จากการได้มีโอกาสสอนนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา เข้าเทอมที่ 15 ทำให้ได้เห็นพฤติกรรมการเรียนของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นได้ชัดเจนมากขึ้น นำมาซึ่งความคิดคำนึงถึงประสบการณ์การเรียนหนังสือของตัวเองในระดับมหาวิทยาลัยของตัวเองเมื่อสิบกว่าปีก่อนว่า มีสิ่งใดเหมือนกัน มีสิ่งใดแตกต่างกันบ้าง

ขอหลับตามองขึ้นไปบนเพดานแล้วนึกเรื่องราวพฤติกรรมการเรียนเหล่านี้ว่ามีอะไรบ้างหนา

 

ประการที่ 1 ... นักศึกษาไม่ชอบเข้าเรียนในชั่วโมงแรกของภาคเรียน

เป็นเรื่องที่แปลกมากที่ผมเคยก็ไม่เคยทำตอนเรียน และไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน ... นักศึกษาของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นมักไม่ชอบเข้าเรียนในชั่วโมงแรก ซึ่งพวกเขาชอบคิดว่า ชั่วโมงแรกของอาจารย์ผู้สอนแค่นำเข้าสู่รายวิชา คำอธิบายรายวิชา เงื่อนไขต่าง ๆ ของการเรียนในวิชานี้เท่านั้น ขอนอนอยู่บ้านหรือหอพักก่อนดีกว่า ดังนั้น สิ่งที่เห็นอยู่เป็นประจำ คือ สัปดาห์แรกของการเรียนจะมีนักศึกษามาเรียนไม่ถึงครึ่งของนักศึกษาทั้งหมด

ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว ชั่วโมงแรกเป็นชั่วโมงที่สำคัญมากในระดับต้น เพราะอาจารย์ผู้สอนจะบอกเงื่อนไขในการเรียน การปฏิบัติตัวทั้งหมดในวิชานั้น ๆ เพื่อให้นักศึกษาตัดสินใจว่า จะเลือกลงทะเบียนเรียนในวิชานี้ กับผู้สอนคนนี้หรือไม่ สู้ หรือ ไม่สู้ดี ต้องมีข้อมูลตัดสินใจในเบื้องต้น หากเป็นวิชาเลือก ไม่ใช่ วิชาบังคับ

ซึ่งอาจารย์ผู้สอนที่ดี ๆ มักจะมีวิธีแก้ปัญหานี้โดยการเช็คชื่อให้คะแนนตั้งแต่คาบแรกไปเลย หรือเริ่มสอน เริ่มมีงานให้ทำในคาบเรียน ซึ่งทั้งสองวิธีทำให้นักศึกษาเสียคะแนนชุดแรกนี้เลย โดยไม่มีข้อแก้ตัว ถือเป็น การเตือนจากอาจารย์ผู้สอนว่า เวลาที่เหลือต้องตั้งใจเรียนกว่านี้นะ ไม่งั้นตกไป ก็ได้แต่สมน้ำหน้า

 

ประการที่ 2 ... นักศึกษามักเลือก DROP ในรายวิชาที่เค้าคิดว่า อาจารย์ดุ หรือ ออกเกรดยาก ตามคำเล่าอ้างของนักศึกษารุ่นพี่

อาจารย์ผู้สอนตั้งใจเคี่ยวกรำนักศึกษาให้สามารถออกไปเผชิญกับโลกภายนอกได้อย่างไม่อายใคร กลับไม่ใช่อาจารย์ที่นักศึกษาผู้มักง่าย ชอบอะไรง่าย ๆ อยากเรียนด้วยนัก เพราะคิดว่า เดี๋ยวต้องเครียด เดี๋ยวเกรดออกมาไม่ดี นักศึกษาจึงมักจะหาข่าวจากนักศึกษารุ่นพี่ เพื่อนที่เคยเรียนมาก่อนว่า วิชานี้ อาจารย์ท่านนี้ เป็นอย่างไรบ้าง แล้วมักจะได้คำตอบจากนักศึกษาเหล่านี้ว่า ยาก ดุ งานเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่พวกที่ตอบแบบนี้คือ พวกใจไม่สู้ ไม่ค่อยตั้งใจเรียน มาบ้าง ไม่มาบ้าง คำตอบนี้จึงตายตัว

สิ่งที่นักศึกษาทำหลังจากทราบคือ จะ Add วิชานี้ก่อนเปิดเทอม แล้วหลังจากนั้นไปสืบดูว่า อาจารย์ท่านใดสอน หากใช่ จะเลือกไป Drop ในวิชานี้ทันทีไม่ยอมเรียน ถึงแม้แผนการเรียนจะถึงแล้วก็ตาม และหากว่า วิชานี้เป็นวิชาที่อาจารย์สอนหลายท่าน นักศึกษาจะ Drop ไปลงอีกหมู่เรียนหนึ่งแทน เพราะคิดว่า อาจารย์ท่านนั้นเรียนง่ายกว่า (แต่เขาไม่ทราบหรอกว่า เรียนแล้วไม่ได้ความรู้อะไรมากนัก) แต่หากว่า วิชานี้มีอาจารย์ผู้สอนคนเดียว นักศึกษาจะไปลงช่วงไฟลท์บังคับ คือ ก่อนจบหลักสูตร ปี 4 ปี 5 โน้นแหละ ซึ่งบางครั้งก็ยอมจบช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน แปลกไหมครับ

ผมในฐานะอาจารย์ผู้สอน ผมยังตลกกับวิธีคิดของเด็กพวกนี้ ขนาดสถานการณ์จำลองชีวิตการทำงานภายในมหาวิทยาลัยยังคิดได้แค่นี้ คงไม่ต้องถามถึงเวลาที่ออกไปเผชิญโลกข้างนอกหรอกนะครับว่า จะเป็นคนอย่างไร

วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด คือ ถ้าผู้สอนหลายคน ต้องสร้างมาตรฐานการสอนในวิชานั้น ๆ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน หรือไม่ก็เลือกใช้ผู้สอนเพียงคนเดียว การควบคุมมาตรฐานก็ย่อมง่ายกว่า

แต่ผมเคยเจอปัญหานะครับ ... วิชาที่ผมรับผิดชอบ นักศึกษาจะไม่ยอมลง ไม่สู้ตั้งแต่ต้น แอบไปบอกอาจารย์ที่ศักยภาพต่ำ ๆ และโลภ ๆ ท่านหนึ่ง (เปิด SUMMER ได้เงินค่าสอนตามปริมาณหัวนักศึกษา) ขอเปิดรายวิชานี้อีกหมู่เรียนหนึ่ง แอบทำเรื่องไปโดยมาแจ้งสาขาวิชาว่า เด็กอยากลงกับผม (เอาเข้าไป) ผลกลายเป็นว่า นักศึกษาที่ใจปลาซิวพวกนั้นถอนหมู่เรียนที่ผมสอนไปลงอีกหมู่เรียนที่เปิดใหม่เกือบครึ่งห้อง ผมซึ้งใจขึ้นมาเลยกับพฤติกรรมแบบนี้ จำจนถึงวันนี้

 

ประการที่ 3 ... นักศึกษาเห็นว่า ส่งงานไม่ทันแน่นอน หรือ ยังไม่ได้ทำอะไรเลย นักศึกษาไป Drop วิชานี้ทันที ไม่ว่าวิชานี้เป็นวิชาบังคับหรือไม่ จบช้าออกไปแค่ไหน

คล้าย ๆ กับประการที่ 2 ครับ ... แต่น่าแปลกใจอีกเหมือนกันที่นักศึกษาคิดได้แค่นี้

โดยส่วนมากเป็นนักศึกษาที่มีพฤติกรรมไม่ตั้งใจเรียน ความสามารถในการเรียนต่ำ จะเลือก Drop ก่อนที่จะหมดภาคเรียน โดยเลือกไปตายเอาดาบหน้า รอวันวิชานี้เปิดอีกครั้งในภาคเรียนต่อ ๆ ไป แล้วก็ค่อยลงทะเบียนเรียนใหม่ ซึ่งเลือกเสียเงินเพิ่มขึ้นจากผู้ปกครองของตัวเอง แต่มาลงเรียนใหม่ก็อีกหรอบเดิม คือ เรียน ๆ ไปทำงานไม่ได้ ไม่ทำงานอะไรเลย ก็เลือก Drop อีก กว่าจะเรียนจบก็ 6 ปีโน้นเข้าให้

 

ประการที่ 4 ... นักศึกษาชอบคัดลอกชิ้นงานเพื่อน หรือ อินเทอร์เน็ต แล้วเอามาส่ง เสมือนกับว่า อาจารย์ไม่ตรวจ

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกเทอม ทุกหมู่เรียน อย่างน้อยก็มีกลุ่มหนึ่งที่ทำแบบนี้

เค้าเลือกใช้ชีวิตเอาตัวรอดไปวัน ๆ โดยไม่สนใจว่า การทำรายงานด้วยตนเองนั้นเป็นการฝึกประสบการณ์ความรู้ให้กับตัวเอง การลอกมันง่ายกว่า ลอกอินเทอร์เน็ตก็ง่ายกว่า เปิดปุ๊บ ระบายทึบ Copy แล้ว Paste เขาคิดไม่ทัน หรือ คิดไม่ถึงหรือไงว่า อาจารย์ตรวจก็มี (แต่ไม่ตรวจก็มีนะครับ ให้คะแนนแบบไม่ได้ตรวจ เห็น ๆ กันอยู่)

วิธีแก้ปัญหา คือ ตรวจงานให้ละเอียดขึ้น หากพบว่า มีการคัดลอกกันจริง ทั้งต้นฉบับและผู้ลอก ได้คะแนนเท่ากัน คือ ศูนย์ พร้อมกันนั้นก็นำมาประกาศภายในห้องเรียน เพื่อให้เกิดความไม่มั่นใจว่า ที่ทำไปถูกต้องหรือ อีกทั้งต้นฉบับ คราวหน้าจะไม่กล้าให้เพื่อนลอกอีก รักกันแค่ไหน ก็ต้องไม่สอนเพื่อนผิด ๆ ครับ

 

ขอนำเสนอ 4 ประการก่อนนะครับ คิดออกแล้วจะนำเพิ่มเติมในภายหลัง

ตอนเรียน ผมเข้าเรียนคาบแรกเสมอ หากเรียนแล้วไม่เคย Drop หนีแม้แต่วิชาเดียว ทำไมเด็กเดี๋ยวนี้ถึงได้ใช้ชีวิตมักง่ายขนาดนี้ ผมไม่เข้าใจ

อาจจะเป็นไปได้ว่า มหาวิทยาลัยท้องถิ่นของผมไม่มีโอกาสได้ Input ที่ขยันและตั้งใจเรียนมาเรียน ร้อยละ 50 ของผู้มาเรียน คือ ผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจมาเรียนที่นี่ แถมเมื่อมาเรียนแล้ว คือ Process ยังไม่ดีอีก อาจารย์ที่ไม่ดี ถ่ายทอดความรู้ไม่เป็นก็เยอะ แล้ว Output ที่ดีจะเหลืออยู่สักเท่าไหร่ นะครับ

ปี ๆ หนึ่งมีนักศึกษารีไทน์ 500 - 600 คนนะครับ จากนักศึกษา 20,000 คน ไม่รู้ว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรู้เรื่องนี้บ้างหรือเปล่า หรือคอยแต่ระวังขาเก้าอี้อย่างเดียวก็ไม่ทราบ

แล้วมหาวิทยาลัยของท่านทั้งหลาย หรือ ประสบการณ์ของท่าน มีแบบนี้ หรือเคยได้ยินเรื่องแบบนี้ไหมครับ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันหน่อยนะครับ

ขอบคุณครับ :)

 

ป.ล. แรงกระตุ้นจากการเขียนบันทึกเรื่องนี้มาจากประสบการณ์การสอนที่ผ่านมา และ การ Drop หนี การไม่มีหัวใจนักสู้ในการเรียนวิชาผมของนักศึกษา ผมก็เหนื่อยใจแต่ก็ยอมรับว่า คนพร้อมเรียนเท่านั้นที่จะเลือกเรียนกับผม