ตอนแรกตั้งใจจะเขียนต่อเรื่อง หลักสูตรใหม่ แต่ดูจากกระแสแล้ว ไม่อยากเข้าไปสู่วังวน หรือถูกใครบางคนมาจัดกลุ่มว่า "เราคือกลุ่มที่เห็นด้วย" กับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เนื่องจากกระแสที่ออกมามีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เอาเป็นว่า ขอเป็นกลางก็แล้วกัน (สีขาว) นั่นก็คือยุติการสะท้อนเรื่องหลักสูตรใหม่
ช่วงนี้เป็นเทศกาลปอยส่างลอง งานบุญที่ยิ่งใหญ่ของชาวไต ทำไมถึงเรียกว่างานบุญที่ยิ่งใหญ่ มีสิ่งสนับสนุนคำตอบนี้อยู่ 3 ประการ คือ
ประการที่ ๑ เป็นงานที่เจ้าภาพรอคอยมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ลูกชาย หลานชายเพิ่งคลอดออกมา รอจนเด็กน้อยมีความพร้อมที่จะเข้าบวชเรียนได้ ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อยก็ไม่น่าจะตำกว่า 8 ปี หรือมากกว่านั้น
ประการที่ ๒ เป็นงานที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก บางคนเก็บหอมรอมริบมาเป็นเวลาหลายปี เพื่อนำมาใช้จ่ายจนหมดสิ้นไปภายในเวลา 3-5 วัน
ประการที่ ๓ เป็นงานที่เกิดจากแรงศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ผู้เป็นเจ้าภาพจะรู้สึกอิ่มบุญจนนำตาไหล สูญเสียเงินไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย
เมื่อใกล้เทศกาล หรือระหว่างเทศกาล หลายคน หลายองค์กร แม้กระทั่งสื่อต่างๆต่างก็มาสัมภาษณ์ผมเพื่อให้ทัศนะ ให้ความเห็น ทั้งด้านบวก และด้านลบ ในฐานะที่เป็นภูมิปัญญาไต ที่รู้เรื่องดี เห็นมาก็มาก อะไรทำนองนั้น เราก็ตอบไปแบบบัวไม่ให้ชำนำไม่ให้ขุ่น หลายคนมาบอกให้ผมช่วยต่อต้านไม่ให้นำวัฒนธรรมของภาคกลางมาปะปน เช่น การเรียกขวัญนาคแบบไทยกลางโดยไวพจน์ เพชรสุพรรณ ทศพล หิมพานต์ เป็นต้น ผมไม่สามารถฟันธงได้ว่าผิด หรือ ถูก เพราะ "วัฒนธรรมย่อมมีการเปลี่ยนแปลง" และที่สำคัญสังคมมนุษย์จะมีการหลอมรวมทางวัฒนธรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป มาวันนี้มันถึงเวลาแล้วไง แม้แต่เรื่องของดนตรี คาราโอเกะ ในวันรับแขกของงานไม่ควรจะมี ขอให้อาจารย์เกช่วยประชาสัมพันธ์ให้ด้วย เราก็พูดได้แต่เพียงว่า ขอให้ช่วยกันอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของชาวไตเพื่อลูกหลานเราในอนาคต ขอให้จัดบรรยากาศแบบไตๆ แต่...เชื่อไหม ไม่มีใครห้ามได้เพราะมันคือ "กระแสค่านิยม" ที่มาตามยุคตามสมัย ผมถูกเชิญไปออกรายการทางวิทยุ 2 ครั้ง ผมก็ตอบแบบเป็นกลางๆอย่างนี้แหละ
สังคมปัจจุบัน เราไม่สามารถตัดสินใจเข้าข้างใดข้างหนึ่งได้ เราต้องการคนที่เป็นกลาง รู้จักรอมชอม ใช้หลักการและเหตุผลเป็นเครื่องชี้นำคำตอบ ตอบออกมาแล้ว พูดพออกมาแล้ว ทุกฝ่ายรับได้ มีความสุขนั่นคือเป้าหมาย
วันนี้เป็นวันแห่ครัวตาน ผมยืนรอเป็นจุดๆเพื่อทักทายผู้คน และเก็บภาพสวยๆเอาไว้ พบคนเฒ่าคนแก่ที่คอยโปรยข้าวตอกให้กับขบวนส่างลอง ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่า ถ้ากาลเวลาสามารถหมุนกลับ อยากให้คนยุคปัจจุบันได้พบเห็นปอยส่างลองในสมัยที่ผู้เฒ่าโปรยข้าวตอกเหล่านั้นเขาจัดงานปอยเหลือเกิน คงจะมีข้อเตือนสติ เตือนใจหลายๆอย่างสำหรับคนรุ่นหลัง กลับมานั่งครุ่นคิดที่สำนักงาน สาธุ....ขออย่าได้เปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้อีกเลย
(ผมไม่ได้บอกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงนะครับ เพราะผมรู้อยู่คนเดียว เนื่องจากไม่อยากให้สังคมจัดผมแบ่งแยกเป็นกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ ผมบอกแล้วไงว่า ผมคือสีขาว)
อาจารย์เก