สิ่งที่ผ่านพบในประวัติของศาสดาล้วนบ่งบอกถึงการเป็นบุคคลพิเศษ

ยามเย็นเมื่อวันวานผมมีธุระเข้าไปในเมืองหาดใหญ่ช่วงที่นั่งรอสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการคว้าเอาหนังสืออะไรก็ได้มาอ่านเหมือนเวลาหายไปชั่วขณะเพราะใจเราไปมีสมาธิอยู่กับการอ่านมั่งจนเมื่อเม็ดฝนหล่นลงมาหนาตาจึงรู้ช่วงฝนตกก็หกโมงเย็นเรื่อยไปหนักบ้างเบาบ้างหยุดบ้างไปจนถึงเก้าโมงเช้าวันนี้จึงเห็นปลายแสงแดดส่องสาดทั่วยอดปลายต้นขามหน้าบ้านและหวนคิดจับแก่นเนื้อในของหนังสือที่ได้อ่านเป็นการสนทนาของคนสองวัฒนธรรมคือพุทธกับอิสลาม

โดยเขามองว่าไม่มีอะไรนอกจากการสนทนาเท่านั้นที่เราจะเข้าใจกันและกัน  การสนทนาคือการค้นหาความจริง  และความจริงก็คือพระเป็นเจ้า  ความเงียบก็ถือได้ว่าเป็นการสนทนาอย่างหนึ่ง  เมื่อเราพบกันเราคุยกันนั้นสิ่งที่กลั่นกรองออกมาจากสมองคนนั้นละคือสิ่งที่ล้ำค่ามากที่สุด  สำหรับคนเราแล้วจงพูดคุยเมื่อเรามีความคิดเห็น 

 อย่าลืมนะอาวุธที่พระพุทธเจ้าใช้ไม่มีอะไรมากไปกว่าธรรมาวุธหรือการพูดคุยที่ไร้ความรุนแรง  เป็นการคุยให้คนเราเข้าใจถึงคุณงามความดีของชีวิตและความพยายามลบล้างความรุนแรงออกจากสังคมโลก  คุณอย่าค้นหาสิ่งบริสุทธิ์เลยเพราะในโลกนี้ไม่มีคือไม่มีเชื้อชาติที่บริสุทธิ์  ไม่มีศาสนาที่บริสุทธิ์  ไม่มีประเทศใดที่บริสุทธิ์หรอก

 แต่จงมองหาสิ่งดีงามรวมกันอย่างในศาสนายิวศาสนาคริสด์และศาสนาอิสลามบางครั้งเราเรียกว่า  อะบราฮามิด  เพราะมีความศรัทธาในพระเป็นเจ้าองค์เดียวกันแต่ในศาสนาโซโรอัสเตอร์ที่เป็นศาสนาแห่งการบูชาไฟนั้นบางครั้งเรียกว่าศาสนาแห่งคัมภีร์

สิ่งที่ผ่านพบในประวัติของศาสดาล้วนบ่งบอกถึงการเป็นบุคคลพิเศษอย่างศาสดามูฮัมมัด เกิดปี  ค.ศ. 570 ในเผ่ากูเรช  ที่เมืองเมกกะ  มีวิถีชีวิตที่ผ่านกรลำบากมากด้วยบิดามารดาจากไปแต่อายุยังน้อย 

 แม้เจ้าชายสิทธัตถะก็เหมือนกันคือมารดาจากไปขณะอายุน้อยมากแต่ สิ่งที่ค้นพบในประวัติของทุกศาสดาที่มีความปรารถนาอาจมีสองข้อใหญ่คือว่า  ข้อแรกปรารถนาที่ต้องกระทำการให้สัตว์โลกพ้นทุกข์  ข้อสองปรารถนาที่ต้องการให้ชาวโลกพบกับชีวิตที่นิรันดร์ไงละ.