วันนี้มีโอกาสได้อ่านบทความเรื่อง "คนรุ่นใหม่ กับงานพัฒนา" ของมูลนิธิกองทุนไทย ทำให้ฉันได้แง่คิดอะไรบางอย่าง จนต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่าเราเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่? แล้วตอนนี้มันถึงเวลาหรือยังที่เราควรทำอะไรเพื่อสังคมให้มากขึ้นกว่านี้ อย่างน้อยก็เพื่อการรักษาความเป็นสังคมไทยของเราไว้ ให้สามารถสืบต่อไปได้นานๆ (ถ้าคุณมีหัวใจของการเป็นนักพัฒนา คิดว่าบทความนี้คงช่วยปลุกไฟในตัวของคุณได้ไม่มากก็น้อยนะคะ) ลองอ่านกันดูคะ------------>
หลังจากขบวนการ คนหนุ่มสาว อ่อนแรง และหมดบทบาทบนเวทีการเมือง และการเคลื่อนไหวทางสังคมไปแล้ว กระแสคนรุ่นใหม่ ก็แตกกระสานซ่านเซ็น ไม่สามารถรวมตัวกันในระดับขบวนได้อีก และถึงแม้จะมีองค์กรที่ผลิตคนหนุ่มสาว อย่าง มูลนิธิอาสาสมัคร หรือ โครงการบัณฑิตอาสา เพื่อที่จะลงไปทำงานกับ ภาคสังคม หรือชุมชน และล่าสุดเกิดกระแสอาสาสมัครกู้ภัย และงานอาสา แบบ ช๊อปปิ้ง ซื้อได้มากมาย แต่ก็เหมือนจะกลับมาฟื้นพลังเป็นขบวนอีกไม่ได้ กลับกัน กิจกรรมคนหนุ่มสาว ดูเหมือนจะยิ่งผิวเผินและฉาบฉวยมากขึ้น
โลกปัจจุบันพัฒนาไปมาก โครงสร้างอำนาจแบบเดิมๆ ได้คลี่คลายตัวเอง เปิดทางให้อำนาจตลาด อำนาจวัฒนธรรมบริโภค เข้ามากำกับควบคุมวิถีชีวิตคนมากขึ้น ซึ่งทั้งหมด ก็มาจากการต่อสู้เคลื่อนไหวในอดีต โดยเฉพาะ บทบาทคนหนุ่มสาวในยุคต่างๆ อาทิ คนเดือนตุลาก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย
ปัญหาความอ่อนแรง ของพลังคนหนุ่มสาว คือผลสะท้อนตามมาด้วยว่า พลังงานของขบวนงานพัฒนาก็อ่อนตาม แม้ว่าข้อเท็จจริง อาจจะมาจาก สังคมไทยโดยรวมนั้นเจริญขึ้น และปัจเจกชนหันมาสนใจ การทำงานเพื่อตอบสนองเศรษฐกิจของตนเอง
กระนั้น ก็มิอาจมองผ่านและข้ามปัจจัย อื่นไปได้ โดยเฉพาะ ปัญหา ความจำกัดขององค์ความรู้ ในการพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่ ที่เข้าใจ มิติงานพัฒนา ซึ่งในอดีต วิธีคิด วิธีวิเคราะห์และยุทธศาสตร์ในการ ขับเคลื่อน อาจจะมีทฤษฎี คอยชี้ นำ และพุ่งเป้าการแก้ไขปัญหา ที่การล้มรัฐ เปลี่ยนอำนาจควบคุมปัจจัยการผลิต เปลี่ยนโครงสร้าง จนที่สุด คือ อยู่บนฐานคิด ทำงาน เป็นคู่ตรงข้ามกับรัฐ และนายทุน จึงคอยตรวจสอบ กดดัน และ เสนอนโยบายกับรัฐ
เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก สังคมมีความรู้ ความเท่าทันสังคมมากขึ้น การนำตำราหรือ ทฤษฎีมาชี้นำแบบเดิม มาอธิบาย หรือ ศึกษาเป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนั้น ได้ผลยากขึ้น อีกทั้งไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหา ซึ่งก็มีพัฒนาการที่ซับซ้อน ด้วยเช่นกัน จนบางครั้ง ขบวนการคนรุ่นใหม่ คนหนุ่มสาว อาจจะรู้สึกว่า การหาชุดความรู้ขนาดใหญ่ๆ เพื่ออธิบาย ภาพสังคมทั้งระบบนั้นยาก ไม่สนุก และไม่อยากทำ ถึงที่สุด ก็ไม่สนใจ “ทำงานพัฒนา” ทั้งๆ ที่ธรรมชาติคนหนุ่มสาว นั้นต่อสู้ แข็งขืน เพื่อสร้างพื้นที่ให้ตัวเองอยู่เสมอ
แท้จริงแล้ว โลกของคนหนุ่มสาว คือ โลกของความจริง ถ้าเพียงแค่รู้จักสนใจ ตั้งคำถามทบทวน มองความสัมพันธ์ที่บริบทตนเอง โดยเฉพาะ การรู้จักมองข้ามกรอบ ไม่ติดคู่กับดักความคิดเช่นขบวนคนหนุ่มสาวในอดีต ก็สามารถสร้างเป็นจุดแข็งในยุคสมัยของตนได้ เพราะข้อจำกัด และ ปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามากระทำ ตนเอง หรือต่อชุมชน อย่างสลับซับซ้อนนั้น มาพร้อมกับชุดความคิดขนาดเล็กๆ ซึ่งสะสมอยู่ในตัวคนหนุ่มสาวอยู่แล้ว
ดังนั้น ชุดความคิด การวิเคราะห์แบบเดิมๆ ที่พุ่งการอธิบาย จำแนกสังคมเป็นโครงสร้าง อาทิ เป็นชนชั้นกลาง ชนชั้นกรรมกร หรือ ชนชั้นชาวนา หรือเป็นพวกกลุ่มทุน กับแรงงาน แบบเพียวๆ นั้นคงไม่เข้าบรรยากาศแล้ว ซึ่งงานพัฒนาเองก็ต้องก้าวไปไกลกว่านั้น กว่าการเรียกร้องปัจจัยการผลิต เงิน สิทธิทำกิน และกลับไปคิดรื้อปรับโครงสร้างรัฐ หรือสังคม
จากประสบการณ์ ลงพื้นที่สัมผัสชุมชน พบว่า ครอบครัวชาวนา 1 ครอบครัว มีโครงข่ายสัมพันธ์อย่างซับซ้อนมาก ทั้งอาชีพ แรงงานรับจ้าง พนักงานบริษัทเองชน ข้าราชการ เกษตรกรรม ค้าขายในเมือง และปล่อยเงินกู้ (ให้ญาติๆ ในหมู่บ้าน) ไปจนถึง ลงสมัคร อบต. ซึ่งถ้า มองลงไปที่แปลงผืนนา แปลงหนึ่ง ก็รูปแบบการผลิต และการจัดการ คือ มีทั้งเกี่ยวมือ ทำด้วยแรง กับใช้เครื่องจัก แล้วก็จ้าง การจ้างมีทั้ง จ้างเกี่ยว จ้างไถ พอใกล้เสร็จวันสุดท้าย ก็ใช้วัฒนธรรม คือ ลงแขก ทีเดียวให้เสร็จ ส่วนวิธีจ้าง ก็มีทั้งแบบจ้างรายวัน และเหมาจ้าง แปลงไหนเกี่ยวง่าย ก็เกี่ยวเอง หรือจ้างรายวัน เป็นต้น ด้านพันธุ์ข้าว ข้าวเหนียวปลูกไว้กิน ข้าวมะลิขายทั้งหมด เงินที่ลงทุนก็มาจากน้ำพักน้ำแรงลูกที่ทำงานในกรุงเทพ และข้าวเมื่อสีเสร็จส่งไปให้ลูกๆ และญาติๆ ใน กรุงเทพ
ยิ่งกว่านั้น บางปี บางครอบครัว ก็จะเช่าที่นาเพื่อนข้างบ้าน ทำเพิ่ม หรือ ปล่อยให้เพื่อนเช่าทำ ซึ่งเป็นพลวัตของวิถีชีวิตชุมชนชนบท ที่ปรับตัวอย่างซับซ้อนมากขึ้น
คำถามว่า รัฐ คือ ผู้กระทำ ผู้กดขี่ ตามหลักคิดเดิม ไหม? ก็คงตอบได้แล้วว่า ไม่ เพราะแรงงาน เกษตรกร ชนชั้นกลาง หรือคนในสังคมนั้น เกิดระบบการกดขี่ตนเอง (Self Exploitation) มากกว่า กดขี่ เพราะดำเนินวิถีชีวิต ตามกระแสการบริโภค สัมพันธ์กับตลาด กับการเมือง กับระบบอุปถัมภ์ กับทุน อย่างลึกซึ้ง และยากกับการก่อร่างแนวคิดสร้างพลังต่อรอง อำนาจเหล่านี้
ประเด็น คือ ทำไมคนหนุ่มต้องหาคำตอบ ก็เพราะงานพัฒนา เป็นภาระของคนหนุ่มสาวในอนาคต ซึ่งความหลากหลายซับซ้อน ก็นำมาสู่ ชุดความคิด รูปแบบ วิธีการ กิจกรรม ที่หลากหลาย มากขึ้นด้วย จนบางครั้งภาพการสะพายย่ามเดินไปในหมู่บ้าน อาจจะเฉิ่มและเชย จนน่าประหลาดในสายตาชาวบ้านไปแล้ว
ความสนุกและท้าทาย สำหรับคนหนุ่มสาวในยุคนี้ ก็คือ โลกปัจจุบันหมุนเร็วและรับรู้กันได้ทั่วถึง การปิดหมู่บ้านแล้วเข่นฆ่าเผาทำลายอย่างป่าเถื่อน ทำได้ยากมาก เพราะเทคโนโลยีและการสื่อสาร บวกกับความรู้ของประชาชน มีมากพอที่จะไม่ยอมให้ถูกกระทำฝ่ายเดียว เช่นนั้นแล้ว ยิ่งวันนี้ ประชาชน มีเครื่องมือ มีความรู้เกี่ยวกับช่องทาง จนสามารถเข้าถึงและสื่อสารได้โดยตรง ก็ยิ่งง่ายในการลงไปทำงาน
เพียงแต่ คนหนุ่มสาวต้องกลับไปมอง และกล้าลุกขึ้น เปลี่ยนแปลงตนเอง แล้วชี้บอกแก่สังคม ของตนเองต้องการอยู่ร่วมกับโลกแบบใด
ถ้าปัจจุบันนี้ ในสถานการณ์ ที่กลุ่มอำนาจต่างๆ ก่อไฟสงคราม แย่งผลประโยชน์ แต่อ้าง สันติภาพ อ้างหลักความเชื่อ ซึ่งขัดแย้งกับภาพความจริงจากสื่อมวลชน เพราะทุกวันมีคนถูกกระทำ ถูกสังหาร ถูกเบียดขับให้จนตรอกและลุกขึ้นสู้ ตลอดเวลา
ปัญหาประชาธิปไตยแบบ copy มา แล้วก็จบลงที่รัฐประหาร แต่ก็กล้าและหน้าด้าน ที่จะถกเรื่อง เสรีภาพ จิตวิญญาณ ความเป็นประชาธิปไตย สิทธิขั้นพื้นฐาน ความสมานฉันท์ ความเป็นธรรม ความเท่าเทียม ตลอดจน ระบบยุติธรรม ทั้งๆ ที่ มองให้ลึกๆ คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ล้วนแต่ผ่านชีวิตวัยเด็ก ที่ถูกกำหนดกรอบให้เดิน ต้องกรำเคี่ยวเรียนและฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อชนะ เพื่อเหนือกว่า หรือเข้ามหาวิทยาลัย และเพื่อผลด้าน โอกาสงาน เงิน และอำนาจ สำหรับบริโภค ครอบครอง ตลอดจนมีพื้นที่ในสังคมมากมาย
ในยุคโลกาภิวัตน์ การเข้ามากว้าน ช้อนกำไร ซื้อ ลงทุนของบรรษัทข้ามชาติ โดยมีตลาดเป็นสนาม สร้างกฎหมาย ออกแบบกลไกรัฐ เขียนข้อตกลงทางการค้า และอ้างลิขสิทธิ์เพื่อเป็นเครื่องกีดกัน แล้วใช้สื่อกระตุ้น เร้า ครอบงำ ให้ทุกคนต้องดำเนิน เกี่ยวข้อง จนกลายเป็นวัฒนธรรมแบบจำนนพึ่งพา ในชีวิตประจำวัน
*************ขอขอบคุณข้อความดีๆนี้จาก ทีมงาน ThaiNGO มูลนิธิกองทุนไทย**********
เป็นบทความที่ดีมากเลยครับ