เว็บศูนย์รวม "โยคะสารัตถะ"

 

สถิรํ สุขํ อาสนํ1 (๒)

 ธีรเดช อุทัยวิทยรัตน์ (ครูเละ) ; 
(ดูงานเขียนทั้งหมดที่นี่) 

อ้างอิงข้อมูลจาก ; โยคะสารัตถะ ฉ. ม.ค.'๕๒

 

          น้องนุ่งคนหนึ่งซึ่งเคยไปแลกเปลี่ยนเรื่องการฝึกอาสนะกับผมอยู่พักใหญ่ เป็นอดีตดีเทลยามือฉมัง ซึ่งลาออกจากงานเมื่อสามปีก่อนเพราะรู้สึกอิ่มตัวกับอาชีพที่ทำอยู่ อีกทั้งรู้สึกหน่ายกับสังคมที่ต้องแข่งขันกันในแวดวงของคนทำอาชีพนี้
          ระหว่างที่ครุ่นคิดว่าจะเลือกเดินต่อไปบนเส้นทางชีวิตแบบใดดี ที่ทั้งพอจะเลี้ยงชีพได้ ขณะเดียวกันก็ได้เกื้อกูลสังคมไปด้วย เธอนึกถึงประสบการณ์ที่เคยฝึกอาสนะมาก่อนหน้านี้ และพบว่ามีส่วนช่วยให้สุขภาพดีขึ้น ทำให้ฉุกคิดว่าการแนะนำการฝึกอาสนะให้คนอื่นๆ อาจเป็นวิถีที่เธอกำลังแสวงหาอยู่ก็เป็นได้
          เธอจึงหันมาศึกษาโยคะอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการปฏิบัติธรรม เข้าคอร์สสุขภาพ และเป็นอาสาสมัครช่วยงานค่ายเยาวชนของรุ่นพี่ที่รักนับถือกัน กลับจากค่ายคราวใด รอยยิ้มที่มักประดับอยู่บนใบหน้าเรียวยาวของเธอ ดูจะสดใสเบิกบานมากขึ้นทุกครั้งไป
          หลังจากศึกษาโยคะอย่างจริงจังอยู่ราวสองปี เธอจึงรับสอนโยคะแบบกึ่งๆ อาสาสมัคร คือไปสอนตามองค์กร บริษัทหรือหน่วยงานบางแห่ง โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าวิทยากรบ้าง ค่าเดินทางบ้าง และมีอีกมากครั้งที่สอนเป็นวิทยาทานโดยไม่มีค่าตอบแทน
          อาศัยว่าพอมีเงินเก็บสะสมจากสมัยที่ทำงานบริษัท จึงทำให้อยู่ได้โดยไม่เดือดร้อนเรื่องการยังชีพ
          วันหนึ่งเธอเล่าให้ผมฟังว่าเพื่อนสนิทในบริษัทที่เธอเคยทำงานอยู่ โทรศัพท์มาชวนให้กลับไปทำงานที่นั่นอีกเพราะมีตำแหน่งว่าง ทว่าเธอปฏิเสธอย่างหนักแน่น เพราะรู้สึกว่าตอนนี้ชีวิตลงตัวและมีความสุขดีอยู่แล้ว
          หลังจากคะยั้นคะยอด้วยความหวังดีอยู่นาน เธอยังคงยืนยันขันแข็งที่จะเลือกเดินบนวิถีที่ทำอยู่ สุดท้ายเพื่อนจึงทิ้งไพ่ตายว่า แต่ชีวิตที่เธอกำลังดำเนินอยู่นั้นไม่มั่นคงเลยนะ
          พลันที่คำว่ามั่นคงประทับเข้าไปในสมองของผม โศลกที่ว่าด้วยอาสนะในปตัญชลีโยคสูตรก็ผุดขึ้นมาในใจ

"สถิรํ สุขํ อาสนัม"

          ก่อนหน้านี้ผมเคยตกผลึกทางความคิดเรื่องคุณสมบัติของอาสนะที่ประกอบด้วยสถิระและสุขะ ว่าเป็นคุณสมบัติที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ซึ่งผู้ฝึกอาสนะจะต้องค้นให้พบความกลมกลืนระหว่างคุณสมบัติทั้งสอง จนทำให้ผมเคยเปรียบเทียบคุณสมบัติทั้งสองว่าเป็นประดุจปีกสองข้างของนก
          นกโบกบินไปบนท้องฟ้าด้วยปีกสองข้างฉันใด การทำอาสนะก็ต้องอาศัยคุณสมบัติของสถิระและสุขะฉันนั้น
          หลังจากนั้นผมก็เกิดมุมมองใหม่ในเรื่องสถิระและสุขะอีกครั้ง ระหว่างที่ฝึกอาสนะในเช้าวันหนึ่ง จู่ๆ ผมพลันรู้สึกว่า เอาเข้าจริงแล้วสถิระและสุขะ - หรืออีกนัยหนึ่ง - ความนิ่งและการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ หาใช่คุณสมบัติหรือสภาวะสองสภาวะที่แยกขาดจากกันไม่
          หากแต่เป็นสภาวะของตัวเราที่สัมพันธ์กับมิติของสถานที่ ณ ห้วงเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีลักษณะหรือขั้วตรงกันข้ามสองแบบ
          ขั้วหนึ่งคือการนิ่งหรือค้างอยู่ในอิริยาบถหรือท่วงท่าหนึ่งๆ ส่วนอีกขั้วหนึ่งคือการเคลื่อนไหวไปมา(อย่างอิสระหรือสบาย) หรือจะบอกว่าขั้วหนึ่งคือความตื่นตัว(สถิระ) ส่วนอีกขั้วหนึ่งคือการผ่อนคลาย(สุขะ)ก็ได้2
          ทว่าวันนั้นหลังจากฟังเรื่องราวของเธอ โดยเฉพาะเมื่อได้ยินคำว่า "มั่นคง" ผมพลันฉุกคิดว่าคุณสมบัติที่เรียกว่าความมั่นคง(สถิระ)และความสบายหรือความสุข(สุขะ) หาได้จำกัดเฉพาะในเรื่องของอาสนะเท่านั้นไม่
          หากยังสามารถเอามาปรับใช้หรืออธิบายความเป็นไปหลายอย่างในชีวิตได้
          อย่างในกรณีของน้องคนนี้ สมัยที่ทำงานเป็นดีเทลยาผู้มากความสามารถ ทำให้มีรายได้ค่อนข้างสูง จึงถือได้ว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงโดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่เอาแน่ไม่ได้เช่นนี้
จะบอกว่าชีวิตในช่วงนั้นหนักไปทางสถิระก็ว่าได้
          แต่หลังจากทำงานมาหลายปี เธอคงรู้สึกมากขึ้นว่าความเป็นอิสระ(สุขะ)กลับค่อยๆ หดแคบลงทุกที - อย่างน้อยก็ความรู้สึกทางใจบางอย่าง เช่น บรรยากาศของการแก่งแย่งแข่งขัน หรือความรู้สึกกังขาและสับสนว่า ความหมายของชีวิตจำกัดอยู่เพียงเรื่องของการทำอาชีพการงานเพื่อให้ได้เงินทองมากๆ เท่านั้นหรือ
          กระทั่งถึงจุดหนึ่งที่ความมั่นคง(สถิระ)ในอาชีพการงานและเงินทอง กลายเป็นกำแพงที่บีบรัดจนขาดอิสระ(สุขะ) ทางจิตใจ พูดอีกอย่างว่าความมั่นคงหรือความนิ่งเกินไปทำให้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไปไหนไม่ได้อย่างอิสระ จนสุดที่จะทนต่อไปได้ เธอจึงตัดสินใจสลัดความมั่นคงที่มีอยู่ทิ้งไป เพื่อไปหาสุขะหรืออิสระที่เลือนหายไปทุกขณะ
          ถึงวันนี้ หากจะตีความจากความหมายของโศลกที่ว่า "สถิรํ สุขํ อาสนัม" ในมิติของชีวิต น่าจะพูดได้ว่าน้องคนนี้ค่อนมาทางสุขะมากกว่าสถิระ คือมีความสุขและมีอิสระกับเส้นทางของชีวิตที่เลือก ได้ทำสิ่งที่เติมเต็มความรู้สึกของตัวเองโดยเฉพาะการได้แนะนำสิ่งดีๆ ที่เธอพานพบให้กับคนอื่นๆ โดยได้รับค่าตอบแทนบ้างตามสมควร บวกรวมกับเงินทองที่สะสมมาสมัยทำงาน สถิระในมิติของการกินการอยู่จึงเป็นคล้ายๆ เศรษฐกิจพอเพียง
          กระนั้นก็ตาม หากเงื่อนไขในชีวิตของเธอเปลี่ยนไป เช่น เกิดเธอแต่งงานมีครอบครัว โดยเฉพาะถ้ามีลูก ก็จะต้องมีความจำเป็นบางอย่างเพิ่มเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นค่ากินค่าอยู่ ฯลฯ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะสำหรับส่งเสียให้ลูกเล่าเรียน อย่างน้อยจนกว่าลูกของเธอโตพอที่จะรับผิดชอบตัวเองได้
          เมื่อตัวแปรของชีวิตเปลี่ยนไป ความสมดุลระหว่างสถิระและสุขะที่เคยโน้มเอียงไปทางสุขะ(อิสระ) คงต้องถูกปรับให้เอนกลับมาสู่สถิระมากขึ้น ขั้นต่ำสุดคือหลักประกันในทางวัตถุปัจจัยเพื่อการดำรงชีวิตที่มากกว่าชีวิตของตัวเองเพียงลำพัง
          ตอนที่ตกผลึกทางความคิดเรื่องสถิระและสุขะในมิติของอาสนะ ผมประจักษ์ว่าสถิระและสุขะเป็นสภาวะคนละขั้วที่ไม่หยุดนิ่งตายตัว ซึ่งผู้ฝึกอาสนะจะต้องหาความสมดุลระหว่างขั้วหรือสภาวะทั้งสองนี้ในแต่ละอาสนะ อิริยาบถ หรือกระทั่งวัยของผู้ฝึก
          ดังที่เคยยกตัวอย่างว่า การฝึกอาสนะในท่ายืนเป็นท่าที่อาจไม่สบายนักโดยตัวมันเอง เมื่อเทียบกับท่านอน เราจึงต้องค้นหาความสบายหรือสุขะในท่ายืน
          หรือคนที่เลยวัยเกษียณไปแล้ว การฝึกท่าที่หักโหมอาจไม่ทำให้รู้สึกเป็นสุขและมั่นคงเท่าไร โดยเฉพาะในทางร่างกาย ในทางกลับกันหากให้เด็กในวัยอนุบาลหรือชั้นประถมมานั่งนิ่งๆ ในท่าดอกบัว คงมีน้อยคนที่จะนั่งได้นิ่งๆ (สถิระ) แม้ว่าร่างกายจะสบายเพียงไร
          ยิ่งเมื่อเห็น "สถิระ สุขะ" ในมิติของชีวิต ทำให้ยิ่งรู้สึกว่าสถิระและสุขะหาใช่สภาวะที่หยุดนิ่งตายตัวไม่ ทว่าเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขปัจจัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัย (เช่น วัยเด็กจะไม่ค่อยคิดถึงสถิระหรือความมั่นคงในชีวิต เพราะมีพ่อแม่คอยเลี้ยงดู เป็นต้น) ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ สถานภาพ อาชีพ ฯลฯ
          ไม่ต้องพูดถึงคนที่มาจากภูมิหลังของครอบครัวที่ไม่เหมือนกัน หรือมีมุมมองเกี่ยวกับชีวิตที่แตกต่างกัน มาตรฐานของความมั่นคงและความสุขย่อมแตกต่างกัน
          ปัญหาน่าจะอยู่ที่การค้นให้พบความสมดุลระหว่างความมั่นคง(สถิระ)กับความสุข(สุขะ)ภายใต้เงื่อนไขหรือสภาวะที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะในคนๆ เดียวกันหรือคนละคน
          ผมอดคิดต่อไปไม่ได้ว่า โศลกในโยคะสูตรที่ว่า "สถิรํ สุขํ อาสนัม" นั้น ไม่แน่ว่ามหามุนีปตัญชลี อาจมีเจตนาชี้แนะให้เราค้นให้พบความสมดุลที่ลงตัวระหว่างความมั่นคงและอิสระ(ซึ่งก็คือทวิลักษณ์หรือขั้วตรงกันข้ามแบบหนึ่งนั่นเอง)
          ทั้งในการฝึกอาสนะทุกๆ อาสนะและในเส้นทางเดินของชีวิตก็เป็นได้

ออกเสียงว่า "สะ ถิ รัม - สุ ขัม - อา สะ นัม"
2 ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นนี้ได้จากคอลัมน์ "โยคะวิถี" ใน "โยคะสารัตถะ" ฉบับก่อนหน้านี้

 


 


ภายใต้มูลนิธิหมอชาวบ้าน

2220/101 ซอยรามคำแหง 36/1  ถนนรามคำแหง  แขวงหัวหมาก  
เขตบางกะปิ  กรุงเทพฯ  10240  
โทรศัพท์  02-732-2016 - 17, โทรสาร 02-732-2811 มือถือ 081-401-7744 ; 
E-mail: [email protected] ; www.thaiyogainstitute.com

 .....