จากประสบการณ์ในการประชุมอบรม ทั้งเข้าประชุมอบรมเอง และ พูดคุยกับผู้ที่เข้าประชุมอบรมท่านอื่นๆ จะพบว่าในการประชุมอบรมจะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ คุ้มค่า กับ เสียเวลาเปล่า
ผลการประชุมอบรมจะ “คุ้มค่า” หรือ “เสียเวลา” ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักประการเดียวครับ คือ วิทยากร
วิทยากรที่ผู้เข้าประชุมบอกว่า “เสียเวลา” จะมีลักษณะ
1. รู้ไม่จริง
2. มาอ่านให้ฟัง
3. ถามอะไรตอบไม่ได้
4. ชอบตอบลักษณะ ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก
5. รู้แต่ทฤษฎี ไม่รู้ปฏิบัติ
6. รู้มาแค่ความรู้ความจำ บางทียังไม่เข้าใจเสียด้วยซ้ำ
วิทยากรประเภทนี้ ผู้เข้าประชุมจะบอกว่าน่าเบื่อและเสียเวลา ปฏิกิริยา คือ จะคุยกันเสียมากกว่า เพราะไม่อยากฟัง
ขณะเดียวกัน วิทยากรที่ผู้เข้าประชุมบอกว่า “คุ้มค่า” จะมีลักษณะ
1. รู้จริง
2. สรุปความคิดรวบยอดได้
3. ตอบคำถามได้กระจ่าง
4. ตอบคำถามในเชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า
5. รู้ทฤษฎี มีประสบการณ์
6. มีความรู้ดี ทั้งรู้รอบ และ รู้ลึก ตามลำดับ ตั้งแต่ ความรู้ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และ การประเมินค่า
วิทยากรประเภทนี้ ผู้เข้าประชุมจะตั้งใจฟังครับ ปฎิกิริยาที่สังเกตได้ชัด คือ ห้องประชุมจะเงียบ
มีผู้เข้าประชุมหลายท่าน “ร้องทุกข์” มากับผมครับ บอกว่าต่อไปจะจัดอบรมอะไร ให้หาวิทยากรให้ดี หรือ วิทยากรต้องทำการบ้านมาให้ดี ผมก็ได้เสนอคำร้องทุกข์นั้นให้ผู้เกี่ยวข้องไป แต่ก็ยังเหมือนเดิมครับ
ฉะนั้น ใครที่คิดจะเป็นวิทยากร ก็ขอฝากเรื่องเหล่านี้ไว้ด้วยครับ
วิทยากรควรจะเตรียมตัวมาอย่างดีเป็นพิเศษ เพื่แปญหา "เสียเวลา เสียเงินด้วย" ผู้เข้ารับการอบรมต้องคุ้มค่าในการลงทุน
ขอบคุณคุณฐิติพันธ์ครับ ที่เสนอความคิดเพิ่มเติม "เสียเงิน" ด้วย
สวัสดีค่ะท่านผอ.
ขอบคุณมากค่ะ ที่ท่าน ผอ.ช่วยระบายเรื่องเครียดให้
รู้รอบ รู้ลึก...รู้มากกว่าที่เห็น...... เข้าใจมากกว่าที่ฟัง”
ซึ่งพระธรรมโกศาจารย์ ประยูร ธมฺมจิตฺโต เรียกว่า “รู้ 3 มิติ”
ในการตัดสินใจด้วยปัญญานั้น จำต้องมองอะไรให้ได้หลากหลายมุม ดังคำภาษาบาลีที่พระธรรมโกศาจารย์ ประยูร ธมฺมจิตฺโต ใช้คือคำว่า “วิภัชชวาท”
5 .รู้แต่ทฤษฎี ไม่รู้ปฏิบัติ
6. รู้มาแค่ความรู้ความจำ บางทียังไม่เข้าใจเสียด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะข้อ 5. ต้องบอกว่าปริญญา (ตรี/โท/เอก) ที่ท่านวิทยากรบางท่านได้รับ ท่านจบได้เพราะทฤษฎี พอจบออกมาหากท่านไม่นำมาปฏิบัติ สิ่งที่ท่านถ่ายทอดก็ต้องเป็นทฤษฎีเป็นเรื่องธรรมดา...แต่สังคมคนเรียนรู้สมัยใหม่ไม่สนใจแค่ทฤษฎี ต้องการผู้รู้จักนำทฤษฎีไปปฏิบัติด้วย ก็เลยเป็นที่มาของคำว่าปัญญาปฏิบัติ ที่เราคุ้น ๆ กัน
เชื่อว่า หากท่านวิทยากรเป็นผู้ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ ได้รับเสียงสะท้อนเช่นนี้ น่าจะเข้าใจและไปพัฒนาตนต่อไปค่ะ
ขออภัยมาทีไรไม่แค่ทักทาย เขียนอะไรมากมายไปหมด ขอบพระคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ
ผมไปนั่งฟังมา ก็เหมือนครูอ้อยเลยครับ ไม่ขอบอกนะครับว่าเรื่องอะไร เอาเป็นว่ารู้กันนะครับ
ขอบคุณมากครับ
เรื่องวิทยากร ที่ว่าเตรียมตัวตายตัวแทน ไว้ ก็ดีนะครับ
แต่ว่า ไม่มีเลยนี่ซิครับ ทั้งตัวตายตัวแทน
มีแต่ผู้เข้าประชุมครับ ที่จะต้องตาย
น่าเป็นห่วงการศึกษาครับ
ขอบคุณมากครับ
เขียนมามากมายเป็นประโยชน์มากเลยครับ
ถ้ามีโอกาส ผมจะนำเอาข้อคิดเห็นไปให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พิจารณาครับ
ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
ลักษณะที่ว่ามาผมก็เคยฟังครับ
แนะนำว่าให้ครูใช้วิชามารมากกว่าวิชาการคือ copy ของคนอื่น
ขอบคุณมากครับ