หัวข้อข้างบนคือสัจธรรมอย่างหนึ่ง สำหรับใช้ทำงานกำกับดูแล    เพราะเวลาเลือกคนมาทำหน้าที่ governance เราจะเลือกคนที่มีประสบการณ์สูง วิจารณญาณสูง และเป็นคนน่าเชื่อถือ   แต่ผมมองว่าเพียงแค่นั้นไม่เพียงพอ   เพราะมนุษย์เราหลอกตัวเองได้ง่าย    การใช้ความรู้สึกหรือสามัญสำนึกต้องใช้อย่างมีสติ ว่าความรู้สึกของตัวเราเอง อาจหลอกตัวเราเองได้  เช่น เราอาจมีประสบการณ์ที่ไม่ดีในสถาบันหนึ่ง    ที่ฝ่ายบริหารเขามีเล่ห์กลลวงต่างๆ นานา   เมื่อเรามาทำหน้าที่กำกับดูแลระบบใหญ่ของประเทศ ก็นำเอาความฝังใจนั้นมาใช้ในภาพรวม    ทำให้เกิดกฎระเบียบหยุมหยิม เสียทรัพยากรเสียเวลาและแรงงานไปกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบมากมาย

          นี่คือตัวอย่างของการถูกผีหลอกครั้งเดียว กลัวผีไปตลอดชีวิต   และคิดว่าใครๆ เป็นผีไปหมด   คือจริงๆ แล้ว ตัวเองหลอกตัวเอง   ในลักษณะเอาความเป็นจริงรายเดียว ไปเหมารวมส่วนอื่นทั้งหมด

          ในหลายกรณี เกิดการโต้เถียงขัดแย้งกันรุนแรงในคณะกรรมการ   หรือในองค์กร/สังคม    เพราะแต่ละคน แต่ละกลุ่ม ต่างก็ยึดถือ “ภาพความเป็นจริง” ของตน   ที่ได้จากมุมมอง ความเชื่อ สามัญสำนึก ประสบการณ์ ของตน   และต่างก็ยึดถือว่าตนเป็นฝ่ายถูก

          เพราะเหตุนี้แหละ ที่เราต้องการการวิจัยระบบ   เพื่อให้ได้ภาพรวมที่เป็นตัวแทนของความจริงทั้งหมด หรือใกล้เคียงกับความเป็นจริงทั้งหมดที่สุด

          การวิจัยระบบ ช่วยให้เราไม่ตกอยู่ภายใต้สภาพ “หาพวงกุญแจใต้เสาไฟ”

วิจารณ์ พานิช
๑๑ มี.ค. ๕๒