ในเรื่องขององค์รวม ผู้สูงอายุท่านมองเป็นองค์รวมกว่าเราเยอะ

 

ตบท้ายการเล่าเรื่องกิจกรรมในผู้สูงอายุ ก็คือ เรื่องเล่าจากคุณหมอลลนาค่ะ เธอมาจาก สสจ.ลำปาง เพราะว่า งานทันตสาธารณสุข ใน สสจ. ไม่ได้ทำแต่เรื่องผู้สูงอายุ สสจ. ก็รับงานอยู่หลายด้านเหมือนกัน แล้ว สสจ.บริหารจัดการอย่างไร มาฟังในแง่มุมของลำปางกันค่ะ

คุณหมอลลนา หรือหมอป๊อบ ได้เล่าว่า

ผู้สูงอายุของลำปาง เมื่อปี 2552 ก็ร้อยละ 14 ปี 2551 เป็นร้อยละ 14.3 และปี 2552 ก็เป็นร้อยละ 14.4 คงจะเพิ่มขึ้นหลายๆ อำเภอ เพราะว่าอย่างของแม่พริก ก็ร้อยละ 15 เข้าไปแล้ว

ในเรื่องของช่องปาก มีฟันคู่สบฟันหลัง 4 คู่ขึ้นไปร้อยละ 58.2 ซึ่งรวมฟันแท้กับฟันเทียมด้วย ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลจากการสำรวจ ไม่ใช่จากการสุ่มสำรวจ ข้อมูลจึงอาจไม่ใช่ตัวแทนจริงๆ

ในเรื่องของผู้สูงวัย เนื่องจากปัญหาในช่องปากเรื่องการสูญเสียฟันทั้งปาก ซึ่งก็มีแนวโน้มที่จะสูญเสียฟันเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ถ้าเราไม่มีฟัน เราก็ต้องทำฟันปลอมต่อไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ความคาดหวังในเรื่องของสุขภาพช่องปาก อันที่หนึ่ง คือ เคี้ยวได้ อันที่สอง ต้องช่วยชะลอ หรือลดการสูญเสีย ไม่ให้ต้องเสียฟันเพิ่ม และคนไหนที่ฟันดีแล้ว คงต้องคงสภาพช่องปากดีไว้ตลอดชีวิต สุดท้ายก็คือดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองได้

กองทันตสาธารณสุขก็เลยเอาเรื่องของความคาดหวังมา ทำโครงการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ และจังหวัดลำปาง ก็เป็นจังหวัดที่ว่าง่าย บอกให้ทำอะไรก็ทำหมด นั่นก็คือ

  • เพื่อให้มีฟันใช้เคี้ยวได้เหมาะสม ก็ได้จัดทำโครงการฟันเทียมพระราชทาน
  • เพื่อลดการสูญเสีย ก็เลยทำโครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก ตามชุดสิทธิประโยชน์
  • และเพื่อคงสภาพช่องปากที่ดีไว้ตลอดชีวิต หรือดูแลสุขภาพช่องปากตนเองได้ ก็ได้ทำโครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากในชมรมผู้สูงอายุ

ในเรื่องแรก ของการบริหารจัดการ อันแรกคือ ธรรมชาติของจังหวัดลำปาง สสจ. เป็นแกนของ รพช. เพราะฉะนั้น ที่กองบอกว่า ทำอะไรให้บอก ก็ถูกต้องแล้ว เพราะว่า ส่วนหนึ่งเรามีความหลากหลายของทันตแพทย์ บางคนก็เป็นพี่ใหญ่ที่บอกปุ๊บรู้เรื่องปั๊บ ในขณะที่น้องๆ บางคน ก็ต้องบอกแนวทางที่ค่อนข้างละเอียด หรือบางโครงการ ก็ต้องทำ template ให้ แล้วไปทำรายละเอียดกันเอง สสจ. จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ค่อนข้างมาก และกำหนดแนวทางการดำเนินงาน จากบางครั้งที่แนวทางของกองฯ เราก็จะมาพูดกันในจังหวัดว่า แบบนี้ได้ไหม เราจะปรับอย่างไร ก็จะได้เป็นแนวทางการดำเนินงานของจังหวัดลำปางออกมา

ในส่วนของฟันเทียมพระราชทาน เราก็มีหน้าที่รวบรวมรายงาน รายงานผลการดำเนินงาน รวมทั้งจัดสรรงบประมาณ ซึ่งปี 2552 ค่อนข้างจะเป็นอิสระเรื่องการจัดสรรงบประมาณ เพราะงานเริ่มเข้าไปสู่ระบบปกติแล้ว อีกอันหนึ่งก็คือ เรื่องของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งมีอยู่ได้ตลอดเวลา

Presenter ของพี่นัน ที่ใส่ฟันเทียมพระราชทานค่ะ

ส่วนโครงการสิทธิประโยชน์ฯ เราก็เอาแนวทางของกองฯ มาแล้วมาปรับกัน โดยที่พอกองฯ บอกว่า โครงนี้จะมีเรื่องของการให้ค่าตอบแทนของผู้ให้บริการ ขูดหินน้ำลาย เคลือบฟลูออไรด์ ค่าตรวจ เราก็เขียนโครงการของบ PP ของจังหวัด ในปี 2551 เราได้งบฯ เราก็หาเงินให้ รพ.ทำ เป็นแรงจูงใจ แล้วก็ติดตาม รวบรวมรายงานผลการดำเนินงาน

เป้าหมายของโครงการนี้ คือ ลดการสูญเสียฟัน ปีแรกที่ทำ คือ กำหนดคร่าวๆ ว่า อำเภอละ ตรวจอย่างน้อย 60 แล้วถามอำเภอว่า ทำไหวหรือเปล่า เพราะว่าจะมีตรวจ ขูดหินปูน ทาฟลูออไรด์ด้วย แล้วสุดท้ายก็คือ ทำได้ตามระบบ ... คือ มันเพิ่มจากการที่ผู้สูงอายุเดินเข้ามาในคลินิก และบอก Chief complaint ให้เราทำแล้ว ... แต่เป็นการดูตาม Chief complaint ก่อน แล้วตรวจให้ละเอียด และบอกท่านว่า มีความจำเป็นที่จะต้องทำในเรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้สุขภาพช่องปากของท่านดี รวมทั้งการสูญเสียฟัน ท่านจะร่วมโครงการกับเราไหม เราก็ทำให้

อีกอันหนึ่งที่เราพูดถึงในจังหวัด ก็คือ ต้องมีเรื่องของการจัดระบบบริการ บางที่ก็จะกำหนดวันเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ ก็จะแล้วแต่แต่ละโรงพยาบาลที่จะไปคุยกับ OPD กับกลุ่มเวชฯ ว่า จะทำอย่างไรกัน พอทำไปแล้ว 1 ปี เราก็มาคุยกันว่า เป็นผลจากการ ลปรร. กับเขาว่า เราจะทำอย่างไรกันต่อไปสำหรับโครงการนี้

ก็มีเพื่อนเสนอมาว่า ศูนย์เด็กเราก็ออก โรงเรียนเราก็ออก ทำไมแค่ชมรมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นอะไรที่ง่ายๆ เราจะออกไม่ได้ ... แต่อย่างไรก็ดี ก็ต้องไปถามน้องๆ ว่า เจ้าทำไหวหรือไม่ เราก็เอาอย่างนี้แล้วกัน คือ เอา minimum ก่อนว่า อย่างน้อยก็เป็นการตรวจสุขภาพช่องปาก และให้ความรู้ผู้สูงอายุ ตำบลละ 1 ชมรมก่อน

อันนี้มี hidden นิดหนึ่งว่า บางที ถ้าเราเลือกไปที่ชมรมผู้สูงอายุที่ดูจะมีศักยภาพแล้ว เราก็จะสามารถหาชมรมผู้สูงอายุช้างเผือก เข้าไปทำเรื่องของการส่งเสริมสุขภาพช่องปากในชมรมต่อได้ด้วย เพราะว่าอันนี้คือ การเปิดประตูเข้าไปหาเขาด้วย ... แต่ว่า ตอนนี้ก็เหมือนกับเราดูแค่ฟัน และเนื้อเยื่อรอบๆ เท่านั้นเอง เรายังขาดเรื่องสุขภาพเรื่องอื่นๆ อีกเยอะ ... ก็นั่งคุยกับเพื่อนว่า เราจะทำอย่างไรดี จริงๆ ในเรื่องของการตรวจ ไม่ได้ใช้เวลาเยอะ แค่เราตรวจดูส่วนอื่นๆ รอบๆ แต่ว่า อาจจะต้องมีแผนต่อไปว่า ถ้าเราจะพัฒนาศักยภาพในการตรวจเนื้อเยื่อรอบๆ ฟันด้วย ก็ต้องขอการสนับสนุน ให้เราได้ confirm ความรู้กันอีกนิดหนึ่ง เราอาจจะช่วยผู้สูงอายุอีกหลายๆ ท่าน ตรวจรอยโรคร้ายก่อนที่จะเกิดรุนแรงได้ด้วย โดยการปรับแบบฟอร์มการตรวจเพิ่มเติม

พอมางานนี้ ผู้รับผิดชอบเริ่มมีมากขึ้น ก็คือ มีคนที่ดูเรื่องโรคทางระบบด้วย ซึ่งบางพื้นที่ที่ชมรมผู้สูงอายุเข้มแข็งจริงๆ ในส่วนของการเป็นโรคทางระบบนี้ ชมรมก็จะทำได้ จะมีเครื่องวัดความดัน เครื่องเจาะน้ำตาลในชมรม บางชมรมก็หางบฯ ซื้อเอง

โครงสุดท้าย ก็คือ การส่งเสริมทันตสุขภาพผู้สูงอายุ ซึ่งกระจายกันไปค่อนข้างเยอะในจังหวัด ตอนนี้สมัครกันเลยว่า เราทำดีไหม และพอเริ่มทำแล้ว ทันตแพทย์หลายๆ รพ. รู้สึก happy มากกับการทำงานกับผู้สูงอายุ ... ข้อแรกเลย คือ ได้เรียกตัวเองว่า หนู พี่ๆ หลายคน เป็นรุ่นพี่ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด พอมาประชุมกันในทันตบุคลากร เรียกตัวเองว่า พี่ แต่พอไปทำงานชมรมผู้สูงอายุแล้ว เป็นหนู จะดูเด็กขึ้นทันที นี่เป็นข้อดีอันที่หนึ่ง อันที่สองคือ พอไปทำแล้ว ได้รับความร่วมมือจากผู้สูงอายุ ค่อนข้างมาก เพราะว่าเขาพร้อม

เราก็มากำหนดแนวทางการดำเนินงานกัน จัดหางบประมาณ โดยที่ตอนแรกเราได้จากกองฯ คือ สนับสนุนงบประมาณให้ทางชมรม พอปี 2551 เราก็ defend งบฯ จังหวัดไปพร้อมๆ โครงสิทธิประโยชน์ และการเลือกพื้นที่ ... ดูหลายอย่าง ก็คือ อันที่หนึ่ง เราไปถามฝ่ายส่งเสริมดูว่า ชมรมผู้สูงอายุ ชมรมไหนบ้างที่เข้มแข็ง เพื่อที่จะได้เป็น choice ให้พื้นที่ไปเลือกว่า ขอกำลังใจก่อน ถ้าเข้มแข็งน่าจะไปได้ดี อันที่สอง คุยเรื่องทีมงาน อย่างแจ้ห่ม สังเกตว่า เปลี่ยนทันตแพทย์มาเยอะมาก แต่งานของเราไปได้ดี เพราะว่าระบบมันวางไปแล้ว โดยที่มีพี่นันทริกา เป็นผู้อำนวยการ เหมือนเรามี seven เราก็เปลี่ยนคนขายไปเท่าไร แต่ระบบของเรายังอยู่ ประมาณนั้นนะคะ

และในเรื่องขององค์รวม ผู้สูงอายุท่านมองเป็นองค์รวมกว่าเราเยอะ

เรื่องการเลือกพื้นที่ ปีแรกๆ เลือก 2 พื้นที่ ปีถัดๆ มาเราก็อยากให้ทำ เราก็ใช้วิธีโทรไปถามก่อนว่า ทำไม๊ ดีนะ บอกว่า คนอื่นเขาก็ทำกัน เพราะฉะนั้น หลายๆ คนเขาก็อยากทำ

อีกอันหนึ่ง บทบาทของ สสจ. คือ เรื่องของการสนับสนุน ติดตาม กระตุ้น

อันสุดท้าย เรื่องที่สำคัญ คือ การ ลปรร. เรา ลปรร. กันทั้งในเวทีของทันตบุคลากร จากการประชุมทุก 3 เดือน เราก็ประชุม ลปรร. ในเรื่องของชมรมผู้สูงอายุโดยเฉพาะด้วย ตรงนี้มีประโยชน์มาก ก็คือ มันได้แลกกันจริงๆ เราสามารถเก็บสิ่งดีดี ของพื้นที่อื่นๆ มาทำได้ อันที่สอง มันเกิดการแข่งขันแบบไม่รู้ตัว ว่าตรงนั้น เขาทำได้ ทำไมเราถึงทำไม่ได้ ประมาณนี้

เพราะว่า เขามีศักยภาพ เขาว่าง แล้วก็มีอะไรดีดีในตัวเยอะ ไม่จำเป็นต้องเป็นข้าราชการเกษียณ

คนที่มาทำงานในชมรมผู้สูงอายุ ก็เหมือนกับที่เราเป็นเด็กกิจกรรม ... เขาจะมีศักยภาพ แล้วถ้าเราเชื่อว่า เขาทำได้ และเราทำให้เขาดูว่า เราเชื่อว่าเขาทำได้ พอเราใส่ไปนิดหนึ่ง ก็จะไปเยอะเลยละคะ อย่างเช่น ของแจ้ห่ม จากการสอนอ่านเรื่องตรวจฟันกันเอง ตอนแรกใช้ปากกาจิ้มก่อน ใช้ปากกาจิ้มเข้าไปในปาก แล้วก็เอามาจดด้วย ตอนหลังก็เริ่มรู้แล้ว ว่ามันไม่สะอาด เขาก็เปลี่ยนเป็น cotton bud แล้วก็พัฒนามาเป็นเรื่องของการย้อมสีฟัน แล้วก็ไปเรื่อง ใช้ความรู้ผ่านเสียงตามสาย กระจายไปเรื่อยๆ โดยที่เขาคิดกันเอง

บทบาทของเรา ก็คือ ผู้สนับสนุนให้กำลังใจ และอาจจะพอทำไปแล้ว อย่าง สสจ. เองก็ต้องมีข้อมูลด้วยว่า ถ้าไปดูงาน อยากดูเรื่องนี้ต้องไปที่ไหน

ผลก็คือว่า ตอนนี้ชมรมของจังหวัดลำปางมีประมาณ 1,000 ชมรม ทำไปได้ปีที่แล้ว 13 ชมรมจาก 11 อำเภอ จังหวัดลำปางมี 13 อำเภอ ซึ่งปีนี้อีก 2 อำเภอก็พยักหน้าแล้ว ดูแล้วเมื่อกี้พี่นัน ก็พูดขยายไปอีกหลายอำเภอ ซึ่งของเรายังไม่ได้เก็บข้อมูลกันเลย มันขยายได้

หลักการก็คือ จุดประกาย ขยายความคิด ... ไปบอกเขา เพราะว่าเขาไม่เคยรู้ บางทีไปบอกเขาจะได้รับคำตอบกลับมาว่า ทำไมหมอเพิ่งมา ฟันลุงหลุดไปหลายซี่แล้ว ทำไมหมอเพิ่งมา ช้าไปหรือเปล่า ประมาณนี้ ... พอเขารู้แล้ว เขาก็พร้อมที่จะทำ บางคนอาจยาก เพราะต่างคนต่างก็มีภูมิหลังที่ต่างกัน แต่ว่าใช้เวลา แล้วก็จะเกิดเอง ... เป็นการ empowerment กลายๆ ซึ่งเราต้อง empower เจ้าหน้าที่ด้วย เพราะว่า ตอนนี้ทันตบุคลากรรุ่นหลังๆ ก็จะออกไปในชุมชนมากขึ้นแล้ว ไปทีแรกๆ อาจท้อ ก็ให้กำลังใจกันว่า ทำได้ ถ้าทำไม่ได้ เราถามอำเภอนี้ไหม ทำยังไง เราก็เป็นศูนย์รวมข้อมูลนิดหนึ่ง ว่าตรงนี้ เขาทำยังไง ตรงนั้น เขาทำยังไง บางทีเขาอาจจะไปดูงานกันเองก็ได้

เรื่องของการมีส่วนร่วมก็สำคัญ ผู้สูงอายุถ้ามีส่วนร่วม เขาทำแน่นอน

และเรื่องของความต่อเนื่อง สม่ำเสมอ อันนี้ ทันตบุคลากรจะมีจุดอ่อน เพราะว่า ทำงานข้างเก้าอี้เยอะ ถ้าได้อย่างพี่นันเยอะๆ ตรงนี้ คลอดแน่นอน

ที่บอกว่า เราจะให้ทำในส่วนสุขภาพช่องปาก ก็คือ การให้ความรู้ 1 ตำบล 1 ชมรม ปีนี้รวมกันก็เป็น 100 ก็คาดว่า ใน 100 ก็จะได้ชมรมที่เพิ่มขึ้น ในเรืองของการส่งเสริมทันตสุขภาพในชมรมผู้สูงอายุ

เริ่มแรก เขาดูแลตัวเองได้ก่อน แล้วก็ไปที่อื่น ไปศูนย์เด็ก ไปโรงเรียน ซึ่งจะแล้วแต่ว่า เขาคิดตรงไหน และแล้วแต่ว่าเราจะให้ข้อมูลเขาอย่างไร เขาก็จะคิดประมวลผลเอง

คนที่เป็นครู ก็บอกว่า ครูจะสอน ก็จะมีครูไปสอนในวัด

จะมีเรื่องของเพื่อนช่วยเพื่อน เขาก็ไปดูปากด้วย คือ เราไป ทันตบุคลากรพูดเรื่องฟันจริงๆ แต่ผู้สูงอายุองค์รวมกว่าเราเยอะ เขาดูหมด

อีกอันหนึ่งที่สำคัญ คือ เขาหาเงินเองได้ด้วย สรรหาทรัพยากรเองได้ และขยายออกไปได้ โดยที่เราไม่คาดฝันด้วย ... เท่าที่ดู ฟันเทียมเป็นจุดเล็กๆ เท่านั้น เพราะว่า เราทำได้นิดเดียว ส่งเสริมป้องกัน ถ้าเราคล่องในเรื่องของการตรวจในระบบ ดีดี น่าจะเร็วกว่านี้

สุดท้าย คือ ผู้สูงอายุที่ต้องการ ก็คือ

  • อันที่หนึ่ง คือ ผู้สูงอายุสามารถเข้าสู่บริการได้ คือ ถ้าเราทำโครงการชุดสิทธิประโยชน์ดีดี วางระบบดีดี
  • ดูแลอย่างต่อเนื่อง คือ ถ้าคนที่อยู่ในชมรม คนที่มาเราดูแลได้ในตอนนี้ แต่คนที่นอนติดอยู่ที่บ้าน ต้องมานั่งคิดแล้วว่า เราจะวางระบบกับคนที่นอนอยู่ที่บ้าน ที่ไม่เดินเข้ามาหาเราได้อย่างไร
  • เรื่องขององค์รวม มีเครื่องหมายคำถาม (??) 2 อัน เพราะว่า เราเป็นทันตบุคลากร มองหน้าคนก็มองปากก่อน มองฟันก่อน ถ้าเป็นหมอ Perio ก็มองเหงือกก่อน ... ทำยังไงให้เราจะมององค์รวมได้ ... เพราะว่าตอนนี้กำลังสับสนอยู่ว่า จะนำไปด้วย งานส่งเสริมสุขภาพโดยรวม แล้วมององค์รวม แล้วมีทันตฯ เข้าไปสนับสนุน หรือว่า ทันตฯ พุ่งไปก่อน เอาแต่ทันตสุขภาพ ช่องปาก ก่อน แล้วค่อยขยายไปองค์รวม อันนี้มันขึ้นอยู่กับ พื้นที่ว่า แบบไหนได้ ซึ่งเขาไปได้ทั้ง 2 อัน ซึ่งพอดูแล้ว พอไปถึงตัวผู้สูงอายุ ก็กลับเป็นองค์รวมได้ ... เพียงแต่ว่า ทันตบุคลากรก็ต้องพยายาม เพราะว่า ทันตแพทย์พูดกันคน อื่นไม่ค่อยรู้เรื่อง ถ้าอยู่แต่ในห้อง ต้องพยายามที่จะออกไปข้างนอกห้อง แล้วมองเรื่องอื่น ด้วย คนอื่นจะมาช่วยเรา
  • เรื่องของบริการอย่างผสมผสาน เกิดได้แน่ เพราะว่าเรามีเรื่องของการ screen ก่อนตรวจอยู่แล้ว ทำได้
  • เรื่องของการประสานการดูแล เราต้องไปดูอีกว่า ตกลงมีใครดูแล ผส. อีกบ้าง คนที่บ้านดูแลไหม อบต. เขาดูแลอย่างไร มีใครเกี่ยวข้องบ้าง อาจต้องประสานกัน มากขึ้น
  • แล้วก็สุดท้ายเรื่องการเสริมพลังชุมชน ตอนนี้ที่ จ.ลำปาง ทำก็คือ มุ่งเน้นแค่ที่ชมรมผู้สูงอายุ เรายังไม่ก้าวออกไปจากตรงนี้สักเท่าไร ถ้าเรามองคนที่เป็น partner ให้เขาเข้ามาร่วมได้ และเรา empowerment ให้เขามาร่วมได้ น่าจะขยายได้ดีกว่านี้

นี้เป็นจินตนาการ ที่จะต้องกลับไป แล้วค่อยๆ ไปนั่งไล่ดูว่า เราจะปฏิบัติกันอย่างไร ซึ่งถ้าเราสามารถทำให้ทุกอย่างให้ต่อกันได้ น่าจะ OK กัน

รวมเรื่อง สุขภาพช่องปากที่สัมพันธ์กับโรคทางระบบ