ชีวิตในโรงพยาบาล

เมื่อต้องใช้ชีวิตในโรงพยาบาลอีกครั้ง เมื่อ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๒ จนถึงวันนี้ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๒ เราจะใช้ชีวิตที่เรียบง่ายมากขึ้น กินก็ซื้อเอา มีของกินให้เลือกซื้อมากมาย ถ้าไม่ระวัง อ้วนแน่ อยู่และหลับนอน ตามที่เขาจัดให้ (อยู่แบบคนเฝ้าไข้ ไม่ใช่ผู้ป่วย) แต่ก็มีเหมือนกัน สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือหนังสือและอินเทอร์เน็ต คืนนี้พ่อนอนแต่หัวค่ำ ลูกก็ได้นอนตอนกลางวันด้วย เลยไม่ง่วง จึงได้มาถ่ายทอดบางสิ่งบางอย่างไว้ในนี้

พ่อได้รับการตรวจและพบว่าลิ้นหัวใจตีบและรั่วหลังจากการทำบอลลูนและใส่ขดลวดในเส้นเลือดในหัวใจเมื่อปี ๕๐ คุณหมอก็นัดผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ และได้เลื่อนนัดมาเรื่อยๆ จนท้ายที่สุด วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๒ เวลาเที่ยงเศษ ก็มีเจ้าหน้าที่มาพาพ่อไปห้องผ่าตัด และประมาณ สี่โมงครึ่ง การผ่าตัดก็เสร็จสิ้น พ่อพักในห้องไอซียู ๑ คืน รุ่งขึ้นคุณหมอก็ให้กลับไปอยู่ห้องพักเดิม

พ่อดูไม่เหมือนผู้ป่วย ท่านอดทนมาก ผ่านไป ๒ วันจึงบอกลูกว่า ในวันแรกพ่อปวดมาก ปวดร้าวไปทั้งตัว วันต่อมา ความปวดก็แคบลงๆ จนมาปวดแค่บริเวณแผลผ่าตัด(ยาวประมาณ ๑ ฟุต) และวันนี้พ่อบอกว่าไม่ปวดแล้ว เมื่อเล่าให้แม่ฟังแม่ก็บอกว่าใช่แล้ว ตอนแรกจะปวดร้าวไปทั้งตัว โถ ลูกเพิ่งรู้ อดทนกันจังทั้งพ่อและแม่ ยิ่งแม่นะ ผ่าเข่า ๒ ข้าง ผ่ากระดูกต้นคอ (ขออย่าให้ต้องผ่าอีกเลย อายุ๗๑ ปีแล้ว)

พวกเรามีกัน ๓ คนพี่น้อง อยู่เมืองไทย ๒ คน อยู่ต่างประเทศ ๑ คน ที่อยู่เมืองไทยก็ผลัดกันดูแล ส่วนคนอยู่ต่างประเทศก็ให้ลูกสาวมาช่วย พวกเราครึกครื้นกันตลอดเวลา เวลามีญาติหรือเพื่อนของพ่อมาเยี่ยม น้องสาวก็จะได้โชว์ผลงานการตัดต่อภาพครอบครัวของเรา พอได้เวลาเหมาะสมก็จะต่ออินเตอร์เน็ตกับน้องสาวและหลานสาวที่อยู่ต่างประเทศ ได้คุย ได้เห็นหน้ากัน  

แม่นั่นหรืออยู่เฝ้าบ้านที่ภูเก็ต ได้แต่โทรศัพท์บอกลูกว่า พ่อคือดวงใจของแม่นะให้ช่วยกันดูแลให้ดีๆ วันนี้ก็โทรมาชวนพ่อให้กลับบ้านเหอะ มานานแล้ว พวกเราก็ปลื้มกันใหญ่เพราะได้เห็นความรักในวัยชรา ตอนพวกเราเด็กๆ เราไม่เคยเห็นอะไรหวานๆ เพราะเรามัวแต่ซน มาวันนี้ ปลื้มมาก แม้ชีวิตท่านจะผ่านอุปสรรคมามากมาย แต่ก็มีวันที่ท่านจะได้มีความสุขร่วมกันในบั้นปลายของชีวิต

หลายวันมานี่นอกจากการใช้ชีวิตที่โรงพยาบาลแล้วก็ยังต้องขับรถทางไกลเกือบทุกวัน(ยกเว้นวันนี้)คือจาก รพ.ในกทม.ไปอ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา เติมน้ำมันบ่อย ได้เห็นการขึ้นราคาของน้ำมันบ่อย เหนื่อยใจจริงๆ ไม่รู้ว่าจะขึ้นไปถึงไหน เลยต้องตัดใจไม่คิดถึงมัน ระหว่างเดินทางก็เห็นอุบัติเหตุไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งวันไหนฝนตก วันนั้นเป็นได้เรื่อง (ตัวเองก็ผวาตั้งแต่วันที่รถบัสคว่ำที่อยุธยาเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เพราะเป็นเส้นทางที่ขับรถผ่านทุกวัน) ฝนตกภาคกลางไม่เหมือนภาคใต้ ตกแบบนิดๆหน่อยๆ ถนนลื่นสุดใจขาดดิ้นเลยเชียว

สรุปว่าช่วงนี้ เป็นช่วงที่น่าจะมีความเครียดสูง หากไม่วางใจให้ถูกที่ ยิ่งทำใจนิ่งๆ ได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งผ่านไปได้อย่างไม่เครียดนัก(กลัวว่าถ้าเครียดแล้วจะยิ่งไม่ได้เรื่องก็เลยได้แต่ทำเฉยๆ) ไม่คาดหวังว่าจะออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ ขอเพียงพ่อหายสนิท แข็งแรง กลับบ้านได้อย่างไม่มีปัญหาอื่นตามมา ตั้งใจว่าออกจากโรงพยาบาลแล้วจะให้พ่อพักฟื้นที่บ้านในจ.ปทุมธานีสักพัก ก่อนจะขับรถไปส่งที่ภูเก็ต (ถ้ายังให้ขึ้นเครื่องบินไม่ได้)