คนเราไม่สามารถเลือเกิดได้แต่เลือกที่จะทำดีได้ แม้ว่าฉันจะพบกับจุดเปลี่ยนของชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ฉันก็เป็นผู้โชคดีที่มีโอกาสตัดสินใจได้ด้วยตนเอง
เมื่อสถานการณ์ผ่านพ้นไป ฉันมักจะนั่งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาและนึกถึงความเป็นชีวิตของตัวฉันเอง ที่ทุกอย่างเป็นอดีตไปแล้ว แม้ว่าเราจะอยู่กับปัจจุบันขณะ แต่อดีตบางเรื่องสามารถนำมาเป็นแนวทางเพื่อตัดสินใจในปัจจุบัน เพราะอดีตทำให้มีปัจจุบันนั่นเอง และเป็นแรงบันดาลใจให้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
"อดีตไม่อาจแก้ไขได้ แต่อดีตบางเรื่องเป็นความทรงจำที่ดีงาม เป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ เหมือนเป็นต้นทุนของชีวิตก็ว่าได้" ชีวิตในวัยเยาว์ของฉันคือเด็กหญิงคนหนึ่ง ที่เติบโตมาจากครอบครัวของชาวค่าย ไม่ได้เรียนรู้ชีวิตด้านอื่น ๆ มากไปกว่าการเรียนหนังสือ และทำงานบ้านตามที่เด็กหญิงพึงทำได้ คุณพ่อของฉันเป็นคนเข้มงวด มีระเบียบวินัย พูดน้อยแต่"คุณพ่อรักฉันมาก"
คุณพ่อจะสอนและอบรมว่า "ไม่ให้กลัวอะไรจนเกินไป ต้องเป็นคนกล้าคิด กล้าทำ มีความรับผิดชอบต่อเรื่องที่คิด เรื่องที่ทำ โดยเฉพาะลูกทหารต้องอดทนและทนอด" ส่วนคุณแม่จะสอนว่า "เงินทองแม้จะมีมากหรือมีน้อยก็ควรใช้น้อย หรือใช้เพื่อประโยชน์และความจำเป็นต่อชีวิตจริง ๆ" นอกจากนั้นจะฝึกให้รู้จักทำงานบ้าน ดูแลคนในครอบครัว การทำอาหาร การซักรีด การขัดรองเท้าและเครื่องหมายโลหะอย่างมีเทคนิค ความสำคัญสุดยอดก็คือ"การเรียน " ให้เรียนตามความถนัดและความสามารถของตนเอง เมื่อเรียนไม่ได้หรือมีปัญหาอุปสรรคให้รีบบอก เพื่อลาออกมาตั้งต้นเรียนใหม่ ไม่ควรทนเรียนไปอย่างมีความทุกข์ทรมาน เพราะอาจทำให้เสียเวลา
เนื่องจากครอบครัวเข้มงวด ฉันจึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสชีวิตวัยรุ่นมากนัก ฉันมักจะอิจฉาเพื่อนที่สามารถไปไหนต่อไหนได้ตามลำพัง จะคบกับใครก็ได้ เพื่อนหรือเด็กครอบครัวอื่น ๆ เขาจะเดินผ่านหน้าบ้านฉันไปดูหนังกลางแปลงที่หน้ากองร้อย และออกนอกบ้านได้โดยไม่ต้องขออนุญาตผู้ปกครอง เรื่องที่ร้ายแรงในสมัยนั้นคือการที่เด็กหญิงนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์เพื่อนชายจะทำให้พ่อแม่เสียชื่อเสียงมาก เพราะสังคมในค่ายทหารไม่ยอมรับพฤติกรรมดังกล่าว ส่วนฉันเมื่อมีหนังกลางแปลงทุกวันพุธ ฉันต้องไปกับคุณแม่แต่ก็นาน ๆ ครั้ง เพราะคุณแม่ไม่ใช่ "คุณนายธรรมดา" แต่คุณแม่มีงานประจำ
โอกาสการทำผิดคิดร้ายของฉัน เมื่อคุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่บ้าน ฉันได้นัดให้เพื่อนมาทำส้มตำและทำอาหารรับประทานกันที่บ้านนับเป็นเรื่องสนุกและมีความสุขมาก ที่ร้ายแรงกว่านั้นฉันได้แอบหนีไปเที่ยวนอกบ้านกับเพื่อน โดยเพื่อนมีมอเตอร์ไซค์มารับ พวกเราหนีไปดูหนังในโรงหนัง สมัยนั้นเสียเงินเพียงคนละ ๒ บาทครึ่งราคา แต่ในที่สุดฉันถุกคุรพ่อจับได้ เพราะมีคนเห็นเข้าและมาบอกคุณพ่อ ฉันได้ยุติการกระทำ กลับมาเป็นชีวิตติดครอบครัว ไปดูหนัง ดูละคร หรือดูมวยกับคุณพ่อ แม้ว่าไม่ชอบดูมวย เพียงแต่ต้องการออกไปนอกบ้าน และมีโอกาสได้นั่งร้านอาหารหรู ๆ กับคุณพ่อเท่านั้นเอง
เมื่อจบการศึกษาแล้ว ฉันได้เข้าทำงานที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งเพียง ๑ ภาคเรียนเท่านั้น เพราะไม่สนุกกับงานที่ทำ และได้เปลี่ยนงานไปอยู่บริษัทเอกชนอีกแห่ง ชีวิตฉันจึงนับว่าก้าวข้ามวัยจากวัยเด็กมาเป็นวัยผู้ใหญ่ ถูกเปลี่ยนบุคลิกภาพจากการแต่งตัวจากวัยนักเรียนนักศึกษามาเป็นวัยของคนทำงานอย่างรวดเร็วมาก ฉันเคารพต่อกฏเกณฑ์ระเบียบที่ครอบคลุมอย่างเข้มงวด ฉันต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่เขามอบหมายให้ทำ การเรียนรู้ของฉันจึงมาจากประสบการณ์ทางสังคมของที่ทำงานและการอ่านหนังสือ ฉันดูเหมือนจะอาวุโสน้อยของที่ทำงาน ฉันต้องไปทำงานแต่เช้า ทำทุกอย่างนอกเหนือไปจากหน้าที่เช่น การปัดกวาด การชงกาแฟ การจัดโต๊ะ ตู้เอกสาร แม้ว่าจะมีแม่บ้านทำหน้าที่แล้วก็ตาม
ภายหลังฉันจากบริษัทเอกชนไปแบบละทิ้งงานกระทันหัน และเขียนจดหมายไปลาออก เนื่องจากพี่...ซึ่งเป็นหัวหน้างานของฉันมีสามีเป็นวิศวกรโรงงานและมีเพื่อนชายเป็นสจ๊วต เราสี่คนเคยทานข้าวด้วยกัน แต่ไม่สนิทสนมกันมาก วันนั้นเป็นวันหยุดฉันไปปากน้ำกับเพื่อน ส่วนคุณสจ๊วตก็ไม่ทราบไปที่ไหนเพราะพี่คนนั้นโทรศัพท์ไปหาเขาที่บ้านแล้วไม่เจอ เช้าวันจันทร์ฉันถูกพี่....หัวหน้างานกระชากตัวอย่างแรงเกือบหกล้ม และซักประวัติยิ่งกว่าพยาบาลถามคนไข้หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจเค้นความผิดจากผู้ต้องหา แม้ว่าฉันชี้แจงความจริงทุกประการไม่ได้ปิดบังอะไร แต่หัวหน้างานเขาคิดว่าฉันโกหก กดดันให้ฉันยอมรับว่าได้ไปกับคุณสจ๊วตคนนั้นจริง ฉันตัดสินปัญหาแบบโง่ ๆ ด้วยการลาออกโดยไม่รอการอนุมัติ
ฉันกลับบ้านที่เชียงใหม่ ขณะนั้นคุณพ่อและคุณแม่ทำงานอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความสงสัยของคุณพ่อและคุณแม่ท่าทางไม่สบายใจที่เห็นฉันหยุดงานหลายวัน ท่านคงสังเกตรู้ได้เพราะฉันอ่านหนังสือพิมพ์สมัครงาน เมื่อคุณแม่รู้ความจริงก็ไม่ได้ตำหนิแต่อย่างใดและให้กำลังใจ แต่ฉันแอบได้ยินคุณพ่อพุดกับคุณแม่แบบสั้น ๆว่า "เมื่อไม่มีความอดทนต่อไปก็ไม่ต้องทำงานอะไร อยู่บ้านเฉย ๆ ก็ได้" มันเป็นความรู้สึกที่เจ็บและบาดลึกเข้าไปในหัวใจ เสียงของคุณพ่อเศร้ามาก สิ่งที่รับรู้และทรนงตัวเสมอมาคือ "ฉันรู้ว่าคุณพ่อรักฉันมาก"
วันหนึ่งฉันมีโอกาสไปบ้านปู่และย่าที่พิษณุโลก ได้เจอกับญาติชื่อต้อยเพิ่งเรียนจบครูมาหมาด ๆ ต้อยชวนฉันไปสอบบรรจุครูเพื่อเป็นเพื่อนและช่วยอ่านหนังสือ เราจึงไปสมัครพร้อมกัน ได้เลขที่สอบใกล้ ๆ กันจะได้ดูกัน
ฉันใช้เวลาอ่านหนังสือ ๓ เดือนเต็ม ๆ หยุดเฉพาะเวลานอนกับเวลาทานข้าว ฉันอ่านจนจำได้ทุกหน้าทุกเรื่อง เลขที่ในใบสมัครของฉันกับต้อยติดกันของฉัน ๒๙ ส่วนต้อย ๓๐ การเข้าสอบฉันนั่งหน้าต้อยนั่งหลัง เธอบอกว่าลอกคำตอบจากฉันเกือบจะทั้งหมด พวกเราต้องเลือกโรงเรียนในวันสมัครสอบแข่งขัน ฉันเลือกโรงเรียนในอำเภอบางกระทุ่ม มีผู้สมัคร ๑๔๓ คนรับได้เพียง ๒ ตำแหน่ง สาเหตุที่เลือกโรงเรียนนี้เนื่องจากชื่อไพเราะ ส่วนต้อยเลือกโรงเรียนในอำเภอบางระกำมีผู้สมัคร ๓๒ คนรับเพียง ๑ ตำแหน่ง
ภายหลังที่สอบแล้วฉันไม่มั่นใจในการสอบนักเพราะมีผู้เข้าแข่งขันเยอะ ฉันพยายามติดต่อสมัครงานไปตามบริษัทเอกชนต่าง ๆ อีกครั้ง ฉันสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้จึงได้ตอบรับกลับมาหลายแห่ง เมื่อถึงวันประกาศผลสอบบรรจุครู ฉันไปดูประกาศผลคนเดียวเพราะไม่เจอต้อย แต่ฉันพบคุณอาซึ่งเป็นน้องสาวของคุณพ่อบอกว่าฉันสอบบรรจุได้ ส่วนต้อยสอบไม่ได้ ก็เป็นเรื่องเล่าเฮฮาขบขันกันอยู่ในหมู่ญาติ ๆ ระยะหนึ่งว่าต้อยอาจตาลายลอกผิดข้อก็เป็นได้
วันแรกที่ไปบรรจุครู ครูใหม่ ๕ คนนัดแนะกันไปเจอที่หน้าสถานีรถไฟมีตั้งแต่วุฒิปริญญาตรี ปกศ.สูง และปวส. เป็นครูผู้หญิง ๓ คนและครูผู้ชายอีก ๒ คน คนอื่น ๆ เขาจบมาใหม่ ๆ อายุ ๒๓ - ๒๕ ส่วนฉันอายุ ๒๘ ปี ฉันจึงเป็นรุ่นพี่ของครูใหม่คณะนี้ ไม่มีใครทราบว่าโรงเรียนอยู่ที่ไหน เพียงแต่มีลายแทงและชื่อโรงเรียน พวกเราเริ่มต้นการเดินทางโดยรถสองแถว คนขับรถสองแถวบอกว่าไม่รู้จักโรงเรียนวัดกรุงศรีเจริญ ตกลงไปตามลายแทงเจอป้ายโรงเรียนเล็ก ๆ อยู่หน้าวัดของหมู่บ้านกรุงเกรง ตำบลนครป่าหมาก อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก มีบ้านพักครูอยู่ ๓ หลัง มีครูอาศัยอยู่แล้ว ๑๑ คน ครูใหม่ ๕ คนจะต้องแบ่งไปตามบ้านพักครู ๒ หลังที่ยังมีห้องว่างอยู่ ส่วนอีกหลังหนึ่งมี ๒ ห้องครูพักอยู่แล้ว ๒ ครอบครัวส่วนอาจารย์ใหญ่อยู่ในหมู่บ้าน
ที่บ้านพักครูชั้นเดียวด้านบนมี ๓ ห้องนอนและห้องเก็บของอยู่ชั้นล่างอีก ๑ ห้อง ฉันพักคนเดียว ห้องกลางมีครอบครัว ห้องริมอีกด้านหนึ่งครูหนุ่ม ๓ คนพักด้วยกัน ครูใหม่ผู้หญิงอีกคนขอพักที่ห้องเก็บของชั้นล่าง ภายหลังครูเก่าเล่าให้ฟังว่า "ครั้งแรกทุกคนไม่ชอบฉันมากนักเพราะพวกเขาบอกว่าฉันมีมาดเป็นคุณหนูเหลือเกิน คงจะเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ" อาหารเย็นมื้อแรกแต่ละคนนำกับข้าวเก่า ๆ ไปซ่อน มีแต่ของใหม่มาทาน ทุกคนนั่งล้อมวงกับพื้นเป็นวงกว้างมาก ฉันบังเอิญเดินไปเปิดและยกกับข้าวที่เขาซ่อนไว้มาวางและเลือกทานของเหล่านั้น จำได้ว่าเป็นปลาทูเค็มทอดเหลือเนื้อปลาทูติดก้างพอทานได้ ทำให้ลบความรู้สึกที่เขามีต่อฉันครั้งแรกเป็นไปในทางที่ดีและพอใจต่อฉันมากขึ้น
โรงเรียนไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ครูที่มีครอบครัวแล้วสามีจะไปตักน้ำที่ลำคลองหรือโยกน้ำบาดาลให้อาบ ก่อนอาบต้องแกว่งสารส้มเพราะกลัวเชื้อโรคหรือกลัวผิวเสีย ส่วนฉันท่าทางคงหิ้วน้ำไม่ไหว ครูผู้ชายจึงช่วยตักน้ำมาให้แต่ฉันไม่รอแกว่งสารส้มอาบได้เลย เมื่ออาบแล้วจึงมีกลิ่นติดก็โรยแป้งเยอะ ๆ ข้างบ้านพักครูมีถังน้ำฝนเอาไว้สำหรับดื่มกินและล้างหน้า สัปดาห์หนึ่งจะมีรถมาขายกับข้าวเพียง ๒ ครั้ง ถ้าวิ่งออกไปซื้อไม่ทันก็อด อาหารหลักก็เป็นมาม่า ปลากระป๋องและผักบุ้งตามท้องนา ของว่างก็คือกล้วยดิบนำมาฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ทอดน้ำมันโรยเกลือ ตื่นนอนแต่ละวันขนจมูกจะดำเพราะควันของตะเกียงน้ำมันที่ฉันจุดอ่านหนังสือ และเขียนจดหมายถึงเพื่อน ๆ รวมทั้งเขียนถึงคนพิเศษ
การเขียนจดหมายถึงแฟนนั้นเขียนทุกวัน ส่วนเขียนถึงพ่อแม่หรือเพื่อนนั้นสัปดาห์ละครั้งหรือสองสัปดาห์แล้วแต่อารมณ์และหายไปเป็นเดือน ๆ การรับส่งจดหมายนับเป็นอุปสรรคต้องขี่จักรยานนำจดหมายไปส่งที่หมู่บ้านสามเรือนซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียน ๔ กิโลเมตร แต่พวกเราก็ไม่หวั่นโดยเฉพาะคนมีแฟน ภายหลังพวกเราแบ่งหน้าที่กันไปรับไปส่งจดหมาย หากคนใดไปรับจดหมายก็จะหอบมาเป็นปึก ๆ พวกเราจะรีบวิ่งกระโดดแย่งจดหมายกัน ปานว่าทหารชายแดน ของใครยังไม่มาก็หน้าเศร้า
ฉันไม่ประทับใจความเป็นอยู่ทุกอย่างและคิดว่าเมื่อเดินทางผิดก็ต้องอดทน เพราะคงไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้ว อายุก็มากกว่าที่จะไปสมัครงานใหม่ ๆ ได้อีก แต่ฉันก็วางแผนไว้ในใจว่าจะลาออกไปทำงานอิสระมีกิจการเล็ก ๆ เป็นของตนเอง พ่อแม่ฉันคงมีความสุขไม่ห่วงใยฉันมากกว่านี้ คงต้องหาเวลาไปศึกษากับญาติ ๆ ที่เขาประกอบอาชีพส่วนตัว อีกประการหนึ่งเงินเดือนน้อยกว่าที่เคยได้รับมาจากบริษัทเอกชนเกือบครึ่ง และระหว่างนั้นมีการสนทนาถกเถียงกันของครูในโรงเรียนเกี่ยวกับการได้รับขั้นเงินเดือนประจำปีที่เรียกว่าความดีความชอบ ประการหลังนี้ที่ฉันรับไม่ได้ เนื่องจากฉันเคยผ่านการทำงานจากบริษัทเอกชนมาแล้วนั้นต้องตั้งใจทำงานเพราะกลัวเจ้านายจะยื่นซองขาวไล่ออกมากกว่าการรอเงินเดือนขึ้น การที่จะให้ฉันยอมรับและพิศมัยชีวิตราชการนั้นห่างออกไปทุกทีจนจะถึงศูนย์และจวนจะติดลบ
ณ วันที่ชีวิตหักเหเมื่อเจอกับจุดเปลี่ยนถือเป็นเรื่องเล่าเร้าพลัง บุญบันดาลให้ฉันได้เจอเหตุการณ์นี้...."เด็กชายคนหนึ่งท่าทางผอม หน้าตามอมแมมมาเข้าห้องเรียนตอนบ่ายช้ากว่าเพื่อน เพราะนักเรียนกลับไปทานอาหารกลางวันที่บ้าน เขาเดินเข้าห้องแบบกล้า ๆ กลัว ดูเหมือนถืออะไรซ่อนไว้ข้างหลัง ฉันไม่ได้ว่าอะไร เมื่อเลิกเรียนเด็กชายคนนี้ยังไม่ยอมกลับบ้าน จนเพื่อน ๆ กลับไปหมดแล้ว เขาเดินเข้ามาหาฉันอย่างเงียบ ๆ และถืออะไรไว้ข้างหลังเหมือนเดิม ค่อย ๆ นำสิ่งที่ซ่อนไว้มาวางไว้บนโต๊ะครูและบอกว่า "ครูครับผมให้ครู" มันเป็นมะม่วงดิบ ๑ ผล" แม้ฉันจะปฏิเสธแต่เขาทำตาแดง ๆ คล้ายจะร้องไห้ เมื่อฉันเต็มใจรับไว้เขาจึงยิ้มได้น้อย ๆ และทำให้ทราบว่าสาเหตุเข้าห้องเรียนล่าช้าเพราะไปปีนมะม่วง ฉันถือมะม่วงประวัติศาสตร์กลับบ้านพักครู เมื่อนำขึ้นมาดูพบว่ามะม่วงมีรอยฟันกัดแล้ว แต่มีการชั่งใจว่ายังไม่กิน ทำให้ฉันเจอกับจุดเปลี่ยนของหัวใจ
คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ นำมะม่วงไปล้างให้สะอาดเช็ดให้แห้ง และนำมาวางไว้ใกล้ ๆ ตื่นเช้าฉันนำมะม่วงผลนั้นใส่กระเป๋าไปโรงเรียนด้วย ฉันพบเด็กชายคนนั้นเขาส่งยิ้มให้ฉันอย่างอาย ๆ และวันต่อมาเราก็คุยกันอย่างคุ้นเคย เมื่อฉันกลับบ้านในเมืองได้พาเขาไปเที่ยวด้วยบ่อย ๆ หากฉันย้อนอดีตได้ "ฉันจะเก็บมะม่วงลูกนั้นไว้กับฉันตลอดไป"

เป็นชีวิตที่น่าสนใจ...น่าศึกษาทีเดียวครับ
เป็นเรื่องเล่าที่ดีมากเลยครับ ได้รู้ทั้งประสบการณ์ และ ความรู้สึก
เรื่องเล่าประทับใจมากค่ะ
โอกาสหน้า คงจะได้พบกันนะคะ ครูคิม หลังจากไปพบคนอื่นๆแล้ว
ที่นี่ค่ะ
http://gotoknow.org/blog/cancernurse/248321
พี่ครูคิม.เล่าความหลังอีกแล้ว...เดี๋ยวมีคนได้ร้องไห้..
รออ่าน..ตอนต่อไปค่ะ
สวัสดีตอนเช้าครับคุณครู คิม ที่เคารพ
จุดเปลี่ยนของคนเราไม่เหมือนกันนะคะ...แต่จุดเปลี่ยนของพี่คิมน่าสนใจ..คิดถึงพี่นะคะ..วันนี้น้องแอ้ดของพี่คิมพร้อมจะยืนอย่างเข้มแข้งและก้าวเดินต่อไปแล้วค่ะ
สวัสดีค่ะคุณครูพิสูจน์
สวัสดีค่ะท่านรองฯ small man~natadee
สวัสดีค่ะน้องแก้ว..อุบล จ๋วงพานิช
สวัสดีค่ะน้องคุณลดา
สวัสดีค่ะคุณท. ณเมืองกาฬ
สวัสดีค่ะน้อง add
สวัสดีค่ะคุณศรีกมล
สวัสดีค่ะ พี่คิม
เรื่องราวบางเรื่อง...สะท้อนภาพได้ชัดเจนค่ะพี่..
พี่ทานข้าวแลงหรือยังคะ..
ที่บ้านพี่ฝนตกไหม..เมืองเลยเมือคืนฝนตก
มีพายุด้วยค่ะ..
สวัสดีค่ะน้องครูอ้อ
สวัสดีครับครูคิม บล็อกใหม่เหรอครับ เห็นตั้งชื่อบล็อกน่าสนใจดี เลยเข้ามาอ่านครับ
เป็นชีวิตที่น่าสนใจดีครับ
สวัสดีค่ะคุณBob