Double Jeopardy
หลังจากแวะเวียนเยี่ยมเยียนดูงาน ในที่สุดก็ได้กลับมาที่ Braeside Hospital อีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าสองอาทิตย์ที่ผ่านมา แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย
มีข่าว update ที่เป็นเรื่องน่าเสียใจเกี่ยวกับคุณลุง La Barba ที่เคยเล่าให้ฟัง ที่ช่วงอาทิตย์แรกที่แกเข้ามาก็มีปัญหาความไม่เข้าใจกันนิดหน่อยกับลูกสาวที่สนิทกับแกมาก แต่ภายหลังพอเราปรับความเข้าใจกันได้ ลูกสาวของคุณลุงก็สนิทกับ team เรามาก เมื่ออาทิตย์ก่อนตอนที่ผมไม่อยู่ ปรากฏว่าคุณลุงแกอาการดีจนกระทั่งลุกจากเตียง แต่แล้วก็พลัดตกลงมาหน้าตาช้ำ และหลังจากนั้นคุณลุงแกก็ unconscious (หมดสติ) มาตลอด
ที่จริงอย่างที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ อาการคุณลุงนั้นหนักมาก และเราก็คาดว่าแกอาจจะไม่ได้กลับบ้านหลังจากมา รพ.ในครั้งนี้ แต่ไม่มีใครคาดว่าจะมีการแทรกซ้อนแบบนี้เกิดขึ้น ลูกสาวแกก็เข้าใจและไม่คิดว่าเป็นข้อบกพร่องของพยาบาลหรือทางโรงพยาบาลแต่อย่างใดเลย แต่เนื่องจากตามกฏ case นี้เลยต้อง full investigate และอาจจะหมายถึงถ้าเสียชีวิตภายใน 12 เดือนหลังจากมี incident ในโรงพยาบาล จะต้องแจ้ง coroner ทำ autopsy ทุกราย ในกรณีนี้ จูดีหัวหน้าหอผู้ป่วยก็โทรไปแจ่้งที่สถานีตำรวจไว้ล่วงหน้าว่ามี case ตกเตียง และอาจจะต้องผ่านขั้นตอนดังกล่าว (คนไข้ palliative care ที่มา Braeside ยังไงๆก็จะเสียชีวิตภายใน 12 เดือนค่อนข้างแน่นอน)
ปรากฏว่าคุณลุงก็อยู่ได้อีกประมาณไม่กี่วันจริงๆ ก่อนหน้านั้น เราส่ง CT scan brain ส่งตรวจ X-ray อะไรหลายๆอย่างตาม protocol ก็ไม่มีอะไร แล้วคุณลุงก็เสียชีวิตอย่างเงียบๆในเวลาต่อมา เราก็แจ้งไปทางโรงพักอีกครั้ง แต่ที่น่าตื่นเต้น (และฉงนฉงายต่อ staff ในทีม) ก็คือ ตำรวจแห่กันมาถึง 6 คน และนักสืบนอกเครื่องแบบ (detective) อีก 3 คน รวมเป็น 9 คน คิดดูก็แล้วกันผู้ชายชาวออสซี่นี่ก็ตัวโตอยู่แล้ว ยิ่งพวกเป็นตำรวจทหารยิ่งขนาดมหึมาเข้าไปอีก เดินทางมาที่ในหอผู้ป่วย ติดสติกเกอร์ล้อมเตียงแบบ crime scene investigation (CSI) เลย แล้วก็เรียกพยานต่างๆเข้าไปสัมภาษณ์ทีละคนๆ เป็นที่เอิกเกริกมาก สงสารลูกสาวคุณลุงที่เธอพยายาม้องเรียกบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า "ทั้งหมดเป็นอุบัติเหตุๆ" และเธอไม่เอาเรื่องอะไรกับโรงพยาบาล เธอพยายามช่วยเราเต็มที่ เพราะกลัวว่าตำรวจจะลงความเห็นว่าเป็นความผิดโรงพยาบาล เราก็ต้องคอยอธิบายเธอว่านี่เป็นขั้นตอนเฉยๆ (แต่เราเองก็ไม่ได้คิดว่าเจ้าหน้าที่จะแห่กันมาเกือบทั้งสถานีแบบนี้เหมือนกัน)
นี่ก็เป็นผลกระทบจากเชิงระบบอีกแบบหนึ่ง ที่เราพอจะมองเห็นด้านมีประโยชน์และด้านที่กระทบต่อการทำงานได้พอควร เนื่องจาก quality assurance ที่นี่ ต้องการการันตี (และบันทึกเป็นหลักฐาน) เรื่อง dead after incident in Hospital หรืออุบัติเหตุภายในโรงพยาบาล ถึงกับมีกฏว่าถ้ามี incident หรืออุบัติการณ์ใดๆในโรงพยาบาลและได้บันทึก จะต้องมีการติดตามอาการคนไข้รายนั้นไปถึง 12 เดือน และหากเกิดอะไรขึ้นจะต้องทำ full investigation ว่ามีความเกี่ยวเนื่องกันหรือไม่ การบันทึกของที่นี่จึงสำคัญมาก และไม่มีการบันทึกย้อนหลัง เหตุการณ์ต่างๆจะถูกเรียบเรียงและบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรภายในไม่กี่วันหลังเกิดเรื่อง
แต่ในทำนองเดียวกัน ขั้นตอนการปฏิบัติจริงกลับมีผลต่อขวัญกำลังใจคนทำงานพอควร แม้ว่าทุกคนจะมั่นใจในการกระทำก็ตาม สายตาของบรรดาญาติๆและคนไข้คนอื่นๆที่เห็นตำรวจโขยงใหญ่ มากั้นเทปเหลือง มาสัมภาษณ์สืบพยาน และรู้่คร่าวๆว่ามาเพราะมีคนไข้ตกเตียงและเสียชีวิต สามารถส่งผลต่อข่าวลือและชื่อเสียงของโรงพยาบาลทั้งทางตรงและทางอ้อมได้เยอะ และโอกาสที่คนได้รับข่าวผิดๆ ไม่ครบ นำเอาไปขยายความต่อก็มีมากเช่นกัน
เรื่องที่กล่าวยังไม่ได้เข้าเรื่องหัวข้อที่พูดมาทีเดียว คือ Double Jeopardy
คำนี้ผมได้มาจากตอนชมภาพยนต์ชื่อเรีื่องเดียวกัน เป็นภาษากฏหมายอาญา (double jeopardy: prosecution of a person for the same offence twice) คือ คนๆหนึ่งจะไม่สามารถถูกกล่าวหาทางกฏหมายโดยข้อหาเดียวกัน ในกรณีหนึ่งๆ ซ้ำได้ นั่นคือ ถ้าถูกกล่าวหาแล้วครั้งหนึ่ง สืบพยาน ไต่สวน ตัดสินพ้นผิดไปแล้ว ก็จะไม่สามารถถูกกล่าวหาและตัดสินว่าผิดอีกที (ยกเว้นในกรณีมีหลักฐานใหม่ที่ทำให้เปลี่ยนรูปคดีไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ) ในภาพยนต์เรื่องนี้นางเอกถูกสามีใส่ร้ายว่าเป็นคนฆ่า ทำให้ต้องติดคุก สามีแอบไปใช้ identity ใหม่สบายใจเฉิบ
แต่วันนี้ที่ผมมาเยี่ยม home visit กับ Vanessa ได้เจอกับครอบครัวที่ต้องผ่านประสบการณ์มะเร็งถึงสองครั้งด้วยกัน สองครอบครัว ที่พอจะถือเป็น prosecution twice for the same offence ได้
Case ที่หนึ่ง
Mr Lee เป็นคนจีนอายุเพียงแค่ 45 ปี แต่เป็นมะเร็งลำไส้ ได้รับวินิจฉัยมาไม่นาน ได้รับการผ่าตัดและได้ยาเคมีบำบัด แต่พอติดตามการรักษาเพียงแค่ไม่กี่เดือน ก็พบว่ามีการกระจายไปที่ตับและอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว
ผมกับ Vanessa ไปเยี่ยมคุณลีที่บ้าน ซึ่งอยู่ในย่านผู้มีอันจะกินทีเดียว ไม่ไกลจาก Braeside มากนัก เราเดินไปกดกริ่งที่หน้าประตู สักประเดี๋ยวก็มีคนมาเปิด ปรากฏว่าเป็นเด็กผู้ชาย อายุประมาณ 15 ปี หน้าตาตื่นๆ พอเห็นเราก็ทำปากงุบงิบ ทำมือเชิญเราเข้าไปในห้องนั่งเล่น ส่วนตัวเองก็วิ่งจู๊ดขึ้่นไปข้างบน (ตามประสาโลกส่วนตัววัยรุ่น) ทันที
เราเดินเข้าไปก็พบคุณลีนอนอยู่บนโซฟาตัวยาว ห้องนั่งเล่นมีขนาดใหญ่มากทีเดียว ประมาณเท่าห้องบรรยายของภาควิชาศัลย์ ที่ ม.อ.เลย (บรรยายแบบนี้คงจะไม่่เป็นประโยชน์เท่าไร อืม... ขนาดประมาณ 20 x 20 เมตร คร่าวๆก็แล้วกัน) มีโทรทัศน์จอประมาณ 50 นิ้วอยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้อง ข้างๆโซฟาที่คุณลีนอน มีโต๊ะเล็กๆ บนโต๊ะเต็มไปด้วยหยูกยาและสัมภาระต่างๆที่คนไข้ palliative care ทุกคนจะใช้วางอยู่ อาทิ ไซริงค์ฉีดยาใต้ผิวหนัง กล่องใส่กระปุกยา ถ้วยน้ำ กระติกน้ำ มีวิทยุเครื่องเล็กๆเปิดเสียงเบาๆ ฟังไม่ออกว่าเป็นเพลงหรือเป็นอะไร ดูแล้วน่าจะเป็นการเปิดพอให้มีเสียงเท่านั้น มิฉะนั้นห้องนี้ก็จะเงียบกริบ เพราะบ้านก็ห่างออกมาจากถนนใหญ่พอสมควร
สีหน้าคุณลีบนเตียงไม่สบายเลย ไม่เชิงเจ็บปวด แต่เป็นเศร้าหมองและท้อแท้อาลัย Vanessa เริ่มสัมภาษณ์ คุณลีก็จะตอบแบบถามคำตอบคำ ไม่ค่อยมีกำลังใจเท่าไหร่และเฉยๆที่เรามาเยี่ยมที่บ้าน อาการปวดของคุณลีพอประมาณทีเดียว แต่ก็ไม่ได้รุนแรงมาก มะเร็งที่แพร่กระจายไปที่ตับมีขนาดใหญ่มาก ขนาดผมนั่งอยู่ห่างๆมาประมาณ 10 ฟุต ตอน Vanessa ตรวจ ผมยังเห็นส่วนที่โป่งนูนใต้ชายโครงขวาออกมาอย่างชัดเจน อารมณ์คุณลีดูเศร้าจนกระทั่ง Vanessa ต้องประเมินเรื่อง depression และ suicidal idea (ภาวะซึมเศร้า และความคิดฆ่าตัวตาย) แต่คุณลีก็เพียงยอมรับว่ามีอาการเศร้าซึม แต่ไม่ได้มีความคิดอยากฆ่าตัวตายอะไร
Vanessa ใช้คำว่า "Have you ever had any idea to do something to end all of these? I see you suffer quite a lot" คุณเคยคิดอยากจะทำอะไรเพื่อหยุดเรื่องราวทั้งหมดนี้ไปเลยไหม เพราะดูแล้วคุณมีความทุกข์มากเหลือเกิน
ความดีอย่างหนึ่งของ Vanessa ก็คือ เธอดูจะมีความมั่นใจ และทำให้ความมั่นใจนี้เกิดแก่คนรอบๆข้างด้วย เวลาเธอพูดเรื่องอะไร จะดูเป็นเรื่องธรรมดา และเธอมั่นใจว่าเป็นสิ่งที่ควรจะพูด และพร้่อมที่จะรับฟัง และเธอดูจะมีอารมณ์ดีตลอดเวลาแต่ไม่ถึงกับ inappropriate หรือไม่เหมาะสม คือไม่ใช่ยิ้มแป้นตลอด แต่จะไม่ emotional ตามคนไข้ไปด้วย
Vanessa ถามไปจนถึงเรื่องทั่วๆไป ก็พบว่าคนที่มาเปิดประตูเป็นลูกชายคนโต คุณลีมีลูกสามคน อีกสองคนเป็นผู้หญิงคนโต อายุ 17 ปี และคนเล็กอายุ 10 ปี เราก็ถามว่าไปโรงเรียนกันเหรอ (ผมก็นึกสงสัยว่าทำไมลูกชายคนนี้ไม่ได้ไปโรงเรียน)
คุณลีก็ตอบว่า "ลูกสาวคนโตไปเป็นเพื่อนภรรยา"
"อ้อ.. ภรรยาคุณลีไปไหนหรือคะ" Vanessa ถาม
"เขาไปโรงพยาบาล ไปรับยา"
"รับยามาให้คุณลีน่ะเหรอคะ"
"เปล่า เขารับยาเคมีบำบัดของเขาเอง เขาเป็นมะเร็งเต้านมครับ" เสียงคุณลีแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน "เขาเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อนผมอีก ผ่าตัดไปได้ 6 เดือนแล้ว ฉายแสงไปแล้ว ตอนนี้กำลังรับยาเคมีอยู่"
"This is so unfair........" คุณลีสะอื้น พูดออกมา "This is so unfair.... I have three young kids and both of us have cancer."
เราถึงกับอึ้ง เพราะเราไม่ทราบมาก่อนเหมือนกันว่าภรรยาคุณลีก็เป็นมะเร็งเหมือนกัน และเป็น advanced cancer ด้วย ครอบครัวนี้พ่อกับแม่เป็นมะเร็งในเวลาใกล้ๆกันไม่กี่เดือนเท่านั้น
"My little kid is with her aunts. They took her for a care while my wife takes chemo at the hospital." ตอนนี้ผมก็พอเดาได้ว่าสาเหตุที่ลูกชายอยู่บ้านก็คงเพราะต้องมีคนอยู่เป็นเพื่อนคุณลีที่บ้านนี่เอง เพราะลูกสาวคนโตก็ไปเป็นเพื่อนภรรยาที่โรงพยาบาลแล้ว นึกถึงสีหน้าของเด็กผู้ชายตอนที่มาเปิดประตู ผมก็นึกว่าในใจของเด็กคนนี้จะเป็นอย่างไรหนอ ที่โลกรอบๆตัวของเขากำลังจะเปลี่ยนไปอย่างมากในไม่ช้านี้แล้ว จากที่ทั้งพ่อและแม่เป็นมะเร็งทั้งคู่
Vanessa บอกเรื่องทางเลือกที่คุณลีอาจจะไปรับรักษาอาการที่โรงพยาบาล Braeside หรือไปร่วมกิจกรรม Day hospital จะได้เจอะเจอคนอื่น และได้พบหมอพยาบาล ที่จะช่วยเรื่องอาการได้บ้าง แต่คุณลียังจมอยู่กับความเศร้าหมองของชะตาชีวิตของตน ไม่ได้พูดว่าอะไรว่าจะตัดสินใจอย่างไร
เราจากมาจากบ้านคุณลีด้วยความรู้สึกเศร้าพอสมควร ผมบอก Vanessa ว่า คุณลีน่าจะไปอยู่ที่ Braeside เพราะที่บ้านนี่เห็นได้ชัดว่าลูกๆจะช่วยอะไรได้น้อยมาก และที่ Braeside ก็อนุญาตให้ญาติไปพักอยู่ด้วย อย่างน้อยก็จนกว่าอาการทางกายแกจะดีขึ้น หรีือที่ภรรยารับยาเคมีบำบัดจนหมดชุด เพราะข้อดีประการหนึ่ง(ถ้าพอจะนับเป็นข้อดีได้) คือมะเร็งเต้านม บางทีก็สามารถอยู่ได้นานมาก และเป็นมะเร็งที่มียารักษาในระยะต่างๆเยอะมากที่สุด แต่เราทำอะไรไม่ได้มากจนกว่าคุณลีจะหายซึมเศร้า และตัดสินใจด้วยตัวแกเอง
Case ที่สอง
เราออกจากบ้านคุณลี ไปบ้านต่อไป เป็นบ้านของ Mrs Flora อายุ 78 ปี เป็น brain tumour (เนื้องอกในสมอง) พยาบาลชุมชน palliative care ส่งสัญญานมาให้เรา เพราะว่าอาการคุณฟลอราเริ่มทรุดลง ขอให้เรามาช่วยประเมินให้หน่อย
บ้านของ Mrs Flora อยู่ในย่านค่อนข้างดี บอกความมีฐานะ สามีคุณ Flora ชื่อดีโน เป็นอิตาเลี่ยนที่ย้ายมาออสเตรเลียนานแล้ว ประกอบอาชีพทำพรม (ซึ่งน่าจะเป็นเหตุเป็นผลของฐานะ เพราะบ้านฝรั่งเกือบร้อยทั้งร้อยใช้พรม) คุณ Flora มีสามีคือคุณดีโนและลูกสาวคนโตโซเฟียเป็นผู้่ดูแลหลัก บ้านนี้จ้่างแม่บ้านมาช่วยงานบ้านด้วย
ห้องนั่งเล่นชั้นล่างของบ้านมีขนาดใหญ่มาก เพราะรวมเอาบริเวณที่นั่งกินข้าว ที่นั่งเล่น และห้องหนังสืิอรวมกัน ไม่มีฉากหรือผนังกั้น จุคนได้ 50-60 คนสบายๆ (ปรากฏว่าคุณดีโนชอบจัดงานรวมญาติ เชิญพี่น้องญาติๆมาร่วมงานกันทีละ 50-60 คนจริงๆ สมกับเป็นครอบครัวอิตาเลี่ยน ที่ค่อนข้างจะอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่)
ตอนเราไป โซเฟียอยู่ด้วยและมีลูกสาวเธอคนเล็กสุดจากสามคนมาด้วย อายุแค่ 4 ชวบเท่านั้น เพราะคุณ Flora ชอบให้หลานๆมาเยี่ยม เช่นเดียวกับคุณดีโน คุณดีโนมีลูกสาวอีกคนหนึ่งแต่งงานแล้ว และสามีของเธอเป็นช่างไฟ คุณดีโนก็ชวนมาอยู่บริษัททำพรมของแกด้วยอีกคนหนึ่ง เป็น family business จริงๆ ส่วนลูกชายคนเล็กก็ทำงานอยู่ไม่ไกลกันเท่าไร คุณ Flora นอนอยู่บนเตียง ที่จัดไว้มุมห้องมุมหนึ่ง สามารถมองเห็นห้องใหญ่ทั้งห้องได้ตลอดเวลาว่าใครมา ใครทำอะไรอยู่ มุมนี้เป็นมุมหวำเข้าไปเป็น space ห้องเล็กๆต่อกับห้องใหญ่ ไม่มีผนังกั้น ภายในบริเวณตกแต่งด้วยกระถางกระเบื้องเคลือบที่มีรูประบายสีอยู่ เป็นฝีมือของคุณ Flora เองด้วย จากผลงานของเธอแสดงว่าเธอค่อนข้างเป็นศิลปินทีเดียว คุณ Flora ตื่นอยู่ตอนที่เราไป แต่ก็นอนนิ่งๆอยู่บนเตียง ฟังเราคุยกับคุณดีโนและโซเฟียตาเเป๋ว
ก่อนหน้านี้่คุณ Flora ยังเดินไปไหนมาไหน จนกระทั่งสองอาทิตย์ที่แล้วที่เธอเริ่มเดินน้อยลง และยืนมีอาการเซๆ ต้องใช้สองคนช่วยพยุง ก็คือคุณดีโนกับโซเฟีย แต่โซเฟียไม่ได้อยู่บ้านนี้ตลอด และเธอมีลูกเล็กๆสามคนที่ต้องดูแล ฉะนั้นคุณดีโนเริ่มต้องประสบปัญหาดูแล bed-ridden เพียงคนเดียว
Vanessa พูดถึงเรื่อง option ที่ถ้าต้องการก็อาจจะย้ายไปอยู่ที่ Braeside hospital เมื่ออาการทรุดลงมากๆและ Flora ต้องการคนช่วยเหลือตลอดเวลา การที่ย้ายไปคุณดีโนอาจจะมีเวลาได้อยู่กับเธอมากกว่า ขณะที่การดูแลประจำวันก็จะเป็นหน้าที่พยาบาลคอยช่วยเหลือแทน แต่ดูๆแล้ว ขณะนี้ Flora ค่่อนข้างสบาย อยู่ในมุมของเธอ มีของที่เธอรักและคุ้นเคย มีญาติและหลานๆมาเยี่ยมค่อนข้างบ่อย เราตกลงกันว่าเราจะรักษาสถานการณ์แบบนี้ไว้ให้นานที่สุด ส่วน Braeside ก็จะเป็นทางเลือกเมื่อถึงเวลาจริงๆ
ระหว่างนั้นเอง เราได้พูดคุยถึงเรื่องครอบครัว ก็เป็นครอบครัวใหญ่ที่ค่อนข้างสนิทกัน ใช้ชีวิตและมีคุณภาพชีวิตที่ดีและอบอุ่นมากๆ มีการรับประทานอาหารร่วมกันสามรุ่นบ่อยครั้ง มีตอนหนึ่งตอนที่เราถามว่าดีโนและ Flora มีลูกกี่คน เขาก็นิ่งไปพัก แล้วก็บอกว่าเคยมี 4 คน
"แต่อีกคนเสียไปเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน" คุณดีโนบอก
"หมอรู้ไหม ลูกสาวผมแคธี่ ก็เป็นเนื้องอกในสมองเหมือนกัน"
"อา... เหรอ เราไม่ทราบเลย"
"ใช่หมอ เธอเป็นเด็กที่ฉลาด สดใส และรื่นเริงมาก จู่ๆก็ซึมลง บ่นปวดหัว และในที่สุดหมอก็บอกเราว่าเธอมีเนื้องอกในสมอง เรารักษาเธออยู่ได้ประมาณ 1 ปี เธอก็จากเราไป"
"ตอนนี้แม่ของเธอก็เป็นอย่างเดียวกับเธอ" ดีโนพูดต่อเบาๆ "โอกาสสักแค่ไหนกัน ที่ฟ้าจะผ่าที่ที่เดียวกันสองครั้งแบบนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นกับเรา"
"ดังนั้นพวกเราเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาแล้ว แต่ไม่มีใครเคยนึกเลยว่าจะต้องผ่านอีกครั้งหนึ่ง"
Vanessa จับมือของคุณดีโนเบาๆ
คุณดีโนยิ้มเศร้าๆ "แต่เราก็ต้องรับมันไว้ ใช่ไหมหมอ ข้อดีก็คือเรารู้่ว่าเราจะต้องเจออะไรบ้าง และเราคิดถึงส่วนที่เราทำได้ และจัดการได้ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปคิดถึงเรื่องลบๆตลอดเวลา"
"นี่ผมก็พึ่งจัดงานวันเกิดให้ Flora ที่บ้านนี้ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง มีคนมากันเต็มบ้านเลย"
และจุดแข็งของครอบครัวนี้น่าจะเป็นครอบครัวของ Flora นี่เอง ที่พร้อมที่จะ support เธอจนถึงที่สุด เราดูแล้ว ณ ขณะนี้ Flora ก็ได้รับการดูแลดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โชคดีเหลือเกินที่ไม่ค่อยมีอาการปวด อาการชัก อะไรที่จะทำให้การดูแลลำบากมากขึ้น แต่อย่างน้อยที่เรามา ก็เปิดทางเลือกเมื่อการดูแลเริ่มลำบากมากขึ้น ครอบครัวที่น่ารักครอบครัวนี้จะได้มีทางออกอีกทางหนึ่ง
คนที่ต้องเจอเรื่องร้ายแบบเดิมซ้ำสองหนนี่ทุกข์มากนะคะ เคยแค่ฝันว่าซักผ้าเสร็จแล้วตื่นมาต้องซักอีกรอบนี่ก็ยังเศร้าแล้วเลย ขออภัยที่ตัวอย่างตลกไปหน่อยแต่ก็ไม่มีตัวอย่างที่ดีกว่านี้เกี่ยวกับตัวเองในเคสใกล้เคียง คือเข้าใจความรู้สึกอ่ะค่ะแต่ตัวอย่างเคสห่วยไปหน่อย - - "
Double Jeopardy นี่หนังฮอลลีวู้ดชอบเอามาใช้ คาดว่าในความเป็นจริงต้องมีคนนำช่วงโหว่นี้มาใช้กระทำผิดบ่อยเหมือนกัน อย่างหนังเรื่องหนึ่งที่ดู Fracture ก็มีการนำกฎหมายนี้มาเป็นส่วนสำคัญปิดท้าย เอ...อาจารย์ดูหรือยัง ถ้ายังขออภัยที่ spoil ค่ะ 555
ไม่เป็นไรครับ ผมดูเรียบร้อยแล้ว (fanclub ของท่านเซอร์ฮอปกินส์ครับ อิ อิ)
นานๆจะคิดคำไทยสั้นๆได้สำหรับศัพท์ภาษาอังกฤษ 1 คำนะคะ อาจารย์ อันนี้อ่านแล้วคิดได้ทันทีว่า เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ได้คิดว่าชีวิตเรานี่จืดสนิทเลยนะคะ ถ้าเทียบกับ 2 ครอบครัวนี้
สวัสดีคะ
อาจารย์คะ พี่เพิ่งเดินทางกลับมาจากแม่ฮ่องสอนคะ มีแต่บรรดา สานุศิษย์ของท่านอาจารย์ ถามว่าอาจารย์ จะกลับเมืองไทย เมื่อไหร่คะ มีคนคิดถึงมากๆ
เรื่องที่เล่ามา อ่านแล้ว ราวกับนั่งในบ้านและคุยกับคุณ ดีโนเลยละคะ
สวัสดีคะ
เข้ามาสวัสดีปีใหม่กับอาจารย์คะ
รื่นเริงสงกรานต์คะ
ขอให้อาจารย์ มีสุขภาพที่ดี มีพลังใจ กายที่เข้มแข็งตลอดไปนะคะ
รู้สึกยังไงกับ ความยุติธรรมของประเทศเรา รู้สึกอย่างไรกับอำมาตย์..ชนชั้นนำ
และรู้สึกอย่างไรที่พรรคประชาธิปัตย์ เกาะเกี่ยวอยู่ตรงนั้นมานาน
อิอิ พอดีเข้ามาโดยบังเอิญ เห็นอยู่หาดใหญ่