ความหวังต่อเติมบางอย่างให้แก่ชีวิต
ขอคารวะผู้เสียสละของน้อง ๆ
เมื่อประมาณ เกือบ 20 ปีให้หลัง
สมัยยังเรียนอยู่ ม.ปลายผมได้ไปอาศัยอยู่บ้านลุงกับป้า
เป็นญาติทางคุณแม่ของผม บ้านท่านตั้งอยู่ในตัวอำเภอเล็ก ๆ
ระยะทางจากบ้านผมมาอำเภอก็ห่างกันประมาณ 12 กิโลเมตร
อาศัยอยู่กับป้ามันช่วยให้ผมประหยัดทุนค่ารถค่าเช่าหอพัก
ที่สำคัญมีข้าวให้กิน 3 มื้อโดยท่านเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
เพราะถือได้ว่าเป็นลูกเป็นหลาน ที่มาพึงพาอาศัย
จึงทำให้ผมได้รับรู้เหตุการณ์ความเป็นไปของครอบครัวของป้าพอสมควร

ลุงกับป้าผู้ใจดีของผม
อาชีพหลักของลุงกับป้าจะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากชาวนา
เนื่องจากรากเหง้าแท้ ๆ ของพวกเรานั้นเป็นชาวนามาหลายชั่วอายุคน
มาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งเบื่อกันก่อนนะครับ....ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็มีแต่ชาวไร่ชาวนา
อย่างที่ผมเคยบอกแล้วไงครับว่า ในบล็อกนี้จะเป็นเรื่องราวสะท้อนชีวิตและสังคม
ที่เป็นคนตัวเล็ก ๆไม่โดดเด่นน่าติดตาม และไม่สวยงาม ให้ชวนสนใจ
แต่มันก็เป็นเรื่องราวที่สะท้อนจากมุมเล็ก ๆ ที่ผมอยากให้ผู้คนได้รับรู้
มาต่อกันเลยครับ...
ลุงกับป้ามีบุตรรวมทั้งหมด 6 คน
เป็นลูกชาย 5 คน ลูกสาว 1 คน
ทุกคนล้วนเป็นความรักและความหวังของลุงกับป้า
เป็นธรรมดาของพ่อแม่ทั่วไปที่จะฝากความหวังไว้กับลูกคนโต
เพื่อจะได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัวต่อไปในอนาคต
ความหวังของพ่อแม่ทั่วไปที่อยากจะเห็นลูก ๆ ประสบความสำเร็จ
ยิ่งกว่านั้นถ้าหากลูกเรียนดีเรียนเก่งเท่าไร
ก็ยิ่งจะทำให้พ่อแม่มีกำลังใจที่จะส่งเสียให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียนให้ถึงที่สุด
เผื่อว่าอนาคตข้างหน้าจะได้เป็นเสาหลักของครอบครัวได้
ลุงกับป้าจึงดิ้นร้นทุกวิถีทางที่จะหาเงินส่งเสียลูกชายคนโต
เพื่อให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างสุดกำลังของชาวนาที่จะทำได้
ลุงกับป้าค้อนข้างจะโชคดี ที่ลูก ๆ ของท่านเกือบจะทุกคนมีผลการเรียนในเกณฑ์ดีมาก
และอีกอย่างท่านก็มีที่นาทำกินสมควร มีผืนนาน่าจะเกือบประมาณ 30 ไร่ได้
มีที่นาขนาดนี้ไม่ธรรมดา สำหรับชาวนาในยุคนั้น
ถือได้ว่าสามารถทำกินเลี้ยงลูกทั้ง 6 คนได้อย่างสบาย ๆ
แถมดินก็ค่อนข้างดีและเหมาะสมในการทำนาอีกด้วย
ปีหนึ่ง ๆ น่าจะได้ข้าวไว้กินไว้ขายไม่น้อยเลยทีเดี่ยว
หากไม่มีค่าใช้จ่ายที่จะต้องส่งเสียให้ลูกได้เล่าเรียนแล้วละก็
ลุงกับป้าจะมีชีวิตชาวนาที่มีความสุขสบาย ๆ ครอบครัวหนึ่งเลยก็ว่าได้
หากแต่สมัยนั้นลุงกับป้าเกิดความหวังในการศึกษาของลูก ๆ
จึงมีภาระอันหนักอื้อที่จะต้องส่งให้ลูกได้ถึงฝังฝัน
แต่ก็เป็นที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าลำพังขายข้าวเป็นปี ๆ
มันคงไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในทุนการศึกษาของลูกแน่ ๆ
บ้างทีต้องตัดใจขายควายที่เลี้ยงไว้เพื่อแปรเป็นทุนส่งให้ลูก
บทเรียนจากความหวัง
จนในที่สุดก็สามารถส่งให้ลูกคนแรกได้เรียนจนจบ ปริญญาตรี
เมื่อสมัยยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ปริญญาถือได้ว่าไม่ใช้เรื่องธรรมดาที่ลูกชาวนาจะทำได้
แต่โชคไม่ดีที่ลูกชายคนโตต้องด่วนแต่งงานไปเสียก่อน
อาจเป็นเพราะความรักเป็นสิ่งที่อยู่เหนือเหตุผลอื่นใด
ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ
มันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์เพศชายและเพศหญิง
ความเหมาะสม ความพร้อมต่าง ๆ อยู่ไหนไม่เคยไถ่ถาม
จึงไม่มีคำตอบชัดเจนสำหรับคำถามถึงความเหมาะสมทุกกรณี
อาจเป็นเพราะเงื่อนไขต่าง ๆ ในเวลานั้น
ทุกสิ่งจึงมีเหตุมีผลในการตัดสินใจของลูกชายคนโต
ความหวังของลุงกับป้าครั้งนั้นเป็นอันต้องสิ้นสุดลงตรงนั้น
แต่ในฐานะของผู้เป็นพ่อและแม่ก็ต้องทำหน้าที่ส่งเสียจนถึงที่สุด
การสนับสนุนให้ลูกได้เป็นฝังเป็นฝา มันจึงเป็นภาระครั้งสุดท้ายที่พ่อแม่จะต้องทำ
นั้นเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของลุงกับป้า
บทเรียนแห่งความหวังอันไม่เคยได้ภิรมย์นัก
ลุงกับป้าทำได้แค่เพียงเก็บความรู้สึกกับเรื่องราวครั้งนั้นไว้ลึก ๆ
โดยไม่ได้เอ่ยปากบอกใคร ๆ ให้รับรู้ถึงความรู้สึกในเหตุการณ์ครั้งนั้นเลย
นั้นคงเป็นบทเรียนทำสำคัญทำให้ลุงกับป้าไม่คิดจะฝากความหวังไว้กับลูก ๆ คนต่อไป
ถึงแม้ว่าลูกบางคนจะทุ่มเทกับการเรียนหนังสื่ออย่างจริงจังแค่ไหน
ดังนั้นน้องชายอีกสี่คนที่เหลือจึงต้องรับชะตากรรมจากบทเรียนครั้งนั้น
ความหวังครั้งใหม่..
ในความหวังที่มอดดับของพ่อแม่ แต่ก็ยังมีพี่คนกลาง
เป็นพี่ชายคนที่ 3 ของน้อง ๆ พี่ที่ช่วยจุดประกายความหวังขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
เพื่อให้น้อง ๆ ได้เป็นความหวังของครอบครัวต่อไป พี่ได้ฉุดดึงความหวังนั้นให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
ความหวังเป็นสิ่งมีชีวิตเสมอ และ จับต้องได้เสมอสำหรับคนที่คิดดีทำดี
ความหวังของพี่ หวังอยากเห็นน้อง ๆ ได้สร้างคุณค่าให้ตัวเองด้วยการศึกษา
เพื่อทุกคนจะได้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในสังคมอนาคตข้างหน้าต่อไป
“ลืมเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้สิ้น อย่าให้มันมาบั้นท่อนความหวังครั้งใหม่ของเราได้
เมื่อพี่ยังมีชีวิตอยู่ อนาคตของน้อง ๆ จะต้องได้ดีให้จงได้”
พี่จะเป็นผู้รับช่วงภาระนี้ต่อไป
และนั้นมันจึงเป็นแรงผลักให้พี่ต้องออกไปหางานทำในต่างจังหวัด
เพื่อให้น้อง ๆ ได้กลับมามีความหวังในการศึกษากันอีกครั้ง
ช่างน่าแปลกใจที่คนมีการศึกษาไม่สูงแต่กับมีความคิดดี ๆ จนน่ายกย่อง
ผมได้ยินผู้คนรอบข้างเล่าให้ฟังพอจับใจความได้ว่า
ตลอดเวลาตั้งแต่ครั้งที่พ่อแม่ทำนาส่งพี่เล่าเรียนพี่คนนี้ก็ช่วยพ่อกับแม่ทำงานหนักมาโดยตลอด
ช่วยครอบครัวทำทุกอย่างที่พอจะช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อกับแม่ได้
เริ่มช่วยพ่อกับแม่ทำงานโดยได้ทิ้งโอกาสทางการศึกษาของตนไว้แค่เพียง ม.3 เท่านั้น
ผลสำเร็จของความหวัง
พี่ได้ส่งเสียให้น้องชายที่เป็นลูกคนที่ 5 ได้เล่าเรียนจนจบ
(ลูกคนที่ 4 ของลุงกับป้านั้นเป็นผู้หญิงเธอไม่ได้เรียนหนังสืออะไร
แต่ก็เป็นภาระของคนในครอบครัวอยู่ไม่น้อย เนื่องจากเธอเดินไม่ได้
และมีโรคประจำตัว แต่สมาชิกในครอบครัวได้ช่วยกันดูแล )
จาก
การบวชแทนคุณเป็นหน้าที่ของลูกผู้ชาย บ้านไม้หลังสูง ๆ ที่มองเห็นนั้นยังอยู่ในความทรงจำเสมอ
ความตั้งใจดีของน้อง(ลูกคนที่ 5 ) ได้สานฝันให้ครอบครัวสำเร็จ
จนในที่สุดเขาก็เรียนจบออกมา และเข้ารับราชการในกระทรวงสาธารณสุข
และได้เป็นเสาหลักของครอบครัวในปัจจุบัน จากผลพ่วงของความสำเร็จในครั้งนั้น
ส่งผลให้น้องคนสุดท้องได้เล่าเรียนต่อ และพี่(ลูกคนที่5)ก็มีผลในความสำเร็จของน้องชายคนสุดท้อง
จนในที่สุดน้องคนสุดท้องได้รับราชการอาชีพครูและขึ้นเป็นผู้อำนวยโรงเรียนตามลำดับ
แต่น่าเสียดายที่พี่ชายคนนั้นไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อดูความสำเร็จของน้อง ๆในวันนี้
จะมีแต่คุณความดีงามของพี่เท่านั้นที่ยังคงติดตรึงตราอยู่ในใจของน้อง ๆ เสมอมา
ขอคารวะดวงวิญญาณของพี่ โดยการบันทึกเรื่องนี้ให้ผู้คนได้รับรู้ในสิ่งที่พี่ได้ทำไว้
ขอเก็บมันไว้เป็นส่วนหนึงของเรื่องราวในบล็อกกระจ้อยร่อยเรื่องราวแห่งนี้
เพื่อได้สะท้อนเรื่องราวในชีวิตเลือดเนื้อของลูกชาวนาตัวเล็ก ๆ ที่ได้ทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่
พี่เป็นสิ่งประเสริฐสุดของชีวิตของน้อง ๆ โดยแท้ ขอให้ดวงวิญญาณของพี่ไปสู่สุขติ
"ชาติหน้าถ้ามีขอให้พี่เกิดมาเป็นพี่น้องกันเหมือนชาตินี้เถิดนะ
เพียงแต่จะขอเปลี่ยนให้น้องได้ทำความดีตอบแทนพี่บ้างเพื่อเป็นการตอบแทนจากการกระทำของพี่ในชาตินี้"
ขอสดุดี
พี่คนที่ 3 ที่ชื่อว่า “พี่แอ๊ด”ของน้อง ๆ
ตัวอย่างของการดิ้นร้นนักสู้ลูกชาวนาอีกครอบครัวหนึ่ง
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงที่ผมอยากจะบันทึกไว้ในบล็อกแห่งนี้
เพื่อเป็นการเชิดชูนักสู้ผู้ทำเพื่อครอบครัว และ หากมีเนื้อหาใดผิดเพี้ยนบ้าง
ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ด้วยจิตคารวะ

สองคนสองที่สุดของลุงกับป้าในวันนี้