เมื่อเราได้ประเด็น...จากเรื่องเล่าไปสู่การทำ R2R แล้ว...
สิ่งที่ข้าพเจ้านำไปสู่กระบวนเรียนรู้ต่อไป คือ การสกัดสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเรื่องเล่านั้น ... จากโอกาสที่มองว่ามีประเด็นไหนบ้างที่เราสามารถนำมาพัฒนาต่อไปอีก จากนั้นวิเคราะห์หาที่มาที่ไปว่ามีสาเหตุมาจากอะไร จากนั้น เราก็มาฝึกเขียน "ความเป็นมาและความสำคัญ"... ซึ่งเป็นการเขียนมาจากกึ๋นของคนหน้างานก่อน... เมื่อได้ความเป็นมาและความสำคัญแล้ว..จากนั้นเราก็นำงานวรรณกรรมและงานวิจัยมาสนับสนุบแนวคิดของเรา...
จากการที่ทำกระบวนการ R2R สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ คือ ...
คนหน้างานหรือแม้แต่นักวิจัยหน้าใหม่เอง จะเขียนความเป็นมาและความสำคัญไม่ได้ ที่พบคือ การไปคัดลอกของคนอื่นมา ดังนั้นหากว่าเราได้รับการฝึกฝน กระบวนการเขียน จะสามารถช่วยให้คนหน้างานได้เรียนรู้สกัดกึ๋นของตนเองมาได้ ... อันเป็นคุณค่าอันแท้จริง เพื่อนำไปสู่การยกระดับความรู้หน้างานของตนเองต่อไป...
นี่เป็นอีกตัวอย่าง...จาก คนหน้างานที่เรียนรู้ฝึกฝนการเขียน...

หน้างานในพื้นที่ ;
- งานปฐมภูมิ
- งานเบาหวาน
- งานส่งเสริม ป้องกัน ฟื้นฟู
ประเด็นที่น่าจะพัฒนาได้
- ผู้ป่วยขาดการมีส่วนร่วมในการดูแลตนเอง
เพราะอะไร
- ขาดความรู้
- ขาดความตระหนักในการเจ็บป่วยของตนเอง
- บุคลากรให้ความรู้ฝ่ายเดียว ขาดการสร้างความรู้ด้วยตนเอง
เราจะมีกระบวนการ/วิธีการแก้ไขอย่างไร
- ส่งเสริมผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการดูแลตนเอง
- สร้างเครือข่ายชุมชนมีส่วนร่วม
เราปรารถนาว่าผลที่น่าจะได้จากการพัฒนานั้นควรเป็นอย่างไร
- ผู้ป่วยมีสุขภาวะที่ดีขึ้น
- สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้
- มีคุณภาพชีวิต
ความเรียง (ความเป็นมาและความสำคัญ)
จากการให้บริการคลินิกเบาหวานทั้งในโรงพยาบาลและของหน่วยบริการปฐมภูมิ ค้นพบว่าผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมากที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งที่กระบวนการการให้ข้อมูล การทำกลุ่มให้คำปรึกษา แต่ก็จะมีผู้ป่วยที่ควบคุมได้ไม่ดี คนที่ควบคุมได้ดีก็กลับควบคุมได้ไม่ดีสลับกันไปมา ในหน่วยบริการปฐมภูมิรอบนอกพบว่า เฉพาะเรื่องการให้บริการผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตก็ไม่แตกต่างจากโรงพยาบาล ซึ่งมีการใช้มาตรฐานการรักษาเดียวกัน และที่พบเพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องสุขภาพและการรักษาสุขภาพ ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยเรื้อรังอื่นๆ รวมทั้งประชาชนทั่วๆ ไปยังมองว่าเป็นเรื่องและหน้าที่ของบุคลากรสาธารณสุข
เพราฉะนั้นเวลาที่เราตรวจรักษาและประเมิน ผู้รับบริการ/ผู้ป่วย พบว่า เช่น ผู้ป่วยเบาหวานรู้ทั้งรู้ว่ารับประทานอาการกลุ่มข้าวแป้ง น้ำตาล ผลไม้รสหวานมากจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง แต่ก็ยังรับประทาน บางรายเล่าให้ข้อมูลว่า ดื่มเหล้าเบียร์ด้วย น้ำตาลเลยสูง พอประเมินถามว่าคิดอย่างไรกับน้ำตาลก็จะบอกว่าไม่รู้ แล้วจะจะจัดการยังไงกับตัวเองก็ไม่รู้ แล้วคาดว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ เมื่อได้เยี่ยมบ้านลงไปอีกพบวิถีชีวิตจริงๆ จึงค้นพบว่า เมื่อก่อนเราดูแลผู้ป่วยเบาหวานเรามองและประเมินเฉพาะระดับน้ำตาลในเลือกเท่านั้น เราไม่เคยตระหนักรู้เลยว่ามันยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่จะส่งผลให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดลุกขึ้นมาสนใจตัวเอง และดูแลตนเองให้อยู่ในสุขภาวะที่จำกัดของตนเองได้ การเยี่ยมบ้านทำให้เข้าใจวิถีชีวิตความเป็นอยู่และวิธีจัดการสุขภาพของประชาชนได้ อีกทั้งยังมีโอกาสได้ฟังบทวิเคราะห์ของผู้รู้ของวงการสาธารณสุขท่านหนึ่ง ที่กล่าวว่า การที่ประชาชนของประเทศไทยไม่สามารถลุกขึ้นมาดูแลตนเองได้จะโทษแต่ประชาชนไม่ได้ต้องโทษระบบของเราด้วยโดยเฉพาะระบบที่เจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายจัดให้ทำให้ทั้งหมด และประชาชนมีส่วนร่วมน้อย ดังนั้นประชาชนจึงขาดการคิดและวิเคราะห์ และการตัดสินใจ การตระหนักในการที่จะดูแลตนเอง พอระบบงานเรามากขึ้นอยู่ๆ เราก็จะมาเปลี่ยนบทบาทให้เขาลุกขึ้นมาดูแลตนเองจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายถ้าเราเองไม่เข้าใจการทำงานก็จะทำให้เกิดความทุกข์อย่างที่บอก
จากความเป็นข้างต้นหนทางในการแก้ไขปัญหา เริ่มต้นจากการให้ผู้ป่วยเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลตนเอง และเราต้องสร้างทีม สร้างเครือข่าย ทีมแรกที่เรามองเห็นจับต้องได้ชัดเจนคือ อสม. เนื่องจากผู้วิจัยเชื่อมั่นว่า อสม. มีศักยภาพในการดูแลช่วยเหลือส่วนนี้ได้ เพราะเคยมีประสบการณ์การทำงาน ดังนั้น สิ่งแรกที่จะต้องทำ คือ การพัฒนาและเพิ่มศักยภาพในเรื่องการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน การจัดบริการคลินิกในชุมชน ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในระยะการทำงานในพื้นที่ ยังไม่ได้สรุปผลแต่ได้ทิศทางในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของคนในชุมชนชัดเจนมากขึ้น
การที่ผู้ป่วยได้เข้ามามีส่วนร่วมและรับผิดชอบต่อการดูแลตนเอง นี้ผู้วิจัยคาดว่าจะเป็นส่วนให้ผู้ป่วยได้เกิดความรู้ มีการตระหนักรู้ และรับผิดชอบต่อภาวะการณ์เจ็บป่วย ตลอดจนส่งผลต่อการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง และก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตต่อผู้ป่วยได้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาและพัฒนากระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดูแลตนเอง และการสร้างทีมเครือข่ายเข้มแข็งในการดูแลป่วยเบาหวานขึ้น
ต่อจากขั้นตอนนี้ คือ...
นักวิจัย R2R ... นำแก่นนี้ ไปหลอมรวม กับข้อมูลที่ได้มาจากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาสนับสนุนสิ่งที่ตนเองเขียน
การที่เขียนในส่วนนี้...คือ การสกัดออกมาจากเรื่องเล่า อันเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาบริบทหน้างานของตนเอง...

----------------------------------------------
ได้มีโอกาสเรียนรู้กับอาจารย์ ที่ รพร.กุฉินารายณ์ ประทับใจมากครับ ปกติเป็นคนที่ชอบงานวิจัยเป็นทุนอยู่แล้ว เสียดายมากที่วันสุดท้ายของกระบวนการเรียนรู้ ( 27 มีนาคม 2552) ช่วงบ่ายติดภาระกิจส่วนตัวที่สำคัญ (จากการประเมินความสำคัญด้วยตัวเอง) ไม่สามารถอยู่จนครบกระบวนการได้ ...เสียดาย เสียใจครับ ถ้ามีโอกาสได้เรียนรู้กับอาจารย์จะไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ แต่ถ้าไม่มีก็จะแสวงหาครับ...ยอมรับ...ศรัทธาในกระบวนการครับ...เรียนกับ ดร. มาหลายท่านแต่ยิ่งเรียนยิ่งสับสนครับ...
แต่กับอาจารย์ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ขอบคุณครับที่ได้เรียนรู้สิ่งดีๆๆ
สวัสดีค่ะ...คุณประสิทธิ์ และชาวกุฉินาราย์
ขอบคุณทางทีมและผู้จัด...
การที่เราได้เห็นคนในพื้นที่ มองตนเอง เข้าใจในตนเอง โดยเฉพาะเนื้องานออกนั้น และมีแรงใจที่จะนำพาพัฒนาพื้นที่ของตนเอง อย่างมีเป้ามาย เป็นระบบ...เป็นขั้นตอน และมีความน่าเชื่อถือ
คุณค่าที่เกิดไม่ได้เพียงแค่ว่ามีรายงานการวิจัยเกิดขึ้น
หากแต่ว่าคุณค่านั้นอยู่ที่ว่า... มีการพัฒนาเกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกตัวเราค่ะ
หากมีอะไรที่พอช่วยเหลือกันได้ในกระบวนการดังกล่าวยินดีนะคะ
(^___^)
เป็นคนสนใจในงานวิจัยอยู่แล้วโดยเฉพาะวิจัยเชิงคุณภาพ เพราะเป็นอะไรที่ทำให้เราเข้าใจถึงความเป็นตัวตนของคนจริงๆ เป็นคนทำงานด้านสุขภาพอยากทำอะไรที่ดีเพื่อคนไข้ของเรา แต่บางครั้งรู้สึกท้อมากโดยเฉพาะเมื่อเจอปัญหาและอุปสรรคที่ใหญ่หลวงคือผู้บริหารไม่เห็นด้วย มีความคิดที่ติดตายไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นสักเท่าไรโดยเฉพาะ น้องอย่างเรา ทำให้ตัวเองเปิดหูเปิดตาด้วยตัวเอง ใช้ทั้งแรงกายและแรงทรัพย์ตัวเอง เพื่อการเรียนรู้ที่ไม่รู้ว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว ยิ่งได้เห็นคนอื่นๆทำงานแล้วประสบความสำเร็จ ก็ทำให้ตัวเองมีแรงฮึดสู้ต่อไป ทุกสิ่งที่ทำไปถึงแม้ว่าไม่มีใครเห็นแต่อย่างน้อย.....ตัวเราเองที่รู้และเห็น
คิดว่าโลกนี้ยังมีความยุติธรรมอยู่
สวัสดีค่ะคุณอ้อแอ้ [IP: 124.157.168.112]
หากเราเชื่อมั่นในความดีงามและความตั้งใจของเรา เราจะก้าวเดินผ่านสิ่งต่างๆ ไปได้ และไม่นำพาชีวิตไปติดยึดอะไรมากมายนัก ยกเว้นเป้าหมายที่เราจะก้าวเดินไปภายใต้ความเข้าใจ ขณะเดียวกันเป้าหมายที่เราวางไว้ ... "ว่าเราทำการทำอะไรพัฒนาอะไร"...แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องราวในอนาคต แต่การที่เราจะลุถึงเป้าหมายนั้น นั่นน่ะคือ การที่เราทำปัจจุบันขณะให้ดีที่สุดค่ะ