อ.ปิ ชอบอ่านธรรมคำสอน ประเภทนี้จริงๆ...อ่านแล้วรู้สึกดี นำมาพัฒนาตนเอง...นำมาใช้ในการดำเนินชีวิต...คนเราจะอยู่ไปได้นานอีกแค่ไหน รีบๆเปลี่ยนแปลงตนเอง...สะสมคุณความดีไว้...เวลาตายจะได้ไม่ทรมาน..
            วันนี้ครบ 14 วัน หลังการผ่าตัด....แต่หมอบอกว่า อย่าเพิ่งนั่งหน้าคอมฯ ทำงานนานเกินคึ่งชั่วโมง ให้พักผ่อนมากๆ...แต่ก็อดเข้ามาเขียนบทความไม่ได้...

             คนที่เคยทำงานมากๆอย่างเรา พอมีเวลาว่าง นั่งกิน นอนกิน เดินบ้าง ดูทีวี อ่านหนังสือทั้งวัน.. ก็เบื่อดี คิดถึงงานที่โรงเรียนเหมือนกัน...สงสารน้องหนึ่งที่รักษาการแทนอยู่ ป่านนี้คงหัวหมุนไปหมดแล้ว...หายดีเมื่อไรจะชดเชยให้นะน้อง... ยิ้มเท่ห์

             ตอนที่นอนอยู่โรงพยาบาล มีน้อง 2 คนคือ น้องเหล็ง และครูม่วย ไปนอนเฝ้า..เจ้าปัน ปัน หลานสาวขออาสาไปเฝ้าแม่จิ๋ว แต่อาม่าก็กลัวว่า เราจะต้องดูแลปัน ปัน ซะมากกว่า..อ.ปิ เลยบอกไม่ต้องมาหรอก เดี๋ยวมีอาสาสมัครมานอนด้วย...แถมตกดึก ก็มี อ.สุจินดา ไปเยี่ยม เป็นพื่อนคุยแทบทุกคืน...น่ารักจริงๆ

             4 วันที่นอนรักษาตัว ก็มีบรรดา ครู  พี่ๆ น้องๆ ทยอยกันมาเยี่ยมเยียน เช็คชื่อได้ค่อนโรงเรียน มีอีกหลายชีวิต ขอไปเยี่ยมที่บ้าน เพราะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลไม่ทัน...ยิ้มกว้างๆ แถมมีของฝาก ของกินที่พี่ๆ น้องๆ เพื่อนครูฝากไปให้กินบำรุงที่บ้านอีกมาก...อิ่มจัง ตังค์อยู่ครบ... ยิงฟันยิ้ม บ้างก็โทรศัพท์ไปถามไถ่....ปลื้มจัง. ขยิบตา

            รวมถึงความเมตตาจากท่านผู้จัดการ ที่ไปเยี่ยมถึงโรงพยาบาลเป็นครั้งที่ 2 ซาบซึ้งใจมากเหลือเกิน และอดดีใจไม่ได้ที่ ผอ.ส่งดอกไม้...กระเช้าผลไม้ไปเยี่ยม และศุกร์ที่ผ่านมา...ท่านยังฝากหมี่กรอบอร่อยมาให้ทานที่บ้านอีกด้วย.... ฮืม             

              อ.ปิ ไม่เคยคิดว่าจะได้รับความรัก ความอบอุ่น และความเมตตา มากมายขนาดนี้...ได้อ่านหนังสือธรรมคำสอนของเจ้าคุณนรรัตน์ ที่น้องม่วยนำมาให้อ่านตอนนอนที่โรงพยาบาล ดีมากเลยค่ะ เลยอยากนำมาเผยแผ่ที่นี่บ้าง..

1. PERSONAL MAGNET เสน่ห์ในตัวของตัวเอง

    ท่านสอนว่า...เรื่องที่มีคนเมตตากรุณา เห็นอกเห็นใจนั้น เป็นเพราะคุณธรรมความดีของตนเองหลายประการด้วยกัน เป็นต้นว่า วิริยะ อุตสาหะ บากบั่น เข้มแข็ง แรงกล้า และจิตใจเมตตากรุณา ไม่เย่อหยิ่งจองหอง เป็นเหตุให้ผู้ที่แวดล้อมอยู่ เกิดความเมตตากรุณารักใคร่เห็นอกเห็นใจ คิดที่จะช่วยเหลือ.....คนซึ่งมีกิริยามารยาทอ่อนโยน สุภาพนิ่มนวล ย่อมเป็นที่เสน่หารักใคร่ของคนที่ได้พบเห็น..และพยายามที่จะช่วยเหลือ นี่เป็น PERSONAL MAGNET
คุณสมบัติที่กล่าวมานี้ จะเป็นเครื่องช่วยตัวเองให้บรรลุความสำเร็จสมประสงค์ทุกประการ ทุกกาลเวลา ทั้งปัจจุบันและอนาคต.....

2. เมตตา

    ท่านสอนว่า...อย่ากลัว จงรักษาตัวให้บริสุทธิ์ ไม่มีอะไรทำอันตรายได้....จงจำไว้ว่า ถ้าปรารถนาความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่น ก็ควรส่งกระแสใจที่ประกอบด้วยความเมตตา และความเห็นอกเห็นใจไปยังท่านเหล่านั้น แล้วก็จะได้รับความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจจากท่านเหล่านั้นเช่นเดียวกัน นี่เป็นกฎของจิตตานุภาพแล้วความสำเร็จทั้งหลายที่ปรารถนา ก็จะบังเกิดแก่ตนสมประสงค์ทุกประการเป็นแน่นอนไม่ต้องสงสัยเลย..

3. สบายใจ

    ท่านสอนว่า...คำว่า " ไม่สบายใจ" อย่าใช้ และอย่าให้มีขึ้นในใจต่อไป "Let it go, and get it out" ก่อนมันจะเกิด ต้องปล่อยให้มันผ่านไป อย่ารับเอาความไม่สบายใจไว้ ถ้าเผลอไปมันแอบเข้ามาอยู่ในใจได้ พอมีสติรู้สึกตัวว่า ความไม่สบายใจเข้ามาแอบอยู่ในใจ ต้องขับมันออกไปทันที อย่าเลี้ยงเอาไว้ในใจ มันจะเคยตัว ทีหลังจะเป็นคนอ่อนแอออดแอด ทำอะไรผิดพลาด นิดๆหน่อยๆก็ไม่สบายใจเคยตัว

.....เพราะความไม่สบายใจนี่แหละเป็นศัตรู เป็นมารทำให้ใจไม่สงบ ประสาท สมองไม่ปกติ เป็นเหตุให้ร่างกายผิดปกติ  เป็นอุปสรรคกีดกั้นขัดขวางสติปัญญาไม่ให้ปลอดโปร่งแจ่มใส  ต้องฝึกหัดปรับปรุงจิตใจเสียใหม่ ...ให้แช่มชื่นรื่นเริง เกิดปีติปราโมทย์เป็นสุขสบายอยู่เสมอ เป็นเหตุให้เกิดกำลังกาย กำลังใจ มีชีวิตอยู่ด้วยความเบิกบาน....

4. สันติสุข

    ท่านสอนว่า..."สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี"  ความสุขที่เกิดจากสันติ ความสงบซึ่งเป็นความสุขที่เยือกเย็น และไม่ซ้อนด้วยความทุกข์และไม่ต้องแก้ไขปรับปรุงตกแต่งมาก...เป็นความสุขที่ทำได้ง่ายๆ เกิดกับกายใจของเรานี่เอง  อยู่ในที่เงียบๆคนเดียวก็ทำได้ หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมสังคมก็ทำได้ ถ้าเรารู้จักแยก "ใจ" หาสันติสุข กายนี้ก็เพียงสักแต่ว่าอยู่ในที่ระคนด้วยความยุ่ง สิ่งแวดล้อมเหล่านั้นไม่ยุ่งมาถึง "ใจ "

     แม้เวลาเจ็บหนัก มีทุกขเวทนาปวดร้าวไปทั่วกาย แต่เรารู้จักทำ "ใจ" ให้เป็นสันติสุขได้ ความเจ็บนั้น ก็ไม่สามารถจะทำให้ "ใจ" เดือดร้อนตามไปด้วย ...เมื่อ"ใจ"สงบแล้ว กลับจะทำให้กายนั้นสงบ..หายทุกขเวทนาได้ด้วย....

5. ทำอะไรไม่ผิดเลย  ก็คือไม่ทำอะไรเลย..Do no wrong is do nothing..

     ท่านสอนว่า....ความผิดนี้แหละ เป็นครูอย่างดี ควรจะรู้สึกบุญคุณของตัวเองที่ทำอะไรผิดพลาด และควรสบายใจที่ได้พบกับอาจารย์วิเศษคือความผิด จะได้ตรงกับคำว่า...เจ็บแล้วต้องจำ... ตัวเองทำผิดเอง นี่แหละเป็นอาจารย์ผู้วิเศษ   อดีตที่ผิดไปแล้ว ก็ผ่านพ้นล่วงเลยไป แต่อาจารย์ผู้วิเศษยังคงอยู่คอยกระซิบเตือนใจอยู่เสมอทุกขณะว่า " ระวัง ! อย่าประมาทนะ ! อย่าให้ผิดพลาดเช่นนั้นอีก !"

6. สติสัมปชัญญะ...."ความระลึกได้และความรู้ตัว"

       ท่านสอนว่า...ที่จะทำอะไรไม่ผิดนั้น ข้อสำคัยอยู่ที่ "สติ" ถ้ามีสติคุ้มครองกาย วาจา ใจ อยู่ทุกขณะ จะทำอะไรไม่ผิดพลาดเลย ที่ผิดพลาดเพราะขาดสติ คือ เผลอ เหม่อ เลินเล่อ ประมาท ระเริง หลงลืม จึงผิดพลาด จงนึกถึงคติพจน์ว่า "กุมสติต่างโล่ป้อง อาจแกล้วกลางสนาม"

    ... เพราะฉะนั้น จึงควรฝึกฝนสติ (ความระลึก ก่อนทำ ก่อนพูด ก่อนคิด) สัมปชัญญะ (รู้ตัวอยู่ ทุกขณะที่กำลังทำ พูดอยู่ คิดอยู่) เมื่อทำเสร็จแล้วก็มีสติ ตรวจตราพิจารณาดูว่า บกพร่องอย่างไร  ถ้าบกพร่องก็รีบแก้ไขเพื่อให้สมบูรณ์ต่อไป ถ้าเรียบร้อยดีอยู่แล้ว ก็พยายามให้เรียบร้อยดียิ่งขึ้น.... ไปจนถึงที่สุด

7. อานุภาพของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

        ท่านสอนว่า... ด้วยอานุภาพของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้แล จึงจะชนะข้าศึก คือ กิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียดได้!

       * ชนะความหยาบคาย  ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบที่ล่วงทางกาย วาจาได้...ด้วยศีล
       * ชนะความยินดี ยินร้าย หลงรัก หลงชัง ซึ่งเป็นกิเลสอย่างกลางที่เกิดในใจได้...ด้วยสมาธิ
       * ชนะความเข้าใจผิด รู้ผิด เห็นผิด จากความเป็นจริงของสังขาร ซึ่งเป็นกิเลสอย่างละเอียดได้ด้วยปัญญา

8. ดอกมะลิ

        ท่านสอนว่า...ดอกมะลิ เป็นดอกไม้ที่ถูกรับรองแล้วว่าเป็นดอกไม้ที่หอมเย็น ชื่นใจที่สุด และขาวบริสุทธิ์ ในบรรดาดอกไม้ทั้งหลาย

        ชีวิตของมนุษย์ที่เป็นอยู่ก็เช่นเดียวกับการเล่นละคร ขอให้เป็นตัวเอกที่มีชื่อเสียงที่สุด  เช่นเดียวกับดอกมะลิ อย่าเป็นตัวร้ายที่เลวที่สุด ..ฉะนั้น ขอให้ทำตัวให้ดีที่สุด เมื่อยังมีชีวิตอยู่...จงเลือกทำแต่กรรมที่ดีๆ นะ..

9. ทำดี..ดีกว่าขอพร

       ท่านสอนว่า....ทำกรรมดีย่อมมีสง่าราศี  มีเกียรติคุณชื่อเสียง มีแต่คนเคารพยกย่องบูชา ถึงจะมีศัตรูหมู่ร้ายจงใจเกลียดชังมุ่งร้ายอิจฉาริษยาแช่งด่าให้จม ก็ไม่สามารถจะเป็นไปได้  กลับจะแพ้เป็นภัยแก่ตัวเอง..... ขอให้จงตั้งใจกล้าหาญพยายามทำแต่กรรมดีๆ โดยไม่มีความเกรงกลัวหวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น

      ....ผู้ที่มีความเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย ผู้ที่มีความสุข และผู้ที่มีความเจริญ ประสงค์ใดสำเร็จสมประสงค์ ก็คือผู้ที่ประกอบกรรม ทำแต่ความดีอย่างเดียวนั่นเอง....
     
          อ.ปิ ชอบอ่านธรรมคำสอน ประเภทนี้จริงๆ...อ่านแล้วรู้สึกดี นำมาพัฒนาตนเอง...นำมาใช้ในการดำเนินชีวิต...คนเราจะอยู่ไปได้นานอีกแค่ไหน รีบๆเปลี่ยนแปลงตนเอง...สะสมคุณความดีไว้...เวลาตายจะได้ไม่ทรมาน..

          **....ขอไปพักผ่อนก่อนนะคะ...นั่งเกินครึ่งชั่วโมงแล้ว...เดี๋ยวต้องกลับไปหาหมอล่ะ..แย่เลย....**
อ่านบทความดีดีต่อได้ที่ http://cms.srivikorn.ac.th/svk_forum