เผยข้าราชการไทยใช้ยาเปลือง ปี 51 ยอดสูงกว่าปี 50 ถึงกว่า 8 พันล้านบาท อย.วอนแพทย์ลดระยะเวลา
การจ่ายยาผู้ป่วยให้สั้นลง ผอ.สวรส.ชี้ยอดค่ารักษาข้าราชการเฉลี่ยต่อปีกว่า 1 หมื่นบาทต่อคนสูงกว่าบัตรทอง 5 เท่า แนะอนาคตใช้รูปแบบเหมาจ่ายรายโรคช่วยลดค่าใช้จ่าย
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2551 เพื่อสร้างความตระหนักถึงการเลือกใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลตามบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยทุกสิทธิได้รับยาอย่างเท่าเทียม ไม่รอนสิทธิ และควบคุมค่าใช้จ่ายที่สูงเกินปกติของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยมีผู้บริหาร ผู้อำนวยการ แพทย์ เภสัชกรจากโรงพยาบาลรัฐทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเข้าร่วมประมาณ 300 คน
นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดประชุมว่า ในปี 2548 คนไทยมีการใช้จ่ายด้านยา 186,331 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 42.8 ของรายจ่ายด้านสุขภาพทั้งหมด ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 10-20 ที่น่าเป็นห่วงคือในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลก คือ ค่ายาของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเพิ่มร้อยละ 15-20 โดยปี 2551 มีมูลค่าเกือบ 5.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ถึง 8,423 ล้านบาท ซึ่งการสร้างระบบการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล จะต้องส่งเสริมให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีการจ่ายยาให้ผู้ป่วยตามบัญชียาหลักแห่งชาติเป็นขั้นตอนตามบัญชีย่อย จะช่วยให้การใช้ยาสู่ภาวะสมดุล ไม่ฟุ่มเฟือย “ประชาชนที่มีตู้ยาในบ้าน หากพบว่ายาหมดอายุควรนำไปทิ้ง ไม่ควรเก็บไว้รับประทาน เพราะยาเสื่อมสภาพแล้ว หากรับประทานจะทำให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ในการรักษา ส่วนยาที่ได้รับจากแพทย์สั่งนั้นเป็นยาที่ใช้รักษาเฉพาะโรค เมื่อหายจากโรคนั้นแล้วก็ไม่ควรเก็บไว้กินครั้งต่อไป อาจจะทำให้เกิดการดื้อยา” นายวิทยากล่าว
ด้าน ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.ได้ขอความร่วมมือให้แพทย์ลดระยะเวลาในการจ่ายยาให้แก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังลง จากเดิมที่เคยจ่ายครั้งละ 3 เดือนให้เหลือเพียง 1-2เดือน โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ เพราะหากมีการจ่ายยาในระยะเวลาที่สั้น จะทำให้ผู้ป่วยได้รับยาเฉพาะที่จำเป็น
เมื่อยาหมดก็มาตรวจและรับยาใหม่ เกิดการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ไม่ต้องกินยามากเกินความจำเป็นหรือแอบนำไปทิ้งไว้ที่บ้านโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ส่วนที่มีการอ้างว่าจำเป็นต้องจ่ายยาในระยะเวลายาว เนื่องจากผู้ป่วยไม่สะดวกที่จะมารับยาบ่อยครั้งนั้น เป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลที่จะต้องหาวิธีการอื่นในการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน
นพ.พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า การที่ค่าใช้จ่ายด้านยาของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เนื่องจากปัจจัย 3 อย่าง คือ 1.การออกระบบการจ่ายยาที่เปิดโอกาสให้ทุกรายการยาที่สั่งจ่ายให้ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิข้าราชการ ทั้งส่วนที่เป็นยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติและนอกบัญชียาหลักแห่งชาติสามารถเบิกจากรัฐได้หมด ทำให้ไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาได้ 2.ทัศนคติของผู้ป่วยไทยเกี่ยวกับการรักษาโรคคือการกินยา ในการไปพบแพทย์แต่ละครั้งจึงมีการเรียกร้องให้ได้ยาปริมาณมากและราคาแพง เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้การรักษาดีขึ้น จนสร้างแรงกดดันให้แพทย์ต้องจ่ายยาให้ผู้ป่วยในปริมาณที่มากไม่สมเหตุสมผล และ 3.เมื่อรัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเรื่องยาแทนผู้ป่วย แพทย์จึงไม่มีความกังวลแทนผู้ป่วยว่าจะไม่มี
เงินจ่าย บวกกับการต้องการเลี่ยงการเผชิญหน้ากับผู้ป่วยในเรื่องการจ่ายยา ทำให้ผ่อนปรนการจ่ายยาให้ผู้ป่วย สิ่งเหล่านี้ทำให้ค่าใช้จ่ายยาของผู้ป่วยสิทธิข้าราชการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ยากต่อการควบคุม “ระบบการเบิกค่ายาได้ทั้งหมดแบบสิทธิของข้าราชการนี้ ทำให้อัตราค่าใช้จ่ายด้านยาในสิทธิสวัสดิการข้าราชการเพิ่มขึ้นมาตลอดราว 10% จนเมื่อปีงบประมาณ 2550 ได้มีการเปลี่ยนระบบการเบิกจ่ายจากเดิมผู้มีสิทธิข้าราชการทุกคนต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลไปก่อนแล้วนำใบเสร็จมาเบิกจากต้นสังกัด เป็นให้โรงพยาบาลเบิกจ่ายตรงจากกรมบัญชีกลางโดยผู้ป่วยไม่ต้องจ่ายเองก่อนล่วงหน้า เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของข้าราชการโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังที่มีค่าใช้จ่ายสูง แต่มีการสันนิษฐานว่าการเบิกจ่ายตรงอาจเป็นตัวกระตุ้นให้ค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มมาดขึ้นกว่าที่เคยเพิ่มอยู่แล้ว” นพ.พงษ์พิสุทธิ์กล่าว
นพ.พงษ์พิสุทธิ์กล่าวอีกว่า เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายด้านยาของผู้ถือสิทธิระบบประกันสังคมและระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองกับสิทธิสวัสดิการข้าราชการมีความแตกต่างกันมาก เนื่องจากสองระบบแรกมีขีดจำกัดของงบประมาณที่มีการจัดสรรให้ในรูปแบบของงบเหมาจ่ายรายหัวโดยสิทธิประกันสังคมอยู่ที่ประมาณ 1,800 บาทต่อคนต่อปี และบัตรทอง 2,100 บาทต่อคนต่อปี ค่าใช้จ่ายด้านยาจึงอยู่ในอัตราไม่สูงมากนัก แต่รูปแบบนี้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าได้รับยาปริมาณน้อยและเป็นยาราคาถูกอาจไม่มีคุณภาพ ขณะที่สิทธิสวัสดิการข้าราชการมีค่าใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ย 1 หมื่นบาทต่อปี สูงกว่าบัตรทองถึงเกือบ 5 เท่า
ผอ.สวรส.กล่าวด้วยว่า การแก้ปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่ายยาในสิทธิสวัสดิการข้าราชการที่ค่อนข้างสูง สวรส.เคยทำวิจัยและเสนอไว้ 3 แนวทาง ได้แก่ 1.รื้อระบบใหม่ เปลี่ยนมาใช้รูปแบบเหมาจ่ายรายหัวเช่นเดียวกับสิทธิประกันสังคมและบัตรทอง จะช่วยให้คุมค่าใช้จ่ายได้แต่จะมีข้อโต้แย้งว่าไปกระทบสิทธิข้าราชการ 2.เปลี่ยนแปลงบางส่วน เช่น การเข้มงวดให้มีการใช้ยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติ การกำกับรายการราคายาที่สามารถเบิกได้ในอัตราที่ไม่สูงมากนัก โดยอ้างอิงจากราคายาของผู้ผลิตภายในประเทศ และเข้มงวดไม่ให้มีการเบิกจ่ายยาแต่ละครั้งมากเกินความจำเป็น หากต้องเบิกจ่ายเกินให้มีการขออนุญาตก่อน เป็นต้น และ 3.การเปลี่ยนระบบการจ่ายยาเป็นแบบเหมาจ่ายรายโรค อาทิ ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรใช้ยาเท่าไหร่ในแต่ละปีจึงจะเพียงพอ ก็จะสนับสนุนงบรายหัวให้คนกลุ่มนี้มากกว่าคนอื่น ๆ แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่จะสนับสนุนการดำเนินการในรูปแบบนี้ได้ อย่างไรก็ตาม อาจมีความเป็นไปได้ในอนาคต และหากดำเนินการได้สำเร็จจะเป็นรูปแบบกลางที่จะช่วยขจัดปัญหาของการจ่ายแบบเหมาจ่ายรายหัวและการจ่ายแบบเบิกได้หมดของสิทธิสวัสดิการข้าราชการ “การแก้ปัญหาจะได้ผลหรือไม่ต้องเริ่มจากการที่ทุกคนต้องตระหนักในปัญหาและต้องการช่วยกันแก้ปัญหา ส่วนผู้ถือสิทธิต้องเข้าใจว่าการกินยามากไม่ดี ถ้าหากแพทย์จ่ายยาให้ในปริมาณน้อยก็ไม่ควรไปต่อว่าแพทย์ หากทุกฝ่ายเข้าใจเช่นนี้อนาคตไม่ว่าจะมีการเสนอแนวทางใดในการแก้ปัญหา
ก็จะสามารถดำเนินการได้ไม่ยากและไม่มีเสียงค้าน” นพ.พงษ์พิสุทธิ์กล่าว
ข้าราชการบำนาญรายหนึ่งกล่าวว่า การไปพบแพทย์แต่ละครั้งโดยมากแพทย์จะสอบถามว่าต้องการยาที่แรงขึ้นแต่มีราคาแพงหรือยาที่ประสิทธิภาพการรักษาน้อยกว่าแต่ราคาถูก ซึ่งก็เป็นธรรมดาของผู้ป่วยที่จะต้องเลือกยาที่มีราคาแพงกว่า เพราะความเชื่อว่ายาที่แพงกว่าเป็นยาที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะฉะนั้น การจ่ายยาให้ผู้ป่วยสิทธิสวัสดิการข้าราชการส่วนใหญ่ จึงเป็นตัวยาที่ค่อนข้างแพงอาจเป็นเพราะผู้ป่วยไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเอง จึงมีการจ่ายยาให้อย่างเต็มที่ ยิ่งเมื่อเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบการเบิกจ่ายตรงยิ่งจะทำให้ยอดการจ่ายยาสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวยังสนับสนุนให้ใช้รูปแบบจ่ายตรงต่อไป เนื่องจากสร้างความสะดวกให้ผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง แต่จะต้องกำหนดให้ใช้รูปแบบนี้เฉพาะกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มนี้เท่านั้น ไม่ควรใช้กับกลุ่มที่ไม่มีความจำเป็น
คม ชัด ลึก 18 มีนาคม 2552