ที่จริงผมอาจจะใช้ชื่อบันทึกชุดนี้ว่า “ชีวิตที่ขวางโลก” ก็น่าจะได้ เพราะผมสนุกกับการได้ทำอะไรๆ แบบขวางโลก
วันที่ ๑๕ – ๑๖ มี.ค. ๕๒ ท่านรองเลขาธิการ สกอ. ฉันทวิทย์ สุชาตานนท์ และ ผอ. สำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชน สุนันทา แสงทอง ชวนผมไปแม่ฮ่องสอน เพื่อเยี่ยมทำความรู้จักและให้กำลังใจวิทยาลัยชุมชนในเขตภาคเหนือ ผมรีบรับเชิญ เพราะอยากไปรับรู้ของจริงของ วชช. เพราะผมเคยไปเห็นแต่ Community College ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว ยังไม่เคยไปเห็นของประเทศไทยเลย
อีกแรงจูงใจหนึ่งคืออยากไปเยี่ยม ดร. จรูญ คำนวณตา ประธานคณะกรรมการ วชช. แม่ฮ่องสอน ซึ่งเคยทำงานเป็น ผอ. ฝ่ายวิจัยอุตสาหกรรม สกว. สมัยผมเป็น ผอ. สกว. หลังจากออกจาก สกว. แล้ว ดร. จรูญกลับไปอยู่ที่แม่ฮ่องสอนบ้านเกิดและได้ข่าวว่าทำประโยชน์ให้แก่ชุมชนแม่ฮ่องสอนมาก
ดร. จรูญได้ข่าวก็รีบ อี-เมล์ มาบอกกำหนดการ ผมรีบบอกไปว่า ขอให้จัดรายการแบบสบายๆ กันเอง ขออย่าเน้นพิธีรีตอง เพราะผมมีนิสัยชอบบรรยากาศง่ายๆ และกันเอง และผมอยากรับฟังจากคนทำงาน จากคนแม่ฮ่องสอนให้มากที่สุด ผมไม่อยากให้การไปเยี่ยมนี้มีลักษณะที่ผู้ใหญ่จากส่วนกลางไปให้นโยบาย แต่อยากให้เป็นการไปรับฟังความสำเร็จ ความภาคภูมิใจ ความใฝ่ฝันที่จะทำงาน แล้วคุยกันว่าจะขยายความสำเร็จให้กว้างขวางขึ้นและเกิดประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร
ที่จริงตอนท่านรองฯ ฉันทวิทย์กับ ผอ. สุนันทาคุยเรื่องไปเยี่ยม วชช. แม่ฮ่องสอน ผมได้ให้ความเห็นว่าน่าจะชวนนายก อบต. นายกเทศมนตรี มาร่วมคุยด้วย เพราะตามหลักการแล้ว อปท. หรือชุมชน น่าจะเป็นเจ้าของ วชช.
ทางสำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชนให้ข้อมูลว่า วชช. แม่ฮ่องสอนตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ในช่วงปี ๒๕๔๕ – ๒๕๕๑ มีนักศึกษาเข้าเรียน/ฝึกอบรม ทั้งหลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรปริญญา จำนวนทั้งสิ้น ๑๔,๑๘๘ คน มีเครือข่ายกับสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงาน และองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ในการระดมสรรพกำลังทั้งด้านบุคลากรและด้านการจัดการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนให้การดำเนินงานของ วชช. ตอบสนองความต้องการของชุมชน และได้ดำเนินการโครงการถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ เป็นประโยชน์แก่ชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทำให้ วชช. ได้รับการยอมรับสูงมาก
ผมบอกทีมที่เดินทางไปด้วยกันว่าผมขอไปเยี่ยมเพื่อเรียนรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ใช่ไปให้นโยบาย
วิจารณ์ พานิช
๑๘ มี.ค. ๕๒