุกคนว่า " ไม่ต้องธรรมะธรรมโมกันมากนะครับ และไม่ต้องนุ่งขาวห่มขาวด้วย " พออ่าน mail ทีไรข้าพเจ้าจะต้องอมยิ้มขำๆ ท่าทางครูตั้มจะกลัวการพบเจอลูกศิษย์แนวเคร่ง และทรงศีล เอามากๆ
ตอนที่รุ่นน้องหมอที่คุ้นเคยกันเชิญครูตั้มไปสอนภาวนาที่โรงพยาบาล และที่นั่นค่อนข้างเข้มข้นด้วยแนวทางเถรวาท แถมทุกคนต่างมีชุดขาวประจำตัวไว้ใส่เวลาไปปฎิบัติธรรมกันถ้วนหน้า ข้าพเจ้าต้องบอกน้องหมอท่านนี้แบบทีเล่นทีจริงว่า อย่าให้นักเรียนโข่งทั้งหลายนุ่งขาวห่มขาวมาเข้างานภาวนานะ เดี๋ยวคุณครูจะอกแตกเสียก่อน แต่แล้วครูตั้มก็ได้พบเจอลูกศิษย์นุ่งขาวห่มขาวจนได้ในงานภาวนาครั้งนั้น แว่วว่าวันหลังๆ คุณครูก็ต้องมานุ่งเสื้อสีขาวๆด้วย คาดว่าคงจะต้านกระแสชุดขาวๆ ไม่ไหว
ครูตั้มกับบรรดาลูกศิษย์ผู้นุ่งขาวห่มขาวทั้งหลาย ( ภาพจากกลุ่มสังฆะ รพ. ศรีสังวาลย์ )
วันที่ครูตั้มมาเชียงใหม่ บรรดาลูกศิษย์โข่งทั้งหลายที่ไม่ติดการงานที่ไหน ก็ได้ไปพบเจอกันที่ร้าน earth tone ตามการนัดแนะและประสานงานโดยพี่อ้อม ที่ร้านนี้มีบรรยากาศเหมือนนั่งอยู่ในบ้านที่อบอุ่น สบายๆ ง่ายๆ และเป็นกันเอง เราเลยนั่งล้อมวงกันที่กระโจมสีขาว ตรงสนามหญ้าเล็กๆ มุมหนึ่งของร้าน แล้วเริ่มต้นสนทนากัน ตอนที่ข้าพเจ้าเจอหน้าครูตั้มทีแรก ก็เลยแซวว่า มาเชียงใหม่ครั้งนี้จะมาสอบอารมณ์ลูกศิษย์รึเปล่าเนี่ย ? ครูตั้มก็ยิ้มๆ
นี่คือการสนทนาธรรมแบบโลกๆ เราทั้งหมดมานั่งคุยกันด้วยเรื่องธรรมดาๆ เรื่องของชีวิต และสิ่งที่พบเจอหลังจากงานภาวนา ครูตั้มถามนำว่า เป็นอย่างไรบ้างกับชีวิต ทำนองเป็นอย่างบ้าง หลังจากที่เราเข้าฝึกเข้มกันไปถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน แล้วออกมาเผชิญโลก มาเจอกับบททดสอบของชีวิตแบบโลกๆ อันวุ่นวาย แน่นอนนี่ไม่ใช่เรื่องของการถามถึงว่าคุณบรรลุธรรมขั้นไหน นั่งสมาธิได้อะไร แต่เป็นการถามตรงๆว่า คุณสามารถนำพาสิ่งที่เรียนรู้จากการภาวนามาใช้ประโยชน์อะไรในทางโลกได้บ้าง เมื่อมีสิ่งใดมากระทบจิตใจ กระทบอารมณ์ เราแก้ไข และใช้แนวทางแบบวิถีพุทธมาใช้แก้ไขสถานการณ์อย่างไร และเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไรขึ้นในจิตใจเรา
การสนทนาวันนั้นเป็นการสนทนาแบบสบายๆ ด้วยการฟังอย่างลึกซึ้งและไม่ตัดสิน เราต่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเรื่องราวของชีวิต รับฟังปัญหาแบบโลก ๆ เรื่องราวความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว เรื่องความรัก เรื่องความทุกข์ เราต่างเปิดใจที่จะพูดคุยและรับฟังกัน ข้าพเจ้าว่ามันเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ ถ้าเราจะได้สนทนากับใครสักหลายๆคนแบบนี้ ในทุกๆวัน
มีสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้ารับรู้ในวันนั้นก็คือ การเป็นธรรมาจารย์ที่อายุยังไม่มาก แถมไม่ใช่สมณะนักบวช และยังเปิดโอกาส เปิดพื้นที่ให้ลูกศิษย์ทั้งหลายเป็นตัวของตัวเองในงานภาวนา เป็นภาระที่หนักอึ้งไม่น้อย การมีกฏระเบียบให้ทุกคนปฎิบัติเหมือนๆกัน ยังจะง่ายกว่า บทบาทของธรรมาจารย์ในการดูแลผู้มาฝึกภาวนาแบบนี้จึงหนักกว่าปกติ และอาจต้องคอยโอบอุ้มประคับประคองบรรดาลูกศิษย์ให้ไปในแนวทางเดียวกัน จนสิ้นสุดงานภาวนา นับว่าเป็นภาระที่หนักจริงๆ
สุดท้ายข้าพเจ้าก็พบว่า การที่ครูตั้มไม่ใช่สมณะนักบวช ก็มีข้อดีที่เราสามารถพูดคุยกันในเรื่องโลกๆได้ และด้วยวีถีชีวิตที่ยังอยู่แบบโลกๆ เราจึงยังสามารถเข้าใจเรื่องราวและปัญหาทางโลกบางอย่างได้ลึกซึ้ง และเราสามารถนำการภาวนาวิถีพุทธ มาใช้ในทางโลกได้ นี่อาจจะเป็นแนวทางหนึ่งของพุทธวัชรยานสายคากิว ที่มีมุมมองว่า นิพพานและสังสารวัฎ ไม่ควรแยกขาดจากกัน ในการปฎิบัติธรรมหรือการภาวนาของผู้ที่ไม่ได้บวช ไม่สามารถปลีกวิเวก ไม่สามารถหลีกหนีงานการและชีวิตในทางโลกได้ จึงต้องใช้ทุกประสบการณ์ในชีวิตมาเป็นข้อธรรมะ ไม่ว่าเราจะพบเจออะไรในชีวิต ทั้งที่ดีและทั้งที่เลวร้ายอย่างที่สุด ตามแนวทางของวัชรยานสายคากิวแล้วจะ ถือว่า นั่นคือสิ่งสำคัญที่จะสอนให้เราเรียนรู้ และเราอาจจะสามารถเข้าถึงธรรมะได้จากประสบการณ์นั้น เข้าทำนองว่า สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วไม่ว่าดีหรือร้าย ยอมมีข้อธรรมะมาสอนเราได้เสมอ.
เพิ่งได้มีโอกาสอ่านงานเขียนของคุณวิจักษณ์ เรื่อง เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ก็สนใจมากครับ
คุณวิจักษณ์เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการยกย่องจากท่านอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ในด้ารการภาวนา ผมก็ยิ่งสนใจงานของท่านมากขึ้นครับ
ท่านเป็นคนที่เป็นแบบอย่างที่ดีครับ
อาจารย์ตั้มเป็นแรงบันดาลใจหนึ่ง
และการได้เรียนรู้ การได้สัมผัสกับท่านเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผมได้เติบโตทางจิตใจมากขึ้นครับ
หนังสืออาจารย์ก็ช่วยเติมเต็มและเยี่ยวยาส่วนที่พร่องอยู่
ของจิตวิญญาณนี้ครับ
สวัสดีค่ะคุณPhornphon & น้อง kmsabai
ครูตั้มเป็น young generation ของสยามประเทศ ที่จะนำพาคนรุ่นใหม่เข้าสู่วิถีพุทธ ( แถมทำให้คนหนุ่มสาวรู้จักตั้งคำถามกับชีวิต ไม่ปล่อยชีวิตให้ล่องลอยไปตามกระแส ) ครูตั้มเป็นคนธรรมดาๆ ที่ไม่ธรรมดาค่ะ ..
มีการจัดอบรมเยาวชนช่วงปิดเทอมหรือปล่าวคะ หลานชายอยู่ช่วงวัยรุ่นกำลังติดเพื่อนอยากให้เขาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มากกว่านี้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าก่อนหน้านี้ดิฉันไม่เคยรู้จักครูตั้มเลยจนกระทั่งเมื่อวันที่29พฤษภาคมที่ผ่านมาดิฉันได้ดูรายการหนึ่งทางช่อง ไทยพีบีเอสแต่จำไม่ได้ว่าชื่อรายการอะไรนั่งฟังครูตั้มพูดคุยกับคนพิการตาบอดอย่างเป็นธรรมชาติและไม่เสแสร้งมันทำให้ดิฉันนั่งดูรายการจนจบทั้งที่ดิฉันไม่ชอบรายการแบบนี้เลยแต่พอนั่งฟังครูตัมพูดในทางพระพุทธศาสนาที่ดิฉันไม่เคยเห็นใครแสดงความคิดเห็นแบบครูตั้มมาก่อนก็นั่งฟังไปด้วยคิดไปด้วยเพราะทุกอย่างที่ครูตั้มพูดมันก็คื่อเรื่องจริงนยุคปัจจุบันทั้งนั้นพอหลังจากวันนั้นดิฉันก็เข้ามาค้นหาประวัติของครูตั้มทันที่ทำให้ดิฉันนึกถึงเมื่อไม่นานมานี้ดิฉันก็สนใจการพูดและการแสดงความคิดเห็นของคุณสิงรู้สึกว่าคุณสิงจะมีคำพูดแนวๆของครูตั้มไม่ใช่ดิฉันจะมีความคิดนอกกรอบแต่ดิฉันเห็นว่าสิ่งที่ทั้งสองคนนี้แสดงความคิดเนทางพระพุทธศาสนาฉีกแนวออกไปมันทำให้คนเราได้เรียนรู้ว่าจริง ๆแล้วคนเรานั้นขาดพระพุทธศาสนาไม่ได้แต่ก็เลือกที่จะปฏิบัติได้ในแบบที่ตามยุคตามสมัย
ขอบคุณ ที่ทำให้มองเห็นตัวเอง เพราะดิฉันก็เป็นอย่างคูรตั้ม เป็นเพราะประสบการณ์ ดิฉันโดนข่มขืนตั้งแต่ 7 ขวบ แม่แต่งงานใหม่ครอบครัวไม่อบอุ่น พอแต่งงานดิฉันบอกเรี่องนี้ให้เขาฟังเพราะเป็นความจิรงใจของเรา แต่เขารับไม่ใด้แต่ไม่ยอมเลิกกับดิฉันทุบตีไม่ดูแลดิฉันพยามอดทน เปลี่ยนเขาด้วยความดี แต่ไม่เป็นผลดิฉันทนอยู่ 9 ปีโดนทำร้ายแทบทุกวัน มีเรีองผู้หญิง เหล้ายา การพนัน ครบ ดิฉันมีลูกคน 1 คะเป็นลูกที่เขาไม่ยอมรับ การที่เราจะเปลี่ยนคนอื่นก็ยอมแพ้ และมองอย่างเห็นใจและมอบโอกาศให้เขาใด้เริ้มต้นใหม่อีกครั้ง แต่ดิฉินมีความสุขเป็นครั้งแรกที่ใด้ด้วยความเต็มใจ ตอนนี้มีโอกาศฬด้บอกกล่าวคนรอบข้าง ว่าโลกเป็นอย่างนี้ละ พระท่านแบ่งสันปันส่วนมาให้เท่าเทียมกัน และเก็บความรักความยินดีเอาใว้ เป็นกำลังใจยามที่เจอพายุอีกครั้งเป็นกำลังใจให้ทุกคนคะ โลกไม่ใช้ของเรา เราผ่านมาและจากไปสร้างความดีกันใว้นะคะ ขอบคุณที่อ่านคะ ขอบคุณที่มีคนดี ดีอย่างพวกคุณ
พึ่งจะรู้จักครูตั้มจริงจังก็เมื่อวันที่29/05/54ที่ผ่านมานี่แหละทำให้แง่มุมความคิดความอ่านเกี่ยวกับศาสนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงประมาณว่าหันมามองศาสนาในอีกมุมนึงทำให้คิดว่าฮืม...คนอย่างเราก็สามารถเข้าถึงศาสนาได้เหมือนกันโดยไม่ต้องไปบวช...