คาด ศก.ไทยปีนี้ติดลบ 2%
ยิ่งเบิกจ่ายงบฯ ช้าติดลบ 4-5% เจอมรสุมการเมืองหดตัวลึก
ผอ.เอดีบี วิเคราะห์เศรษฐกิจไทย ชี้ความขัดแย้งทางการเมืองสูงทำเศรษฐกิจหดตัวลึก คาดปีนี้ติดลบ 2%
ชี้หากยิ่งเบิกจ่ายงบฯ ล่าช้ายิ่งทำให้ค่าการติดลบเพิ่มมากขึ้นเป็น 4-5%
นายฌอง ปิแอร์ เวอร์บิสท์ ผู้อำนวยการสำนักผู้แทน ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ถึงภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทย ว่า จากความขัดเเย้งทางการเมืองได้ส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2551 กระทบทั้งด้านการใช้จ่ายของรัฐบาลเเละการลงทุนของภาคเอกชน เมื่อรวมกับภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งกระทบต่อการส่งออกในไตรมาสที่4 ทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลงไปอยู่ที่ระดับต่ำสุดนับเเต่ปี 2544 อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งเเรกของปีแต่ได้ปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งหลัง คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวในปี 2552 นโยบายการเงินและการคลังแบบขยายตัว จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่รัฐบาลคงต้องมีมาตรการเพิ่มขึ้น
เพื่อรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะกลับมาขยายตัวในปีหน้า "ผลกระทบจากความขัดเเย้งทางการเมือง
เเละเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 2.6% ในปี 2551 ครึ่งหนึ่งของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2550 และเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดนับตั้งเเต่ปี 2544 เป็นต้นมา ใน 6 เดือนเเรก อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเข้มแข็งอยู่ที่ระดับเกือบ 6% แต่เมื่อไตรมาสที่ 3 เศรษฐกิจก็ชะลอตัวลงและหดตัวลงถึง 4.3% ในไตรมาสที่ 4"
การใช้จ่ายภาครัฐที่หดตัวลงเกิดจากความตึงเครียดทางการเมืองและความไม่เเน่นอนทางนโบาย รัฐบาล
ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นเวลา 12 วัน ในเดือนกันยายน ความขัดแย้งรุนเเรงขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้ายึดพื้นที่สนามบินนานาชาติทั้ง 2 เเห่งของไทย ซึ่งต้องปิดทำการเป็นเวลา 9 วัน ตั้งเเต่วันที่ 24 พฤศจิกายน
ต่อมาในเดือนธันวาคม ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งตัดสินยุบ 3 พรรคการเมืองที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 4 คนในปี 2551 การเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งทำให้เกิดความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณและการดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐ รวมทั้งโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพที่ล่าช้ามาตั้งเเต่ปี 2550 การลงทุนภาครัฐลดลง 4.8% ในปี 2551 เมื่อเทียบกับการขยายตัวที่ 3.4% ในปี 2550 การบริโภคภาครัฐเติบโตเพียง 0.4% (ลดลงจาก 9.1% ในปี 2550)
เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรงขึ้น การส่งออกสินค้าเเละบริการก็หดตัว 8.7% ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี2551 หลังจากที่เติบโตได้ดีในช่วง 3 ไตรมาสเเรก การส่งออกบริการเติบโตเพียง 3.2% ในปี 2551 ซึ่งต่ำกว่าปีก่อนหน้า
เกือบครึ่งหนึ่ง จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 1.3% อันเป็นผลมาจากความวุ่นวายทางการเมืองเเละการปิดสนามบิน และจำนวนที่ลดลงของนักท่องเที่ยวจากประเทศอุตสาหกรรมหลักที่กำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
การส่งออกที่แท้จริงลดลงไป 9.0% ในไตรมาสที่ 4 อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวของอุปสงค์ทั่วโลกและ
การปิดสนามบิน การส่งออกเครื่องจักรและอุปกรณ์การขนส่งได้รับผลกระทบมากที่สุด ตามมาด้วยสินค้าใช้แรงงานและทรัพยากรเป็นหลัก อย่างไรก็ดี เนื่องจากการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของสินค้าส่งออกในช่วงครึ่งเเรกของปี 2550 โดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง และคอมพิวเตอร์ ทำให้การส่งออกที่แท้จริงของทั้งปีขยายตัวลดลงเพียง 6.0% จาก6.7% ในปี 2550
การนำเข้าสินค้าและบริการลดลงในไตรมาศที่ 4 อันเป็นผลมาจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนตัวลง ก่อนหน้านี้ ภาคอุตสาหกรรมได้เพิ่มการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น สินค้าโลหะและเคมีภัณฑ์ จากการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการนำเข้าที่แท้จริงของทั้งปีจึงเพิ่มขึ้น 7.5% เเม้ว่าจะหดตัวในไตรมาสที่ 4 การหดตัวของการส่งออกสุทธิทำให้การเติบโตของ GDP ลดลงไป 0.2% ต่างกับเมื่อปี 2550 ที่การส่งออกสุทธิเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
อัตราการเติบโตของการลงทุนภาคเอกชนลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งเเต่ไตรมาสที่2 ของปี 2551 และหดตัว 1.3% ในไตรมาสที่ 4 ความไม่เเน่นอนทางการเมืองประกอบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศได้กัดกร่อนความเชื่อมั่นทางธุรกิจ อย่างไรก็ดี ภาคการก่อสร้างที่เข้มแข็งในช่วงครึ่งเเรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้อัตราการเติบโตของทั้งปีของการลงทุนภาคเอกชนอยู่ที่ 3.2% เพิ่มขึ้นจาก 0.6% ในปี 2550 การลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนของการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2551 มากกว่าครึ่ง ต่างจากองค์ประกอบของ GDP ด้านอื่น ๆ
การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในไตรมาสที่ 4 และขยายตัว 2.5% สำหรับทั้งปี เพิ่มขึ้นจากการเติบโตเพียง 1.6%
ในปี 2550 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลง 48% ในปี 2551 การขยายตัวของการบริโภคเห็นได้ชัดในจำพวกสินค้าคงทน
เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ อัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงและนโยบายการเงินเเบบขยายตัวช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคในช่วงครึ่งหลังของปี สินเชื่อเพื่อการบริโภคยังคงขยายตัวในปีที่เเล้ว เมื่อเทียบกับสินเชื่อในภาคอุตสาหกรรม
ในด้านอุปทาน มีเพียงภาคการเกษตรที่ยังคงเติบโตได้ดีในปี 2551 โดยขยายตัว 5.1% เพิ่มขึ้นจาก 1.8% ในปี2550 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งปีเเรก ผลผลิตข้าว น้ำมันปาล์ม ยาง และ
มันสำปะหลัง เพิ่มสูงขึ้นมาก อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมการผลิตชะลอการเติบโตลงไปอยู่ที่ 3.9% จาก 6.2% ในปีก่อนหน้า โดยชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงครึ่งหลังเนื่องจากความเชื่อมั่นทางธุรกิจเเละการสั่งซื้อสินค้าลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าอิเล็คทรอนิกส์ ปิโตรเคมี และเครื่องหนัง ภาคบริการเติบโตเพียง 1.2% จาก 4.7% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก
ความวุ่นวายทางการเมืองเเละการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว ภาคการโรงเเรมและร้านอาหาร การคมนาคม คลังสินค้า การสื่อสาร และการค้าส่งเเละค้าปลีกลดลงอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของปี
สำหรับภาคนอกประเทศ การส่งออกสินค้าที่ลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี ทำให้ดุลการค้าเกินดุลลดลงไปอยู่ที่ 237 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับตัวเลขของปีที่เเล้วที่ 11.6 พันล้านดอลลาร์ ดุลบริการ
ดุลรายรับเเละดุลเงินโอน ขาดดุลรวมกัน 416 ล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของรายได้จากการ
ท่องเที่ยว ดุลบัญชีเดินสะพัดเปลี่ยนจากเกินดุลในปี 2550 มาเป็นขาดดุลเล็กน้อย (0.1% ของGDP) ในปี 2551
เมื่อรวมการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วงครึ่งเเรกของปี กับการไหลออกสุทธิของการลงทุนใน Portfolio (เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจและการลดลงของราคาหลักทรัพย์ในประเทศ) ในช่วงครึ่งหลังของปี เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 27.5% ไปอยู่ที่ 108.3 พันล้านในช่วงปลายปี 2551 ซึ่งเทียบเท่ากับการส่งออกประมาณ 9 เดือน
สถาบันการเงินในประเทศถือครองสินทรัพย์ที่มีปัญหาของสถาบันการเงินต่างประเทศน้อยมาก สินทรัพย์เหล่านี้ ถือเป็นเพียง 0.5% ของสินทรัพย์รวม นอกจากนี้ ได้มีการขยายการประกันเงินฝากเป็นการทั่วไปออกไปถึงปี 2554
จึงทำให้ความเชื่อมั่นในภาคสถาบันการเงินยังคงเข้มแข็ง ตัวชี้วัดหลักๆ เช่นอัตราความเพียงพอของกองทุน (15.3% ในเดือนกันยายน 2551) และ NPL ต่อสินเชื่อทั้งหมด (5.3% ในเดือนธันวาคม 2551) ชี้ให้เห็นว่าสถานะของสถาบันการเงินยังดีอยู่ อย่างไรก็ดี การชะลอตัวของเศรษฐกิจอาจส่งผลต่อคุณภาพของลูกหนี้ และสถาบันการเงินอาจไม่ยอมปล่อยกู้ง่ายนัก
อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นไปอยู่ระดับสูงสุดในรอบ 11 ปี อยู่ที่ 9.2% ในเดือนกรกฎาคม เป็นผลมาจากราคาน้ำมันและอาหารที่เร่งสูงขึ้น เมื่ออัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเร่งตัวขึ้นไปสูงกว่ากรอบเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทยในเดือนกรกฎาคม ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 2 ครั้ง ในเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม
ไปอยู่ที่ระดับ 3.75% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดต่ำลงอย่างมากในช่วงครึ่งหลังมาอยู่ที่ระดับ 2.8% ในเดือนธันวาคม เนื่องจากราคาน้ำมันและอาหารปรับตัวลดลงและอุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัว ธนาคารแห่งประเทศไทย
ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายมาลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในช่วงระหว่างธันวาคม 2551 ถึงกุมภาพันธ์ 2552 เหลือ 1.5%
ทั้งปี 2551 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 5.5%
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยนั้น การคาดการณ์เศรษฐกิจอยู่บนพื้นฐานว่ารัฐบาลปัจจุบันจะมีเสถียรภาพ และบริหารงาตลอดช่วงเวลาคาดการณ์ และดำเนินนโยบายทางการเงินการคลังแบบขยายตัว ในเดือนมกราคม 2552 รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นวงเงิน 116.7 ล้านบาท โดยสำหรับภาคครัวเรือน มีการให้เงินช่วยเหลือกับผู้มีรายได้น้อย การฝึกอบรมสำหรับผู้ว่างงาน การเรียนฟรีและการบริการสุขภาพ รัฐบายยังได้ขยายระยะเวลามาตรการที่อนุมัติไปในปีที่แล้ว รวมถึงการใช้ไฟฟ้าและน้ำฟรีสำหรับครอบครัวรายได้ต่ำ และรถเมล์ฟรี สำหรับภาคธุรกิจ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้รวมถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับกิจการท่องเที่ยวขนาดเล็ก และวิสาหกิจชุมชน
รัฐบาลยังได้อนุมัติมาตรการภาษีวงเงิน 40 ล้านบาท โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และเครดิตระยะสั้นวงเงิน 200 ล้านบาท สำหรับรัฐวิสาหกิจ เพื่อเป็นการเพิ่มเงินรายได้ภาคการเกษตร รัฐบาลจะรับประกันราคาสำหรับพืชผลหลัก ในส่วนของโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ที่มีการเตรียมการมาหลายปีแล้วนั้น รัฐบาลจะดำเนินการในส่วนของรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร โดยจะเริ่ม หนึ่งสายในครึ่งปีแรกและ
อีกหนึ่งสายในช่วงครึ่งปีหลัง
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวจะช่วยลดการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้ แม้ว่าจะไม่สามารถช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัว การขาดดุลงบประมาณ เพิ่มสูงขึ้นเป็น 5% ของ GDP ซึ่งจะมีการชดเชยการขาดดุลทั้งจากแหล่งใน
และนอกประเทศ ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมการเบิกจ่ายยังทำไม่ได้ตามเป้า เนื่องจากปัญหาทางการเมือง ในขณะที่รายได้จัดเก็บได้น้อยกว่าเป้าหมาย สำหรับปี 2553 รัฐบาลตั้งงบประมาณขาดดุลประมาณ 4%ของ GDP
การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว เนื่องจากเงินเฟ้อลดต่ำลง และมาตรการต่าง ๆ สำหรับภาคครัวเรือน อย่างไรก็ดี การอัตราการขยายตัวจะต่ำกว่าในปี 2008 เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่ำ ปัญหาในตลาดแรงงาน ราคาหลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง และรายได้ภาคการเกษตรที่ลดลง การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะหดตัว เนื่องจากอุปสงค์ที่ลดลงทั้งในประเทศและต่างประเทศ การใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงอยู่ที่ระดับ 57.1% ในเดือนมกราคม 2009 จึงทำให้ไม่มีความจำเป็นในการขยายกำลังการผลิต แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะลด
อัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างมาก สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังอย่างมากในการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากวิกฤติการณ์ทางการเงินโลกและการคาดการณ์ว่ากำไรธุรกิจจะลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศ
เมื่อผนวกปัจจัยต่าง ๆ เข้าด้วยกัน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2552 คาดว่าจะหดตัว 2% เป็นการหดตัวครั้งเเรกนับแต่หดตัว 10.5% ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2541 ผลจากการหดตัวนี้ อาจทำให้จำนวน
คนว่างงานเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 2 ล้านคน ในปี 2552 การขยายตัวทางเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้นในปี 2553 โดยคาดว่า
จะขยายตัวประมาณ 3% หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวตามที่คาดไว้ และรัฐบาลมีการลงทุนที่เพิ่มขึ้นตามที่ประกาศไว้
ในด้านอุปทาน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะหดตัว เนื่องจากการส่งออกที่ย่ำแย่เเละอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ภาคการก่อสร้างจะหดตัวเนื่องจากความไม่มั่นใจของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ประกอบกับการปล่อยสินเชื่อ
ที่ระมัดระวังมากขึ้นของสถาบันการเงิน ภาคการบริการจะได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงเเละการใช้จ่ายที่ลดลงของผู้บริโภค ผลผลิตภาคการเกษตรจะเพิ่มขึ้นเเต่ไม่เข้มแข็งเท่ากับเมื่อปี 2551 อันเป็นผลมาจากราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง
การส่งออกสินค้าหดตัว 25.3% ในเดือนมกราคม และ 11.3% ในเดือนกุมภาพันธ์จากปีที่เเล้ว การนำเข้าสินค้าหดตัวอย่างมาก 36.5% ในเดือนมกราคมและ 40.3 ในเดือนกุมภาพันธ์ สำหรับทั้งปีคาดว่าการส่งออกสินค้า
จะหดตัว 18% และการนำเข้าสินค้าจะหดตัว 28% เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ และการส่งออกที่หดตัว ดุลการค้าจะเกินดุลมากถึง18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะเกินดุลถึง 8.0% ของ GDP ในปีนี้ และ 4.5% ในปีหน้า
ดัชนีราคาผู้บริโภคลดลง 0.3 % ใน 2 เดือนเเรกของปี 2009 จากปีก่อนหน้า อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่ลดลง ในทั้งปี 2552 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.5% ทั้งนี้เนื่องจาก ราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตรที่ลดลงจากปี 2551 และความอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอซึ่งทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถเพิ่มราคาของสินค้าและบริการ
ได้เท่าไรนัก ดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคคาดว่าจะติดลบในบางเดือน ในปี 2553 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ 1.5% เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว
การคาดการณ์เศรษฐกิจดังกล่าวมีความเสี่ยงใน 2 ประการคือ หากประเทศอุตสาหกรรมตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยนาน จะทำให้การส่งออกทั้งสินค้าเเละบริการหดตัวมากกาว่าที่คาดไว้ ซึ่งก็จะทำให้อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอต่อเนื่องไปอีก และ GDP จะหดตัวมากกว่าที่คาดไว้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นความเสี่ยงอีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่งจะทำให้การใช้จ่ายล่าช้าลงและจะกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างมาก
ความท้าทายในการพัฒนาเศรษฐกิจ ในระยะสั้น ความท้าทายคือการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ที่ได้ประกาศไปแล้วให้ได้ผลอย่างแท้จริง ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลจะต้องมีการเบิกจ่ายที่ดีขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องเร่งลงุทนในโครงสร้างพื้นฐานที่ได้ล่าช้าไปกว่า 3 ปี อันเป็นผลมาจากความไม่มั่นคงทางการเมืองการศึกษาของธนาคารโลกซึ่งประเมินบรรยากาศการลงทุนของไทยในปี 2551 พบว่าการลงทุนของภาคเอกชน มีอุปสรรคมาจาก
กฏระเบียบภาครัฐที่มีมากเกินไปและไม่ชัดเจน การขาดแรงงานที่มีคุณภาพ และความไม่พอเพียงของสาธารณูปโภคพื้นฐาน รัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อรักษา
ความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว การให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้เอื้อต่อกิจกรรมการร่วมทุน ซึ่งจะช่วยลดความกดดันต่องบประมาณ และทำให้รัฐบาลมีทรัพยากรทางการเงินเพียงพอที่จะใช้สำหรับการศึกษาและการพัฒนาแรงงาน
หนี้สาธารณะต่อ GDP คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 43% ในปี 2552 ซึ่งยังมีช่องให้รัฐบาลกู้ยืมได้อยู่อีก เนื่องจากกรอบความยั่งยืนทางการคลังอยู่ที่ 50% ของ GDP นอกจากนี้ เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูงขึ้นและ
หนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 24% ของ GDP
ถ้าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก รัฐบาลอาจพิจารณาใช้งบประมาณขาดดุลต่อเนื่องไปอีก และอาจก่อหนี้สาธารณะเกินกรอบความยั่งยืนทางการคลังได้หากจำเป็น เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ และเมื่อเศรษฐกิจเติบโตในระดับที่อยู่ตัว รัฐบาลก็ควรลดการใช้งบประมาณขาดดุลและการก่อหนี้ให้อยู่ในระดับของความยั่งยืนทางการคลังต่อไป ยังมีความท้าทายอีก 2 ประการสำหรับประเทศไทย ประการเเรก หากเศรษฐกิจยังคงชะลอตัวต่อเนื่องยาวนาน ปัญหาการว่างงานจะเป็นปัญหาใหญ่ รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (social safety net) อย่างจริงจัง ทั้งในระยะสั้นเเละระยะยาว ประการที่ 2 แม้ว่าระบบสถาบันการเงินยังคงเข้มแข็ง
ณ ขณะนี้ เศรษฐกิจที่ชะลอตัวยาวนาน จะทำให้มีการเพิ่มของหนี้ที่ไม่ก่อรายได้มากขึ้น และจะกระทบต่อสถานะ
ของสถาบันการเงิน
มติชนออนไลน์ เดลินิวส์ กรุงเทพธุรกิจ