ผมเพิ่งรู้ว่าชีวิตที่ผมตั้งใจทำตอนแก่ เป็นชีวิตของนักมนุษยศาสตร์ เพราะตามคำนิยามของ ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ มนุษยศาสตร์ใช้ข้อมูลจากประสบการณ์ของมนุษย์หรืองานสร้างสรรค์ของมนุษย์ เอามาประมวลด้วยวิธีการที่เรียกว่าการตีความหรือประเมินคุณค่า ได้ผลลัพธ์เป็นความหมายหรือคุณค่า เกิดผลกระทบเป็นความสำนึกในคุณค่าของความเป็นมนุษย์
นั่นคือการเรียนรู้ของผม เมื่อวันที่ ๒ มี.ค. ๕๒ เมื่อผมไปฟังปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์ นายแพทย์กษาน จาติกวนิช ครั้งที่ ๕ เรื่อง “ความอยู่รอดของมนุษยศาสตร์ไทย” ในงาน ๔๐ ปี วันพระราชทานนามมหาวิทยาลัยมหิดล
ผมทำตัวเป็นนักตีความคุณค่าของปรากฏการณ์ต่างๆ รอบตัวมาตั้งแต่เด็ก จนมีเพื่อนบางคนบอกว่าผมปากจัดทั้งๆ ที่ผมไม่ค่อยพูด มาเมื่อปีเศษมานี้ผมตั้งใจเป็นนักตีความคุณค่าหรือความหมายของสิ่งต่างๆ ออกสู่ Gotoknow เป็นที่สนุกสนานสำหรับผม
ถ้าเช่นนั้นผมก็เป็น “นักมนุษยศาสตร์นอกทำเนียบวิชาการมนุษยศาสตร์” น่ะซี
และถ้าคนอย่างผมเป็นนักมนุษยศาสตร์กับเขาได้ ก็จะมีคนที่เล่าเรียนมาต่างศาสตร์ แต่เมื่อมีประสบการณ์สัมผัสมนุษย์มานานพอ สั่งสมประสบการณ์มานานพอ ครุ่นคิดพินิจนึก (สำนวนของ ศ. เจตนา) มานานพอ ก็จะเป็น “นักมนุษยศาสตร์ภาคปฏิบัติ” ได้
ถ้าเช่นนั้น ก็ไม่เห็นจะน่ากังวลเรื่องความอยู่รอดของมนุษยศาสตร์ เพียงแต่คนที่จัดการระบบของศาสตร์นี้จะต้องใช้โลกทัศน์ใหม่ต่อศาสตร์ของตน และความสัมพันธ์ระหว่างศาสตร์ของตนกับชีวิตของผู้คน
และประสบการณ์ KM ทำให้ผมคิดว่า การตีความคุณค่า และเกิดสำนึกในคุณค่า ของความเป็นมนุษย์ เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติในกระบวนการ KM ผมจึงเกิดความคิดว่า น่าจะมีใครสักคนทำปริญญาเอกด้านมนุษยศาสตร์โดยใช้ข้อมูลจากที่ทำงานที่ประยุกต์ใช้ KM – OM – LO อย่างสร้างสรรค์สนุกสนาน
นักจัดการความรู้ คือนักมนุษยศาสตร์ภาคปฏิบัติ ใช่หรือไม่
วิจารณ์ พานิช
๓ มี.ค. ๕๒
รียน ท่านอาจารย์
ขอเรียนรู้ด้วยฅนนะคะ
กว่าจะเป็นนักมนุษยศาสตร์ได้ต้องอาศัยประสบการณ์มากขนาดไหนคะ
น้ำหนึ่ง