การศึกษาสี่แบบ

พันคำ
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ไดอะแกรม

พันคำอ่านบทความเก่า (เขียนปี พ.ศ. 2538 รวมเกือบ 14 ปีแล้ว ! แต่ด้วยความสนใจจึงเขียนบันทึก :) เป็นบทความของ ศ. จอร์จ อี. ไฮน เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานที่ต้องการส่งเสริมให้ผู้เข้าชมเรียนรู้แบบสรรคนิยม (The Constructivist Museum) แต่พันคำสนใจเพียงส่วนแรกที่อธิบายไดอะแกรมในการศึกษาสี่แบบที่เกิดจากการจับคู่แต่ละขั้วของทฤษฎีสองทฤษฎีของการศึกษา

การศึกษาสี่แบบ ที่เป็นผลจากการจับคู่ของทฤษฎีความรู้และทฤษฎีการเรียนรู้ คือ
1. การบรรยายแบบดั้งเดิมและตำรา (Traditional lecture and text)
2. การเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery learning)
3. การเรียนรู้แบบสรรคนิยม (Constructivism)
4. การเรียนรู้เชิงพฤติกรรม (Behaviourist learning)

ทฤษฎีการศึกษา

ประกอบด้วยสององค์ประกอบที่สำคัญ คือ ทฤษฎีของความรู้หรือญาณวิทยา (theory of knowledge or Epistemology) และทฤษฎีของการเรียนรู้ (theory of learning)

ทฤษฎีความรู้

มีสองความเชื่อคือ

  1. ความรู้เกิดขึ้นมาได้โดยไม่ขึ้นกับผู้เรียนรู้ เป็นความเชื่อของเพลโต (Plato) ดังนั้น จึงเชื่อว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นด้วยการเข้าถึงความรู้โดยใช้กระบวนการสร้างสติปํญญา (intellectual process)
  2. ความรู้ประกอบขึ้นจากความคิดต่างๆที่สร้างขึ้นมาในใจ เป็นความเชื่อของเบิ้คเคอะลิ (Berkeley) ว่าความรู้จะเกิดขึ้นในใจของผู้รู้เท่านั้น

ถ้าเขียนเส้นไดอะแกรมแทนทฤษฎีความรู้ ปลายข้างหนึ่งจะเป็น ความรู้เกิดเกิดภายนอกตัวผู้เรียน (Knowledge exists outside the learner) ส่วนปลายที่ตรงกันข้ามคือ ความรู้ทุกอย่างต้องถูกสร้างขึ้นในตัวผู้เรียน (All knowledge is constructed by the learner)

ทฤษฎีของการเรียนรู้

ทฤษฎีนี้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความเชื่อเกี่ยวกับวิธีที่คนใช้เรียนรู้ (เป็นเรื่องจิตวิทยาของการเรียนรู้) ทฤษฎีนี้ก็ประกอบด้วยความเชื่อที่แตกต่างกันสองขั้ว

  1. ด้านหนึ่งว่า การเรียนรู้ประกอบด้วยการซึมซาบเพิ่มขึ้นๆของข่าวสาร ข้อเท็จจริง และประสบการณ์ จนในที่สุดเกิดเป็นความรู้ขึ้น มุมมองนี้นำไปสู่จุดของกลุ่มนักพฤติกรรมศาสตร์ (behaviourist) ที่สรุปว่าการเรียนรู้ประกอบขึ้นด้วยชุดต่างๆมากมายของสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องกันแบบง่ายๆ (คือเป็นการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น) และความรู้ที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงการเกาะจับกันของขั้นตอนย่อยๆเหล่านี้ ความรู้นั้นได้ผ่านมาจากประสบการณ์
  2. มุมมองของการเรียนรู้ที่ตรงข้ามกับความเชื่อข้างต้น เสนอว่า ใจคนเรานั้นสร้างเค้าโครงขึ้นมาและการเรียนรู้ประกอบตัวขึ้นจากการเลือกและจัดระเบียบการรับรู้สิ่งต่างๆที่มีมากมายรอบๆตัวเรา อันนี้เป็นมุมมองว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องของการสังเคราะห์

ดังนั้นถ้าเขียนเส้นไดอะแกรมการเรียนรู้ จะได้ว่า การเรียนรู้นั้นแตกต่างตรงข้ามกันเป็นสองขั้ว ปลายด้านหนึ่งมองว่า การเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากการได้รับมาทีละนิดทีละนิด (Incremental learning, added bit by bit) หรืออีกปลายหนึ่งที่มองว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องที่ผู้เรียนสร้างความรู้ขึ้น (Learner constructs knowledge)


รูปแบบการศึกษาที่เป็นไปได้แตกต่างกัน 4 แบบ

(14 ปีที่แล้ว !!! ตามบทความนี้)

ถ้าจับคู่ทฤษฎีความรู้กับทฤษฎีการเรียนรู้ ในลักษณะต่างๆกันจะได้รูปแบบการศึกษาที่เป็นไปได้แตกต่างกัน 4 แบบดังไดอะแกรมข้างต้น

การบรรยายแบบดั้งเดิมและตำรา (Traditional lecture and text)

  • ผู้สอนจะต้องรู้โครงสร้างของทั้งรายวิชา ซึ่งเป็นความรู้ที่จะสอน โครงสร้างเป็นการจัดระเบียบของเนื้อหาอย่างเหมาะสมซึ่งกำหนดจากเนื้อหาที่จะใช้เรียน งานด้านปัญญาของโลกแถบตะวันตกเป็นผลมาจากการจัดโดเมนของความรู้อย่างเป็นระบบบนข้อสันนิษฐานว่าเค้าโครงที่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องใช้ใจผู้เรียนในการจัดระเบียบ งานด้านสติปัญญาเหล่านี้พยายามที่จะสร้างกฏที่ใช้อธิบายการเคลื่อนของระบบสุริยะ การจัดจำแนกพืชและสัตว์ หรือวางกฏระเบียบที่ใช้จัดระเบียบสังคมที่น่าจะเป็นจริงไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใดๆและไม่ขึ้นกับคนที่พัฒนามันขึ้นมา
  • ผู้สอนตามแบบดั้งเดิมนี้จักต้องเสนอกลุ่มความรู้ (domain of knowledge) ที่จะนำมาสอนได้อย่างเหมาะสมในลักษณะที่นักเรียนสามารถจะเรียนรู้ได้ ดังนั้นลำดับที่เหมาะสมในการสอนจะถูกกำหนดในวิชานั้นเพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้ง่ายที่สุด
  • แนวคิดของตำราเป็นเล่มๆแบบเดิม (มิติเดียว ที่เรียก linear textbook) เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญมากของศตวรรษที่ 19 (ซึ่งอย่างที่รู้กัน คือความสำคัญลดลงเนื่องความก้วหน้าในเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ในศตวรรษ 20) และตำราในขณะนั้นก็ยืนยันมุมมองของความรู้ในลักษณะนี้ คือผู้แต่งหนังสือจะนำเสนอเนื้อหาอย่างเป็นลำดับ เริ่มจากส่วนที่ง่ายที่สุดของรายวิชา จากนั้นก็เนื้อหาจะค่อยๆนำเข้าสู่เรื่องที่ยากขึ้นๆจนในที่สุดก็ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดของศาสตร์นั้นๆ

การเรียนรู้โดยการค้นพบ (Discovery learning)

  • เป็นการเรียนรู้ที่เชื่อว่าความรู้เกิดขึ้นนอกตัวผู้เรียน แต่ว่าต่างจากแบบแรกคือ ผู้เรียนต้องสร้างความรู้นั้นขึ้นเอง คือเมื่อคนก่อความรู้ขึ้นโดยการสร้างขึ้นในใจของคนนั้นเขาจะค่อยๆรู้หลักการและความคิดขึ้น ดังนั้นอาจจะเกิดแนวคิดผิดๆได้ด้วย ผู้เสนอการศึกษาในแบบนี้เชื่อว่าผู้เรียนจะเรียนรู้ได้จะต้องมีประสบการณ์ ต้องได้ลงมือทำเองมากกว่าบอกให้รู้
  • แทนที่จะจัดระเบียบเนื้อหารายวิชาตามโครงสร้างที่เหมาะสมจากง่ายสุดไปยากและซับซ้อนที่สุด ผู้สอนจะจัดในลักษณะที่จะได้รับประสบการณ์ ดังนั้นจะจัดเนื้อหาเชิงการปฏิบัติไม่ใช่จากความยากง่ายของเนื้อหา  ผู้เรียนจะเข้าใจความคิดและหลักการที่ไม่ขึ้นกับผู้เรียน แล้วเมื่อมีประสบการณ์แนวคิดหลักการที่ถูกต้องจะแทนที่แนวคิดผิดๆเอง

การเรียนรู้แบบสรรคนิยม (Constructivism)

  • ในขณะนั้น (เวลาที่คุณไฮน เขียนบทความนี้) การศึกษาแบบนี้สอดคล้องกับผลวิจัยด้านจิตวิทยาทางพุทธิพิสัย (cognitive psychology research)
  • เชื่อว่าทั้งความรู้และการเรียนรู้ขึ้นกับใจของผู้เรียน
  • ผู้เรียนนั้นสร้างความรู้ขึ้นในขณะที่เรียนรู้ 
  • ผู้เรียนไม่ได้ใส่ข้อเท็จจริงใหม่ๆเพิ่มลงในสิ่งที่เรียนรู้แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนคือ มีการจัดระเบียบความรู้ขึ้นใหม่และสร้างความเข้าใจและความสามารถที่จะเรียนรู้ในขณะเดียวกับที่มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
  • ยิ่งกว่านั้นความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นจากกระบวนการนี้จะเป็นความรู้ของปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มสังคมก็ได้ แต่จะไม่มีสถานสภาพที่อยู่ภายนอกใจของผู้รู้เลย

การเรียนรู้เชิงพฤติกรรม (Behaviourist learning)

  • เชื่อว่าความรู้จะได้ค่อยๆได้รับเพิ่มขึ้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องเกิดนอกตัวผู้เรียน
  • อันนี้ก็เป็นก็เป็นลักษณะแรกๆที่เรารู้กันเกี่ยวกับการเรียนรู้ เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ทางจิตวิทยา เช่นการตอบสนองต่อสิ่งเร้า









Reference
George E Hein The Constructivist Museum
http://www.gem.org.uk/pubs/news/hein1995.html (also, published in Journal for Education in Museums No. 16, 1995 p21-23)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ถนนชื่อ พันคำ



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะ คุณพันคำ ที่นำสาระดีดีมาฝากกัน

รูปแบบการจัดการเรียนรู้นั้นขึ้นอยู่กับ
ธรรมชาติวิชาและหน่วยการเรียนรู้
ที่ต้องการเน้นทักษะทางด้านใด 
วิชาของแป๋มจะเน้น Discovery แล้ว
ต่อยอดไป Constructive เพื่อให้เกิด
องค์ความรู้ที่คงทนในระดับปัจเจกชน
ซึ่งอยู่ภายในตัวตนของผู้เรียนซึ่งเป็น
ความรู้ที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนค่ะ.



เขียนเมื่อ 

ขอบคุณคุณครูแป๋ม

  • คุณครูกำหนดรูปแบบการจัดการเองใช่ไหมครับ หรือว่าวิชานั้นๆทุกโรงเรียนต้องใช้วิธีการที่ร่วมกันกำหนดไว้ก่อนแล้ว
  • น่าสนใจครับ
เขียนเมื่อ 

เรียน คุณพันคำ ค่ะ

รูปแบบการจัดการเรียนรู้
จะมีทั้งครูและผู้เรียน
ร่วมใจกันวางแผน
ออกแบบการจัดการเรียนรู้ค่ะ
แต่ต้องอิงบริบทสถานศึกษาและ
ศักยภาพของผู้เรียน
ตลอดจนแหล่งข้อมูลในท้องถิ่น
และจุดเน้นของโรงเรียนค่ะ

เขียนเมื่อ 

เรียนท่านพันคำ

ขอเรียนรู้ด้วยคน

ครูต้อยมักเป็นคู่กัดกับทบ.เป็นประจำ นานๆ จะพบว่าการเรียนรู้ของผู้เรียนเดินตามทางที่ทฤษฎีเขียนไว้ เว้นแต่เราวางกรอบไว้ หากผู้เรียนเป็นน้ำก็ต้องล้อมกรอบไว้ให้ดีอย่างให้หลุดเฟรม เกร็งกันไปหมดทั้งคนเรียนคนสอน แต่หากให้มันเดินไปตามธรรมชาติการเรียนรู้และธรรมวิชา หลอมด้วยความรัก วันนั้นรูสึกว่าhappyทั้งผู้สอนผู้เรียน ทะลุเป้าได้เหมือนกัน ถึงเวลาเรียนก็วิ่งมารอ ออหน้าห้อง ไอ้ที่เรียนอยู่ ก็อ้อยอิ่งไม่อยากจะออกไป อย่างนี้จะเรียกว่าอะไรดีหละคะ

เขียนเมื่อ 

คุณครูแป๋ม

  • ขอบคุณมากครับ ที่ทำให้พันคำเข้าใจการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนมากขึ้น
  • นอนดึกจังครับ ดูแลสุขภาพนะครับ นึกถึง "ปริญญาชีวิต"ด้วย
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณครู krutoi

  • วันก่อนไปทราบมาว่า คุณหมอสั่งห้ามคุณครูนอนดึกเกิน 3 ทุ่ม
  • คืนที่ผ่านมานี้เห็นชัดเจนนะครับว่านอนดึกมากๆๆๆๆ ต้องดูแลรักษานะครับคุณครู
  • อย่างว่าล่ะครับคุณครู อะไรๆก็อาจแตกต่างจากทฤษฎีได้เหมือนกัน เรียกว่า ยังมีสิ่งที่ไม่รู้อีกมากในทฤษฎีของการเรียนรู้ได้ไหมครับ จริงๆประสบการณ์ที่คุณครูพบ (..ไปตามธรรมชาติการเรียนรู้และธรรมวิชา หลอมด้วยความรัก..) กลับให้ผลดีมาก (อ่านแล้วนึกภาพออกเลยครับ) ถือว่าคุณครูได้ค้นพบ "วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ดีเหมาะกับผู้เรียนแล้วล่ะครับ"
  • ขอบคุณครับที่ทำให้พันคำได้เรียนรู้และเข้าใจมากขึ้น

หมายเลขบันทึก

248934

เขียน

17 Mar 2009 @ 00:00
()

แก้ไข

18 Jun 2012 @ 23:29
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ความเห็น: 6, อ่าน: คลิก