...

น้ำมันปลา (fish oil) เป็นแหล่งของน้ำมันชนิดดีคือ โอเมกา-3 ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพสมอง หัวใจ และยังมีส่วนช่วยลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดด้วย

การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า น้ำมันปลาในท้องตลาดเกือบทุกชนิดไม่มีสารตกค้าง เช่น ปรอท (mercury), ไดออกซิน (dioxin - สารก่อมะเร็ง), PCBs ฯลฯ หรือถ้ามีก็มีน้อยมากๆ ไม่เกินค่ามาตรฐานทางด้านความปลอดภัย

...

กลไกที่เป็นไปได้คือ บริษัทผู้ผลิตมีแนวโน้มจะเลือกปลาที่อยู่ต้นห่วงโซ่อาหาร (food chain) หรือปลาที่ตัวเล็กหน่อย เช่น คอด ซาร์ดีน ฯลฯ ไม่ได้เลือกปลานักล่า หรือปลาตัวใหญ่ที่อยู่ท้ายห่วงโซ่อาหาร เช่น ฉลาม ฉนาก ฯลฯ

ห่วงโซ่อาหารในทะเลเริ่มจากพืช เช่น แพลงค์ตอน (plankton) สาหร่ายทะเล ฯลฯ สัตว์ตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งจะถูกสัตว์ใหญ่หรือสัตว์นักล่ากินไปเรื่อยๆ สัตว์ที่อยู่ท้ายๆ ห่วงโซ่อาหารจะมีการสะสมสารพิษสูงกว่าสัตว์ที่อยู่ต้นห่วงโซ่อาหาร

...

กลไกต่อไปคือ บริษัทผู้ผลิตหลายๆ แห่งจะทำการกลั่น (distill) น้ำมันปลาในกระบวนการผลิต เพื่อลดสารตกค้างให้น้อยลงไปอีก

ห้องปฏิบัติการ 'ConsumerLab' รายงานว่า ไม่พบสารตกค้างในน้ำมันปลา 41 ชนิด วิทยาลัยแพทย์ฮาร์วาร์ด และโรงพยาบาลแมสซาชูเซทส์ เจเนอรัล ทำการศึกษาน้ำมันปลา 5 ชนิดพบว่า เกือบไม่พบสารปรอทในน้ำมันปลาเลย (negligible)

...

ผลการตรวจสอบโดยเว็บไซต์ "มาตรฐานน้ำมันปลานานาชาติ" ก็รายงานออกมาคล้ายๆ กัน (คือ น้ำมันปลามีความปลอดภัย)

เรื่องที่สำคัญมากๆ คือ น้ำมันปลา ไม่ใช่น้ำมันตับปลา... น้ำมันตับปลามีวิตามิน A สูงมากๆ ถ้ากินไปนานๆ อาจทำให้ได้รับพิษจากวิตามิน A ซึ่งมีอันตรายสูง เช่น ทำให้ความดันในกะโหลกศีรษะสูง อาการคล้ายเนื้องอกในสมองได้ ฯลฯ

...

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ 

...

ที่มา                                                       

  • ขอขอบพระคุณ > อ.นพ.ศิริชัย ภัทรนุธาพร สสจ.ลำปาง + โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง.
  • ข้อมูลในบล็อกมีไว้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค > ท่านที่มีโรคประจำตัว หรือมีความเสี่ยงโรคสูง ควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์ > ยินดีให้ท่านผู้อ่านนำไปเผยแพร่ได้ ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า > 25 มีนาคม 2552.