การให้เด็กนั่งสมาธิ สวดมนต์ คิดว่าทำให้นักเรียนเป็นเด็กดี แต่จริงๆแล้วไม่พอ จึงเกิดแนวคิดที่ว่า วิถีพุทธมันต้องปฏิบัติ สัมผัส รับรู้และเข้าใจได้ จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการปฏิบัติมากกว่าสิ่งที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้

โรงเรียนบ้านเปือย อ.น้ำยืน จ.อุบล อาจเป็นเป็นโรงเรียนแห่งเดียวในประเทศที่เด็กไม่ต้องเอาเงินมาโรงเรียนแม้แต่บาทเดียว 

ผมอ่านเรื่องราวของโรงเรียนแห่งนี้ หลังจากที่คุณสุนีย์ จากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) แนะนำผมว่า “โรงเรียนแห่งนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นโรงเรียนวิถีพุทธที่ไม่ธรรมดา...”

คำบอกเล่าจากกัลยาณมิตรที่ช่วยแนะนำ ผมก็พยายามค้นหาข้อมูลในสื่ออื่นๆได้มาบ้าง ทำให้ภาพของโรงเรียนบ้านเปือยชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้ว่าโรงเรียนนี้จะอยู่ไกลแสนไกล ผมก็จะดั้นด้นไปเพื่อไปเรียนรู้ พร้อมกับเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆนำมาแลกเปลี่ยนให้กับสังคมในวงกว้าง  ผมได้เบอร์โทรศัพท์ของท่านผู้อำนายการจากผู้แนะนำ จากนั้นผมจัดแจงโทรไปแนะนำตัว และวัตถุประสงค์ที่จะเข้าเข้าไปร่วมเรียนรู้ยังพื้นที่ ผอ.บงการ สายเนตร ท่านได้ตอบรับอย่างดียิ่ง พร้อมกับกำชับผมว่า “อยากให้มาเยี่ยมถึงโรงเรียนแล้วจะรู้ว่าโรงเรียนผมเป็นยังไง” คำท้าทายของ ผอ.บงการ ทำให้ผมตัดสินใจเดินทางไปอุบลราชธานีแบบเร่งด่วน

จากข้อมูลที่ผมอ่านเตรียมพร้อมเพื่อเติมประเด็นจากที่มีอยู่ มีหลายๆประเด็นที่ยังต้องการข้อมูลเพิ่ม

-          โรงเรียนแห่งนี้ มีกฏเหล็กไม่ให้เด็กเอาเงินมาโรงเรียนมานานนับ ๑๐ ปี  และให้เด็กใช้วิธีออมเงิน เพื่อนำฝากเข้าออมทรัพย์ของนักเรียนเองทุกวันที่ ๑ - ๕ ของเดือน เศรษฐีตัวน้อยจะแบกกระปุกออมสินที่ทำจากกระบอกไม้ใผ่ทยอยนำเงินที่อดออมได้มาฝาก

-          คุณครูที่นี่ไม่ดื่มสุรา ไม่เล่นการพนันเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ และชาวบ้าน ที่สำคัญ ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นแบบอย่างที่ดีด้วย

-          คุณครูที่นี่ไม่เป็นหนี้นอกระบบ

หัวเราะเปิดใจแบบนี้ ...ประเมินได้ว่าคุณครูมีความสุข  สอบถามได้ความว่า "สุขจริงๆนะจ๊ะ"

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ปรัชญาการศึกษาที่ทางโรงเรียนปรับให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชน บริบทของเด็ก รวมถึงความเป็นโรงเรียนวิถีพุทธที่บูรณาการหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บูรณาการเข้าไปใน ๘ สาระวิชา เรื่องราวที่เราเขียนถึงแนวทางการปฏิบบัติเพื่อก้าวสู่การเป็นโรงเรียนวิถีพุทธนั้นง่าย แต่การปฏิบัติที่สร้างกระบวนการเรียนรู้กล่อมเกลาเด็กให้เนียนไปกับการเรียนการสอน หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตของเด็ก เป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า  แต่ที่โรงเรียนบ้านเปือย ทำได้ และทำได้ดี เด็กที่นี่จึงถูกพัฒนากล่อมเกลาทั้งทางด้านมิติเชิงพุทธ และวิชาการพร้อมกันไปด้วยอย่างสมดุล

ผมเดินทางมาจากกรุงเทพฯ มุ่งตรงไปที่อุบลราชธานี และพยายามเดินทางไปยังโรงเรียนบ้านเปือย ทั้งที่ไม่เคยไปมาก่อน ทราบว่า อ.น้ำยืน อยู่ติด อ.นาจะหลวย ชายแดนของเมืองอุบลกันเลยทีเดียว ระยะทางร้อยกว่ากิโลเมตรจาก อ.เมือง ถือว่าไกลพอสมควร การเดินทางครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างดีจากเพื่อนอาจารย์ที่อยู่อุบล แม้จะเป็นคนในพื้นที่เราก็หลงทางตั้งนานสองนาน กว่าจะเดินทางไปถึง ด้วยการติดต่อผ่านโทรศัพท์ท่าน ผอ.เป็นระยะๆ เห็นป้ายข้างทางแจ้งสถานที่ว่า อีก ๓๐ กิโลเมตรจะถึง นารายณ์บรรทมสินธุ์ แสดงว่าเราเดินทางมาไกลมากๆ

ในที่สุดก็เดินทางมาถึงโรงเรียนบ้านเปือยจนได้ ท่าน ผอ. บงการ และคุณครูออกมาต้อนรับ และก่อนที่จะเข้าห้องประชุมเพื่อนั่งสนทนา ท่าน ผอ.ได้พาเดินชมรอบโรงเรียนระยะทางสั้นๆ โรงเรียนเล็กๆ มีค้นไม้ร่มรื่นดี ข้างหลังอาคารมีสวนสวย ท่าน ผอ.บอกว่า ให้เด็กมาเดินเจริญสติ

Dscf5724

Dscf5727

โรงเรียนบ้านเปือยเป็นโรงเรียนเล็กๆตั้งอยู่ในเขต ต.บุเปือย อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เปิดทำการสอน ๗ ห้องเรียน จากชั้นอนุบาล ๒ จนถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ มีครู ๖ คน นักเรียน ๑๒๓ คน และไม่มีนักการภารโรง ดังนั้นที่นี่นักเรียนและครูทำเองหมด

พูดคุย กับเด็กๆ ...น่าทึ่งกับวิธีคิดมิติเชิงพุทธกับการปฏิบัติตนของเด็ก

--------------------------------------------------------------------------------------------

เวทีสนทนาของเรา จัดขึ้นง่ายๆที่ห้องสมุดเล็กๆของโรงเรียน แม้ว่าวันนี้เป็นวันหยุด คุณครูก็มาโรงเรียนกันพร้อมหน้า เพราะมีภาระกิจหลายอย่างที่ต้องทำทั้งในวันหยุด หรือแม้กระทั่งปิดเทอมคุณครูก็ต้องมานั่งทำงานที่โรงเรียนอยู่ เวทีสนทนานอกจากจะมีคณะครูแล้ว ท่าน ผอ.บงการ ยังได้ชวนกรรมการสถานศึกษาสองสามท่านเข้าร่วมพูดคุยด้วย เป็นโอกาสดีที่ผมได้สัมผัสทั้งในส่วนของโรงเรียน  ครู นักเรียน และชาวบ้าน

เบื้องต้นการพูดคุย พ่อใหญ่ท่านหนึ่งในวง พูดคุยถึงโรงเรียนบ้านเปือย เริ่มต้นว่า “โรงเรียนของผม....”   ผมได้ยินคำว่า “โรงเรียนของผม” จากปากของพ่อใหญ่ ก็พอจะคาดเดาความสัมพันธ์ของชุมชนกับโรงเรียนได้ในระดับหนึ่ง ท่าทีเป็นมิตรและสนิทสนมระหว่างคุณครูกับชาวบ้าน ก็ทำให้มองถึงความสัมพันธ์อันดี ดังนั้นความสำเร็จที่นี่จึงเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นสำคัญ

“โรงเรียนเราสร้างความเป็นคนดี  ผมเชื่อว่าคนดีเป็นสิ่งที่ทำให้ควบคุมตนเองได้ แล้วทุกอย่างจะดีตามกันไป” ผอ.บงการได้เปรยขึ้นในบทสนทนาแรกเมื่อผมถามถึงการบูรณาการการเรียนการสอน ผอ.เล่าถึงตัวชีวัดความเป็นคนดี คือการปฏิบัติศีลห้า และสมบัติผู้ดี และหลักสูตรสมบัติผู้ดีจะต้องบูรณาการลงไปในทุกสาระวิชาที่ผู้เรียน เรียนทุกช่วงชั้น เพื่อให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์และรู้แนวทางการปฏิบัติตนเมื่ออยู่ร่วมผู้อื่น ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญได้แก่ “สุขภาพ” ต้องดีด้วย “คนดีสุขภาพดี” จะต้องอยู่ควบคู่และค้ำจุนกันไป

กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่โรงเรียนใช้ ทฤษฏีการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ คือ “อริยะสัจ ๔  หากเราดูตามเนื้อหาการบูรณาการตามสาระวิชา เหมือนจะหนักไปทางทฤษฏีเชิงพุทธ และให้นักเรียนปฏิบัติตาม ซึ่งในความคิดของผมก็เชื่อว่า นักเรียนสามารถท่องและทำตามได้ ...แต่ไม่ยั่งยืน  เป็นโอกาสที่ดีเช่นกันที่มีน้องนักเรียนชายหญิงที่เข้าร่วมสนทนาในเวทีด้วย คุณครูให้เล่าให้ผมฟังถึง อริยสัจ ๔ ว่ามีอะไรบ้าง? พร้อมวิเคราะห์ปัญหา น้องๆก็ตอบได้ฉะฉานคล่องแคล่ว ราวกับท่องจำ ผมจึงลองตั้งคำถามใหม่ โดยคิดประเด็นปัญหาใหม่ๆ ปรากฏกว่า เด็กนักเรียนชายหญิงสามารถวิเคราะห์ปัญหาได้ตามแนวทางอริยสัจ ๔ อย่างน่าทึ่ง

ผอ.บงการย้ำกับผมว่า “การวิเคราะห์ปัญหาตามแนวทางอริยสัจ ๔ นั้น เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ตนเอง เรียนรู้ปัญหาอย่างถ่องแท้ ถึงที่ไปที่มา จนถึงมรรควิธีการแก้ไขปัญหา เมื่อเด็กเรียนรู้แบบนี้แล้ว เขาจะวิเคราะห์ปัญหาต่างๆด้วยตนเอง เรียนรู้การแก้ปัญหาอย่างมีปัญญา” นี่คือการพัฒนาคุณธรรม พัฒนาความเป็นมนุษย์ตามแนวพุทธศาสตร์อย่างแท้จริง

นักเรียนที่นี่มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เนื่องมาจากกระบวนการเรียนการสอน และกติกาการอยู่ร่วมกัน โดยยีดหลักตามแนวทางพระพุทธศาสนาและเศรษฐกิจพอเพียง

“ที่นี่เราเลี้ยงปลา เพื่อสำหรับไว้เป็นอาหารกลางวัน แต่จนแล้วจนรอด ทั้งเด็กและครูต่างไม่ยอมกินปลาที่ตนเองเลี้ยง เหตุเพราะสงสาร ปลาที่นี่จึงตัวโตๆ เต็มบ่อ” อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมฟังแล้วแอบอมยิ้ม เพราะการที่นักเรียนและครูได้เลี้ยงสัตว์เหล่านี้ คอยให้อาหาร จนเกิดความผูกพัน และไม่คิดอยากจะทำลายชีวิตสัตว์เหล่านั้น ต้นกล้าแห่งจิตที่เมตตาก่อเกิดขึ้นในใจของเด็กๆอย่างเห็นได้ชัด

ประเด็นที่ตอกย้ำให้เห็นว่าการสร้างคนดีที่โรงเรียนบ้านเปือย นอกจากจะนำแนวคิดพระพุทธศาสนามาใช้เป็นแนวทางในการเรียนการสอนโดยบูรณาการเข้าไปทั้ง ๘ สาระวิชา แล้ว จากคำให้สัมภาษณ์ของ ผอ.บงการ ที่ผมอ่านจากสื่อเอกสารที่รวบรวมมาได้ ผอ.บอกว่า

“การให้เด็กนั่งสมาธิ สวดมนต์ คิดว่าทำให้นักเรียนเป็นเด็กดี แต่จริงๆแล้วไม่พอ จึงเกิดแนวคิดที่ว่า วิถีพุทธมันต้องปฏิบัติ สัมผัส รับรู้และเข้าใจได้ จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการปฏิบัติมากกว่าสิ่งที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ 

หัวใจของการสร้างคนดีที่บ้านเปือย คือ การปฏิบัติ เพื่อเชื่อมโยงกระบวนการไปอธิบายมิติเชิงพุทธ  กระบวนการแบบนี้เองที่ช่วยกล่อมเกลาเด็กนักเรียนที่นี่ เป็นคนที่มี “สุข เก่ง และดี”

 Dscf5737


เรื่องราว "โรงเรียนสร้างคนดีที่โรงเรียนบ้านเปือย" ผมได้ upload วีดีโอ กิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธ ไว้ที่ http://video.google.com/videoplay?docid=-423014294381003801  สามารถเข้าไปชมกันได้ครับ

>>>

 

บันทึกต่อไป จะเล่าถึง  โรงเรียนที่ตั้งกฏเหล็กไม่ให้เด็กเอาเงินมาโรงเรียนมานานนับ ๑๐ ปี ว่าทำได้อย่างไร และสุดท้ายแล้ว กระบวนการแบบนี้มุ่งหวังอะไร ติดตามบันทึกต่อไป “ ที่โรงเรียนบ้านเปือย ไม่มีเงินก็มาโรงเรียนได้”  

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

๕ เม.ย.๕๒

นนทบุรี