ขออนุญาต ยกข้อความบางตอนจาก http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9490000054325 เนื่องจากเห็นว่าเป็นบทความที่น่าสนใจ และมีแง่คิดต่อสังคมโลกที่กำลังวุ่นวายจากปัญหาหลายๆด้าน ในขณะนี้
" ดร.วัลลภ
ปิยะมโนธรรม ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์
โครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ
อธิบายว่า ความรักเป็นเรื่องของจิตวิทยาโดยตรง
เพราะความรักเป็นสิ่งที่ทำให้คนมีความสุข มีจิตใจที่เข้มแข็ง
พร้อมที่จะต่อสู้กับปัญหา และอุปสรรคต่างๆ
ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เป็นพลังที่จะทำให้เราทำสิ่งต่างๆ
ได้อย่างมีความสุข และที่สำคัญความรักยังทำให้คนที่ถูกรัก
รู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีคุณค่าและมีความหมาย
เพราะอย่างน้อยก็ยังมีคนที่เขารักเรา
และปรารถนาจะให้เราได้อยู่กับเขาตลอดไป
ดร.วัลลภได้ยกเหตุการณ์ที่ความรักสามารถเพิ่มอายุการอยู่ต่อของผู้ป่วยได้ให้ฟังว่า
มีผู้ป่วยรายหนึ่งป่วยด้วยโรคชราที่มีโรคหลายโรครุมเร้า ทั้งโรคไต
โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ผู้ป่วยรายนี้อายุประมาณ 70 ปีเมื่อตอนพบโรคต่างๆ
แต่ก็ใช้ชีวิตอยู่ได้อีกนานและเสียชีวิตเมื่ออายุถึง 85
ปีเลยทีเดียว
ตลอดระยะเวลา 15
ปีที่คุณตาท่านนี้ใช้ชีวิตอยู่กับโรคภัยไข้เจ็บ
เป็นการใช้ชีวิตที่อบอุ่นไปด้วยความรัก
เพราะไม่ใช้ชีวิตแบบผู้ป่วยทั่วๆ ไป
สามารถนั่งรถไปเที่ยวกับลูกหลานได้ในวันหยุดแม้ตัวเองจะใส่สายออกซิเจนอยู่ก็ตาม
“สาเหตุที่คุณตาท่านนี้สามารถต่อสู้กับโรคร้ายต่าง
ๆได้อย่างมีความสุข ล้วนแต่ท่านได้รับพลังใจมาจากภรรยาผู้เป็นที่รัก
และลูกหลานทุกคน จึงทำให้ท่านรู้สึกว่าในชีวิตนี้ยังมีคนที่รักเรา
และเขาก็มีความปรารถนาจะให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ต่อ
เพราะถ้าผู้ป่วยที่มีโรคมารุมเร้าได้มากขนาดนั้น
ก็อาจจะเสียชีวิตไปตั้งแต่ 2 ปีแรกแล้ว แต่ท่านกลับสู้ได้ถึง 15 ปี
นี่ก็คือพลังของความรักโดยแท้จริง ที่สามารถบำบัด และก็เยียวยาโรคต่าง
ๆ ทำให้ชีวิตของเราสามารถดำรงต่อไปได้”
สำหรับวิธีที่สร้างความรักให้กับผู้ที่กำลังป่วย
ดร.วัลลภได้แนะนำเคล็ดลับเอาไว้3 วิธีดังต่อไปนี้คือ
1.ต้องคอยให้กำลังใจผู้ที่กำลังป่วยอยู่ว่า
พวกเราทุกคนรักเขา และต้องการที่จะให้เขาอยู่กับเราไปเรื่อยๆ
เพราะการที่เราพูดแบบนี้ จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
และทำให้อยากมีชีวิตอยู่ต่อ
ผู้ป่วยเองก็จะมีกำลังใจต่อสู้กับโรคได้
2.คอยเอาใจใส่ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
อย่าทำให้ผู้ป่วยรู้สึกโดดเดี่ยว
เพราะอาจจะทำให้เขาคิดสั้นก็ได้
3.การแสดงออกทางกายสัมผัส
เราควรที่จะแสดงออกทางกายสัมผัสกับผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นการกอด
หรือการจับมือผู้ป่วยเพื่อให้เขารู้สึกดี
เพื่อที่จะเป็นการสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับผู้ป่วยได้อีกวิธีหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม
นอกจากความรักแล้ว
การมีเพศสัมพันธ์อันเกิดจากความรักก็ถือเป็นยาขนานเอกในการบำบัดโรคได้อีกด้วย
“โรคปอด
และมะเร็งลำไส้เป็น 2 โรคที่เซ็กซ์ช่วยบำบัดได้
กล่าวคือในขณะที่คนเรามีเพศสัมพันธ์จะหลั่งสารชนิดหนึ่งที่ทำให้มีความสุข
ก็จะเป็นการคลายเครียด
และในขณะนั้นก็จะมีการเปล่งเสียงร้องเท่ากับเป็นการบริหารปอด
ทำให้กล้ามเนื้อปอดและหัวใจได้ทำงาน ทำให้ปอดนั้นแข็งแรงได้
และการมีเพศสัมพันธ์จะทำให้เราเกร็งที่บริเวณลำตัว
ในขณะที่เราเกร็งที่ลำตัวลำไส้ก็จะทำงานได้ดีขึ้นและมีการผ่อนคลาย
ซึ่งสามารถช่วยบำบัดผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งลำไส้ได้”
แต่
ดร.วัลลภก็ได้ย้ำว่าการมีเพศสัมพันธ์ข้างต้นนั้นจะต้องเป็นในรูปแบบของรักที่ไม่ผิดศีลธรรมเท่านั้น
...เห็นประโยชน์ของความรักขนาดนี้แล้ว
เราควรที่จะหันมาสนใจคนที่อยู่รอบข้าง
สร้างความรักให้อยู่กับเราไปให้นานที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
ก่อนที่จะหมดโอกาสที่จะมีความรัก
และคนที่เรารักจะจากเราไปอย่างไม่มีวันกลับมา "
กราบขอบคุณ http://www.manager.co.th
ที่ใดมีรักที่นั้นมีทุกข์
แต่ทุกข์สุขอยู่ที่ใจมิใช่หรือ
สุขหรือทุกข์ใช่จะอยู่กับเราไปตลอด
เดี๋ยวก็สุข(=ทุกข์น้อย) เดี๋ยวก็ทุกข์(=ทุกข์มาก) ครองสติไว้ให้มั่นล่ะกันนะ ;)
คุณหลาช่วยบอกแนวทางการรักษาสุขภาพให้เจ้าหน้าที่มาลาเรีย กรณีต้องทำงานประเภทบุกป่าฝ่าดงให้หน่อยซิค่ะ ว่าควรดูแลตัวเองยังงัยบ้าง เอาแบบประหยัด ถูกสุดๆ และก็ต้องปฏิบัติได้ด้วยนะค่ะ นะค่ะ
วันนี้คิดว่าประชาชนชาวไทยคงยังไม่หายปลาบปลื้มใจในพระมหากรุณาธิคุณของพ่อหลวงของเรา ที่คอยห่วงใยและดูแลลูกๆ ทั้งที่เกเรบ้าง ดื้อรั้นบ้าง เชื่อฟังในคำสั่งสอนของพ่อบ้างแล้วแต่จิตสำนึกความเป็นลูกของแต่ละคน
มาพูดถึงเรื่องวิธีรักษาสุขภาพง่ายๆ สักวิธีหนึ่งกัน คือ การดื่มน้ำ
เด็กไทยสมัยนี้คงเคยชิน (อาจบวกกับความชอบส่วนตัว ซึ่งก็น่าจะเกิดจากความคุ้นเคยของการฝึกให้ปฏิบัติครอบครัว) กับการดื่มน้ำเย็นกันส่วนมาก เพราะรู้สึกว่าดื่มน้ำเย็นทำให้ชื่นใจ (แต่อาจเข้าไปทำลายสุขภาพร่างกายโดยไม่รู้ตัว)
เมื่อร่างกายเราเหนื่อยมา มีเหงื่อออกมาก อาจเกิดจากการออกกำลังกาย อยู่ในที่อากาศร้อนเป็นเวลานาน ก็จะทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายเรานั้นสูงขึ้น และเกิดกระหายน้ำ การดื่มน้ำเย็นเกินไปเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เส้นเลือดที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารหดตัวลง เซลล์จะต้องปรับตัวและขยายตัวเพื่อดูดซึมได้จึงต้องใช้เวลานานพอสมควรในการปรับอุณหภูมิก่อนดูดซึม
จึงมักเกิดอาการจุกหน้าอกเมื่อกระหายน้ำ แล้วดื่มน้ำเย็นจัดเข้าไป ขณะที่น้ำธรรมดาที่อุณหภูมิห้อง (35 C) ร่างกายจะสามารถดูดซึมไปใช้ในระบบหมุนเวียนเลือดได้เลย
อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำยังคงให้ประโยชน์มากกว่าโทษแก่สุขภาพเรา อย่างน้อยดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้วกันนะค่ะ
ที่มา : www.bangkokbiznews.com (17 เมษายน 2549)
คุณหลายังไม่ตอบแนวทางให้เลย รออยู่นะเนี่ย
เมื่อความรักสดชื่น..ร่างกายก็พลอยสดชื่นและแข็งแรงไปด้วย อยากให้ช่วยหาวิธีลดหน้าท้องอย่างได้ผลที่สุด ให้ด้วยค่ะ เพราะตอนนี้มีปัญหามากก้บหน้าท้องตัวเองนี่แหละ ตัวก็ผอมนะแต่ว่าหน้าท้องมั่นยื่นออกมา น่าเกลียดมาก
รูปน่ารักจัง ใครอัพโหลดให้เนี่ย อยากลืมบอกเจ๊แขก กับเจ๊แหม่มให้ดูเวบน้องละ
สำหรับจนท.มาลาเรียนะคะ เราน่าจะเริ่มต้นจากการสร้างเสริมพลังภายในตัวเรา โดยการฝึกจิตใจให้เข้มแข็งสมบูรณ์ แล้วมันจะช่วยขับเคลื่อนร่างกายให้แสดงออกมาอย่างมีความสมบูรณ์ ส่งผลต่อการทำงานทุกอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าคุณจะบุกป่าฝ่าดง หรือนั่งทำงานในออฟฟิศ ขอแนะไว้เป็นแนวทางก่อนล่ะกันค่ะ
ถึง คุณลูกหมู
จริงๆ การมีหน้าท้องเยอะกับคนผอม (ก้อไม่ทราบส่วนสูงและน้ำหนักนะคะ) อาจมีหลายสาเหตุ เช่น ออกกำลังกายไม่เหมาะสม ไม่ออกกำลังกาย หรือเป็นพยาธิ(น่าจะปรึกษาผู้มีความรู้เฉพาะทาง)
1.ก่อนอื่นขอแนะนำให้คำนวณค่าดัชนีมวลกายของคุณโดยสูตร
ดัชนีมวลกาย = น้ำหนัก(กิโลกรัม) - [กำลังสองของส่วนสูง(ซ.ม.)]......ควรอยู่ในช่วง 18-25 โดยประมาณนี้ ถือว่ารูปร่างสมส่วนไม่เข้าข่ายโรคอ้วน....ไม่ต้องกังวลมากค่ะ
2.แน่นอนที่สุด การลดส่วนเกินที่ดี คือการออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร (ไม่ใช่งดนะค่ะ)
การออกกำกังกายเพื่อลดส่วนหน้าท้อง มีผู้แนะนำมาอีกที เช่น
การเล่นโยคะ การปั่นจักรยานท่านอน การยกขาสลับซ้ายขวาในท่านอน การซิทอัพ เป็นต้น ลองเลือกนำไปออกกำลังกายให้เหมาะสมกับคุณลูกหมูดูนะค่ะ ได้ผลอย่างไรก็บอกเล่าเก้าสิบมาบ้างเป็นวิทยาทานต่อค่ะ
จริงหรือเปล่าที่ว่าคนมีความรักแล้วหน้าตาจะสดชื่น สดใส นอกเหนือจากอารมณ์ดีแล้ว มีฮอร์โมนตัวไหนในร่างกายที่ช่วยให้สดชื่นอีกหรือเปล่า