ในการทำกระบวนการ R2R สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้านำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ คือ เรื่องเล่า ... หรือ success story sharing จากเรื่องเล่าต่างๆ ที่นำมาสกัดเพื่อหาประเด็นไปสู่โอกาสพัฒนาต่อไป อย่างน้อยในทัศนะของข้าพเจ้ามองว่า การที่เราเริ่มต้นจากเรื่องราวดีดี ที่เป็นความภูมิใจเล็กๆ อันเป็นความดี ความงาม จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา มาเป็นบทเรียนหล่อเลี้ยงอารมณ์แห่งการทำงานในปัจจุบัน เพื่อส่งผลไปสู่วันข้างหน้าของการงานของเรา ก็น่าจะดีกว่าที่เราจะโผล่มาจากปัญหาเลย

การที่เราพร่ำพูดแต่ปัญหา... ทำให้ใจของคนหน้างานนี่หดเหี่ยว...

แต่ถ้าเราเริ่มต้นพูดจากความสำเร็จ ซึ่งกว่าจะมาเป็นความสำเร็จได้นั้น ต้องการผ่านการเรียนรู้ถึงปัญหาและอุปสรรคมาก่อน จากการเรียนรู้ดังกล่าว ส่งผลอะไรต่อเราบ้าง... มีอะไรบ้างที่ยังเป็นจุดอ่อน ที่น่าจะนำมาพัฒนาได้...

การหล่อเลี้ยง "อารมณ์แห่งการทำงาน" ด้วยเรื่องราวดีดีนี้ ถือได้ว่าเป็นต้นทุนที่พอใช้นำทางการทำงาน หากว่าวันข้างหน้าเจอปัญหาและอุปสรรค ต้นทุนดังกล่าวก็ยังพอนำมาใช้ประคองใจของคนหน้างานไปได้บ้าง...

ตัวอย่างจากการนำเรื่องเล่า...มาสู่ประเด็นการทำ R2R ...

 

เรื่องเล่า

           หลังจากที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้รับการฝึกฝนเรื่องของการตรวจรักษาเบื้องต้นจากหลักสูตรเวชปฏิบัติทั่วไป (การรักษาพยาบาลเบื้องต้น) จากสถาบันที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นได้มีโอกาสให้บริการตรวจรักษาเบื้องต้นในหอผู้ป่วยนอกของหน่วยบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาล และจากประสบการณ์ที่คุ้นเคยกับการให้บริการคลินิกเบาหวานทั้งในโรงพยาบาลและของหน่วยบริการปฐมภูมิ ดิฉันค้นพบว่าผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมากที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งที่กระบวนการการให้ข้อมูล การทำกลุ่มให้คำปรึกษา แต่ก็จะมีผู้ป่วยที่ควบคุมได้ไม่ดี คนที่ควบคุมได้ดีก็กลับควบคุมได้ไม่ดีสลับกันไปมา และหลังจากผ่านประสบการณ์การทำงานในโรงพยาบาลดิฉันได้ขอย้ายออกไปทำงานในหน่วยบริการปฐมภูมิรอบนอกแต่ก็ยังได้รับหน้าที่ในการจัดบริการคลินิกเบาหวานและโรคเรื้อรังซึ่งบริบทดังกล่าว เฉพาะเรื่องการให้บริการผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตก็ไม่แตกต่างจากโรงพยาบาล เนื่องจากเราใช้มาตรฐานการรักษาเดียวกัน แต่สิ่งที่มุมมองของการทำงานของดิฉันแตกต่างไปจากที่โรงพยาบาล ดิฉันค้นพบเรื่องที่หนึ่ง คือ เรื่องสุขภาพและการรักษาสุขภาพ ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยเรื้อรังอื่นๆ รวมทั้งประชาชนทั่วๆ ไปยังมองว่าเป็นเรื่องและหน้าที่ของบุคลากรสาธารณสุข

          เพราฉะนั้นเวลาที่เราตรวจรักษาและตรวจสอบเรื่อง Ideal, feeling, expectation ผู้รับบริการ/ผู้ป่วย จะตอบคำถามที่ทำให้ดิฉันรู้สึกผิดหวังมากๆ และคิดตลอดเวลาว่าเราจะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ทำอย่างไรชาวบ้านจะสนใจลุกขึ้นมาดูแลตนเอง สร้างสุขภาพทั้งในภาวะปกติและในภาวะเจ็บป่วยได้ คิดไปคิดมาบางครั้งก็รู้สึกท้อแท้ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานรู้ทั้งรู้ว่ารับประทานอาการกลุ่มข้าวแป้ง น้ำตาล ผลไม้รสหวานมากจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง แต่ก็ยังรับประทาน บางรายเล่าให้เราฟังด้วยความภูมิอกภูมิใจว่า ดื่มเหล่าเบียร์ด้วย น้ำตาลเลยสูง พอเราถามว่าคิดอย่างไรกับน้ำตาลก็จะบอกว่าไม่รู้ แล้วจะจะจัดการยังไงกับตัวเองก็ไม่รู้ แล้วคาดว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ ดิฉันก็ได้แต่อึดอัดขัดใจ แต่ได้รับการผ่อนคลายเมื่อดิฉันได้เยี่ยมบ้านลงไปอีกพบวิถีชีวิตจริงๆ จึงค้นพบว่า เมื่อก่อนเราดูแลผู้ป่วยเบาหวานเรามองและประเมินเฉพาะระดับน้ำตาลในเลือกเท่านั้น เราไม่เคยตระหนักรู้เลยว่ามันยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่จะส่งผลให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดลุกขึ้นมาสนใจตัวเอง และดูแลตนเองให้อยู่ในสุขภาวะที่จำกัดของตนเองได้ การเยี่ยมบ้านทำให้เข้าใจวิถีชีวิตความเป็นอยู่และวิธีจัดการสุขภาพของประชาชนได้ อีกทั้งยังมีโอกาสได้ฟังบทวิเคราะห์ของผู้รู้ของวงการสาธารณสุขท่านหนึ่ง ที่กล่าวว่า การที่ประชาชนของประเทศไทยไม่สามารถลุกขึ้นมาดูแลตนเองได้จะโทษแต่ประชาชนไม่ได้ต้องโทษระบบของเราด้วยโดยเฉพาะระบบที่เจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายจัดให้ทำให้ทั้งหมด และประชาชนมีส่วนร่วมน้อย ดังนั้นประชาชนจึงขาดการคิดและวิเคราะห์ และการตัดสินใจ การตระหนักในการที่จะดูแลตนเอง พอระบบงานเรามากขึ้นอยู่ๆ เราก็จะมาเปลี่ยนบทบาทให้เขาลุกขึ้นมาดูแลตนเองจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายถ้าเราเองไม่เข้าใจการทำงานก็จะทำให้เกิดความทุกข์อย่างที่บอก

          ดิฉันเริ่มมองเห็นหนทางในการแก้ไขปัญหา เริ่มต้นเราต้องสร้างทีม สร้างเครือข่าย ทีมแรกที่เรามองเห็นจับต้องได้ชัดเจนคือ อสม. เนื่องจากดิฉันเชื่อมั่นว่า อสม. มีศักยภาพในการดูแลช่วยเหลือส่วนนี้ได้ เพราะเคยมีประสบการณ์การทำงานกับผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อ ดังนั้น สิ่งแรกที่จะต้องทำ คือ การพัฒนาและเพิ่มศักยภาพในเรื่องการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน การจัดบริการคลินิกในชุมชน ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในระยะการทำงานในพื้นที่ ยังไม่ได้สรุปผลแต่ได้ทิศทางในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของคนในชุมชนชัดเจนมากขึ้น