จากการได้มีโอกาสสอนนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา เข้าเทอมที่ 15 ทำให้ได้เห็นพฤติกรรมการเรียนของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นได้ชัดเจนมากขึ้น นำมาซึ่งความคิดคำนึงถึงประสบการณ์การเรียนหนังสือของตัวเองในระดับมหาวิทยาลัยของตัวเองเมื่อสิบกว่าปีก่อนว่า มีสิ่งใดเหมือนกัน มีสิ่งใดแตกต่างกันบ้าง
ขอหลับตามองขึ้นไปบนเพดานแล้วนึกเรื่องราวพฤติกรรมการเรียนเหล่านี้ว่ามีอะไรบ้างหนา
ประการที่ 1 ... นักศึกษาไม่ชอบเข้าเรียนในชั่วโมงแรกของภาคเรียน
เป็นเรื่องที่แปลกมากที่ผมเคยก็ไม่เคยทำตอนเรียน และไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน ... นักศึกษาของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นมักไม่ชอบเข้าเรียนในชั่วโมงแรก ซึ่งพวกเขาชอบคิดว่า ชั่วโมงแรกของอาจารย์ผู้สอนแค่นำเข้าสู่รายวิชา คำอธิบายรายวิชา เงื่อนไขต่าง ๆ ของการเรียนในวิชานี้เท่านั้น ขอนอนอยู่บ้านหรือหอพักก่อนดีกว่า ดังนั้น สิ่งที่เห็นอยู่เป็นประจำ คือ สัปดาห์แรกของการเรียนจะมีนักศึกษามาเรียนไม่ถึงครึ่งของนักศึกษาทั้งหมด
ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว ชั่วโมงแรกเป็นชั่วโมงที่สำคัญมากในระดับต้น เพราะอาจารย์ผู้สอนจะบอกเงื่อนไขในการเรียน การปฏิบัติตัวทั้งหมดในวิชานั้น ๆ เพื่อให้นักศึกษาตัดสินใจว่า จะเลือกลงทะเบียนเรียนในวิชานี้ กับผู้สอนคนนี้หรือไม่ สู้ หรือ ไม่สู้ดี ต้องมีข้อมูลตัดสินใจในเบื้องต้น หากเป็นวิชาเลือก ไม่ใช่ วิชาบังคับ
ซึ่งอาจารย์ผู้สอนที่ดี ๆ มักจะมีวิธีแก้ปัญหานี้โดยการเช็คชื่อให้คะแนนตั้งแต่คาบแรกไปเลย หรือเริ่มสอน เริ่มมีงานให้ทำในคาบเรียน ซึ่งทั้งสองวิธีทำให้นักศึกษาเสียคะแนนชุดแรกนี้เลย โดยไม่มีข้อแก้ตัว ถือเป็น การเตือนจากอาจารย์ผู้สอนว่า เวลาที่เหลือต้องตั้งใจเรียนกว่านี้นะ ไม่งั้นตกไป ก็ได้แต่สมน้ำหน้า
ประการที่ 2 ... นักศึกษามักเลือก DROP ในรายวิชาที่เค้าคิดว่า อาจารย์ดุ หรือ ออกเกรดยาก ตามคำเล่าอ้างของนักศึกษารุ่นพี่
อาจารย์ผู้สอนตั้งใจเคี่ยวกรำนักศึกษาให้สามารถออกไปเผชิญกับโลกภายนอกได้อย่างไม่อายใคร กลับไม่ใช่อาจารย์ที่นักศึกษาผู้มักง่าย ชอบอะไรง่าย ๆ อยากเรียนด้วยนัก เพราะคิดว่า เดี๋ยวต้องเครียด เดี๋ยวเกรดออกมาไม่ดี นักศึกษาจึงมักจะหาข่าวจากนักศึกษารุ่นพี่ เพื่อนที่เคยเรียนมาก่อนว่า วิชานี้ อาจารย์ท่านนี้ เป็นอย่างไรบ้าง แล้วมักจะได้คำตอบจากนักศึกษาเหล่านี้ว่า ยาก ดุ งานเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่พวกที่ตอบแบบนี้คือ พวกใจไม่สู้ ไม่ค่อยตั้งใจเรียน มาบ้าง ไม่มาบ้าง คำตอบนี้จึงตายตัว
สิ่งที่นักศึกษาทำหลังจากทราบคือ จะ Add วิชานี้ก่อนเปิดเทอม แล้วหลังจากนั้นไปสืบดูว่า อาจารย์ท่านใดสอน หากใช่ จะเลือกไป Drop ในวิชานี้ทันทีไม่ยอมเรียน ถึงแม้แผนการเรียนจะถึงแล้วก็ตาม และหากว่า วิชานี้เป็นวิชาที่อาจารย์สอนหลายท่าน นักศึกษาจะ Drop ไปลงอีกหมู่เรียนหนึ่งแทน เพราะคิดว่า อาจารย์ท่านนั้นเรียนง่ายกว่า (แต่เขาไม่ทราบหรอกว่า เรียนแล้วไม่ได้ความรู้อะไรมากนัก) แต่หากว่า วิชานี้มีอาจารย์ผู้สอนคนเดียว นักศึกษาจะไปลงช่วงไฟลท์บังคับ คือ ก่อนจบหลักสูตร ปี 4 ปี 5 โน้นแหละ ซึ่งบางครั้งก็ยอมจบช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน แปลกไหมครับ
ผมในฐานะอาจารย์ผู้สอน ผมยังตลกกับวิธีคิดของเด็กพวกนี้ ขนาดสถานการณ์จำลองชีวิตการทำงานภายในมหาวิทยาลัยยังคิดได้แค่นี้ คงไม่ต้องถามถึงเวลาที่ออกไปเผชิญโลกข้างนอกหรอกนะครับว่า จะเป็นคนอย่างไร
วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด คือ ถ้าผู้สอนหลายคน ต้องสร้างมาตรฐานการสอนในวิชานั้น ๆ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน หรือไม่ก็เลือกใช้ผู้สอนเพียงคนเดียว การควบคุมมาตรฐานก็ย่อมง่ายกว่า
แต่ผมเคยเจอปัญหานะครับ ... วิชาที่ผมรับผิดชอบ นักศึกษาจะไม่ยอมลง ไม่สู้ตั้งแต่ต้น แอบไปบอกอาจารย์ที่ศักยภาพต่ำ ๆ และโลภ ๆ ท่านหนึ่ง (เปิด SUMMER ได้เงินค่าสอนตามปริมาณหัวนักศึกษา) ขอเปิดรายวิชานี้อีกหมู่เรียนหนึ่ง แอบทำเรื่องไปโดยมาแจ้งสาขาวิชาว่า เด็กอยากลงกับผม (เอาเข้าไป) ผลกลายเป็นว่า นักศึกษาที่ใจปลาซิวพวกนั้นถอนหมู่เรียนที่ผมสอนไปลงอีกหมู่เรียนที่เปิดใหม่เกือบครึ่งห้อง ผมซึ้งใจขึ้นมาเลยกับพฤติกรรมแบบนี้ จำจนถึงวันนี้
ประการที่ 3 ... นักศึกษาเห็นว่า ส่งงานไม่ทันแน่นอน หรือ ยังไม่ได้ทำอะไรเลย นักศึกษาไป Drop วิชานี้ทันที ไม่ว่าวิชานี้เป็นวิชาบังคับหรือไม่ จบช้าออกไปแค่ไหน
คล้าย ๆ กับประการที่ 2 ครับ ... แต่น่าแปลกใจอีกเหมือนกันที่นักศึกษาคิดได้แค่นี้
โดยส่วนมากเป็นนักศึกษาที่มีพฤติกรรมไม่ตั้งใจเรียน ความสามารถในการเรียนต่ำ จะเลือก Drop ก่อนที่จะหมดภาคเรียน โดยเลือกไปตายเอาดาบหน้า รอวันวิชานี้เปิดอีกครั้งในภาคเรียนต่อ ๆ ไป แล้วก็ค่อยลงทะเบียนเรียนใหม่ ซึ่งเลือกเสียเงินเพิ่มขึ้นจากผู้ปกครองของตัวเอง แต่มาลงเรียนใหม่ก็อีกหรอบเดิม คือ เรียน ๆ ไปทำงานไม่ได้ ไม่ทำงานอะไรเลย ก็เลือก Drop อีก กว่าจะเรียนจบก็ 6 ปีโน้นเข้าให้
ประการที่ 4 ... นักศึกษาชอบคัดลอกชิ้นงานเพื่อน หรือ อินเทอร์เน็ต แล้วเอามาส่ง เสมือนกับว่า อาจารย์ไม่ตรวจ
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกเทอม ทุกหมู่เรียน อย่างน้อยก็มีกลุ่มหนึ่งที่ทำแบบนี้
เค้าเลือกใช้ชีวิตเอาตัวรอดไปวัน ๆ โดยไม่สนใจว่า การทำรายงานด้วยตนเองนั้นเป็นการฝึกประสบการณ์ความรู้ให้กับตัวเอง การลอกมันง่ายกว่า ลอกอินเทอร์เน็ตก็ง่ายกว่า เปิดปุ๊บ ระบายทึบ Copy แล้ว Paste เขาคิดไม่ทัน หรือ คิดไม่ถึงหรือไงว่า อาจารย์ตรวจก็มี (แต่ไม่ตรวจก็มีนะครับ ให้คะแนนแบบไม่ได้ตรวจ เห็น ๆ กันอยู่)
วิธีแก้ปัญหา คือ ตรวจงานให้ละเอียดขึ้น หากพบว่า มีการคัดลอกกันจริง ทั้งต้นฉบับและผู้ลอก ได้คะแนนเท่ากัน คือ ศูนย์ พร้อมกันนั้นก็นำมาประกาศภายในห้องเรียน เพื่อให้เกิดความไม่มั่นใจว่า ที่ทำไปถูกต้องหรือ อีกทั้งต้นฉบับ คราวหน้าจะไม่กล้าให้เพื่อนลอกอีก รักกันแค่ไหน ก็ต้องไม่สอนเพื่อนผิด ๆ ครับ
ขอนำเสนอ 4 ประการก่อนนะครับ คิดออกแล้วจะนำเพิ่มเติมในภายหลัง
ตอนเรียน ผมเข้าเรียนคาบแรกเสมอ หากเรียนแล้วไม่เคย Drop หนีแม้แต่วิชาเดียว ทำไมเด็กเดี๋ยวนี้ถึงได้ใช้ชีวิตมักง่ายขนาดนี้ ผมไม่เข้าใจ
อาจจะเป็นไปได้ว่า มหาวิทยาลัยท้องถิ่นของผมไม่มีโอกาสได้ Input ที่ขยันและตั้งใจเรียนมาเรียน ร้อยละ 50 ของผู้มาเรียน คือ ผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจมาเรียนที่นี่ แถมเมื่อมาเรียนแล้ว คือ Process ยังไม่ดีอีก อาจารย์ที่ไม่ดี ถ่ายทอดความรู้ไม่เป็นก็เยอะ แล้ว Output ที่ดีจะเหลืออยู่สักเท่าไหร่ นะครับ
ปี ๆ หนึ่งมีนักศึกษารีไทน์ 500 - 600 คนนะครับ จากนักศึกษา 20,000 คน ไม่รู้ว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรู้เรื่องนี้บ้างหรือเปล่า หรือคอยแต่ระวังขาเก้าอี้อย่างเดียวก็ไม่ทราบ
แล้วมหาวิทยาลัยของท่านทั้งหลาย หรือ ประสบการณ์ของท่าน มีแบบนี้ หรือเคยได้ยินเรื่องแบบนี้ไหมครับ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันหน่อยนะครับ
ขอบคุณครับ :)
ป.ล. แรงกระตุ้นจากการเขียนบันทึกเรื่องนี้มาจากประสบการณ์การสอนที่ผ่านมา และ การ Drop หนี การไม่มีหัวใจนักสู้ในการเรียนวิชาผมของนักศึกษา ผมก็เหนื่อยใจแต่ก็ยอมรับว่า คนพร้อมเรียนเท่านั้นที่จะเลือกเรียนกับผม
อาจารย์ช่างสังเกตครับ เป็นข้อมูลสำหรับแก้ไขพัฒนาที่ดีครับ ผมยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด(จริงๆอยากให้เก็บข้อมูลเป็นระบบวิจัยชั้นเรียน) ขอเป็นแสดงความคิดเห็นก่อน
ข้อ 2 ถ้าข้อสอบเป็นชุดเดียวกันตัดเกรดรวมไม่ว่าใครสอน นิสิตนักศึกษาน่าจะเลือกอาจารย์ที่เป็นนักเล่าและถ่ายทอดให้เข้าใจดี
ข้อ 3 เหมือนกับอยากเป็นนิสิตนักศึกษาไปนานๆ เพราะไม่เหมือนกับยุคที่ตลาดแรงงานมาก จบก่อนได้งานครับ
ข้อ 4 คัดลอกพบเช่นกันครับ รู้เรื่องนี้ก่อนก็เปลี่ยนแปลงโจทย์ให้ต่างกัน และตรวจสอบจริงจังครับ(เหนื่อยเหมือนกัน) แต่จริงครับว่าอาจารย์บางท่านไม่สนใจ(ไม่เปิดดูด้วยซ้ำ คงทำนองว่า"โตแล้ว ตัดหางปล่อยวัด กรรมมีจริงจะสนองเอง") บางครั้งผมตัดใจว่า อย่างน้อยให้เขาได้อ่านหรือผ่านการคิดขีดๆเขียนๆก็ให้ส่งเป็นลายมือเขียนแทน ถ้าพวกไม่ฉลาดก็เขียนแบบคัดลอกเมื่อยมือไป แต่ที่ฉลาดก็อ่านสรุปเขียนข้อความรวบยอดแทน
ขอบคุณครับ
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นมาก ๆ ครับอาจารย์ :)
อยากได้มุมมองมาก ๆ จริง ๆ ครับในประเด็นเหล่านี้
"วิจัยชั้นเรียน" นั้น ผมขอเก็บนำไปคิดต่อนะครับ
บังเอิญมีเพื่อนอยู่สาขาวัดผลและวิจัยพอดี อาจจะได้คำแนะนำดี ๆ ครับ
สวัสดีค่ะ พี่อาจารย์ Wasawat Deemarn
สมัยใหม่นี้ คนที่เรียนจบมา มักจะไม่ได้ทำงานตามสายที่เรียน.....
แล้วคนที่ได้งานทำ ก็มักคิดว่า ทำไปก่อน เพื่อมีชั่วโมงประสบการณ์สำหรับทำประวัติ resume.....
และ อีกหลายๆ คน ก็เพียงแต่ขอโอกาสเพื่อให้ได้เริ่มทำงาน งานอะไรก็ได้ เพราะเมื่อได้เริ่มแล้ว จึงจะถือว่า มีโอกาสใช้ความสามารถ ถ้าเพียงแต่ไม่มีโอกาสตรงนี้ ก็เหมือนถูกปิดกั้นไว้ แม้จะมีความสามารถมากเท่าไรก็ไม่มีโอกาสจะแสดงความรู้/ความสามารถออกมาค่ะ
แค่สิ่งที่น้องใบไม้เห็นมานะคะ บางคนอาจจะไม่เคยเห็นตรงนี้ก็เป็นไปได้ค่ะ
พี่อาจารย์ Wasawat Deemarn สบายดีนะคะ เห็นบันทึกผ่านตาเมื่อเร็วๆ นี้ หลายบันทึก เหมือนมีความเครียดน่ะค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ.....
ชยพร แอคะรัจน์
สวัสดีครับ น้อง ใบไม้ :)
น้อง ใบไม้ เก่งมากคับ ... ใช้บันทึกวิเคราะห์ความรู้สึกของคนบันทึก ณ เวลาปัจจุบันได้ :)
คนมีความสามารถสูงเพียงใด หากไม่ได้รับโอกาส ก็ไม่มีประโยชน์ ครับ ... แต่หลายคนละทิ้งโอกาสก็มีเยอะครับ เช่น โอกาสที่ได้เรียนหนังสือดี ๆ ในขณะที่อีกหลายคนไม่มีโอกาส ... โดยเฉพาะนักศึกษาที่พี่สอน หลายคนปล่อยผ่านชีวิตไปเรื่อย ๆ ครับ
ขอบคุณมากครับ สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอ นับแต่เรารู้จักกันมา :)
สวัสดีครับ อาจารย์ ชยพร แอคะรัจน์ :)
อาจารย์สบายดีนะครับ ... ผมยังไม่ได้นำภาพกล้วยไม้มาให้อาจารย์ช่วยวิเคราะห์เลยครับ เร็ว ๆ นี้ครับผม
วิธีการของอาจารย์นั้น ผมได้มีโอกาสเห็นอาจารย์หลายท่านในที่ทำงานผมใช้เหมือนกันครับ
ขอบคุณอาจารย์มากครับ หากมีสิ่งใดเพิ่มเติม เรียนเชิญได้ตลอดเวลาเลยนะครับ :)
สวัสดีครับอาจารย์
อาจารย์ Handy ครับ
ถือเป็นประเด็นที่ 5 ได้เลยครับ ... นักศึกษารักแต่ความสบาย ไม่มีน้ำอดน้ำทน อยากได้เกรด A แต่ไม่อยากทำอะไรยาก ๆ พอเรียนตก เพราะไม่ทำอะไรมาส่งให้ดี ๆ ก็ไปบอกต่อเพื่อนคนอื่นว่า อาจารย์ให้เกรดยาก เป็นงั้นไป
ไม่ใช่ว่า นักศึกษาจะใช้อิสระเสรีในการเลือกอาจารย์สอนนะครับ แต่อาจารย์ผู้สอนก็เลือกเหมือนกัน ใครพร้อมที่จะเรียน พร้อมที่จะรับความรู้ ผมเต็มใจให้เต็มที่เท่าที่ผมมี หรือเกินผมมี แต่ถ้าไม่อยากรับ ผมก็เชิญนักศึกษาลักษณะไปถอนวิชาออกดีกว่าติด E ครับ
คงไม่ใจร้ายเกินไป หากนักศึกษายังมีพฤติกรรมมักง่ายแบบนี้อีก
ขอบคุณอาจารย์มากครับที่มาเยี่ยมทุกข์เยี่ยมสุขผม :)
การถอดบทเรียนแบบนี้ดีครับ ....เพื่อเราจะได้คิดหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น..
และปัญหาจะไม่ถูกแก้ไขเลย หากครูบาอาจารย์เพิกเฉย
-------------------------------------------------------
ขอเป็นผู้มาอ่านเเละเพิ่มเติมมุมมองครับ
เค้าเรียกว่า "ถอดบทเรียน" หรือครับ หุ หุ ... คุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร ...
คงเป็นเรื่องแปลกอีกเหมือนกันครับ คุณเอก ... ไม่มีความใส่ใจใด ๆ จากผู้ที่รับผิดชอบเรื่องราวพวกนี้ หรือ หากมีการทำ SWOT ก็ได้แต่พูดกันในห้องประชุม แต่ไม่เคยมีการนำผลการประชุมทำ SWOT มาใช้แม้แต่ครั้งเดียว
อาจจะเป็นการต่อสู้เพียงลำพังเท่านั้นครับ ... หากมีสักครั้ง ผมคงจะได้ "ถอดบทเรียน" สมใจในที่ประชุมใหญ่ เวทีขนาดยักษ์สักที
อิ อิ ผมเพิ่งเข้าบันทึกคุณเอกตะกี้ คุณเอกก็แวะมาเข้าบันทึกผม
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ของจริงทีเดียวครับ
ขอบคุณครับ :)
-นักศึกษาจำนวนมากเข้าเรียนมือเปล่า ไม่มีแม้กระดาษสักแผ่น ปากกาสักด้าม
-นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจกิจกรรมการเรียนการสอน ถ้าสอนแบบบรรยาย ก็จะคุยกัน นั่งเหม่อ ฟุบหลับ ส่องกระจก หวีผม ฯลฯ ถ้าอภิปรายกลุ่มย่อยมักจะคุยนอกเรื่อง หรือมีคนพูดอยู่คนสองคน ส่วนใหญ่จะหาข้อสรุปที่เป็นสาระไม่ได้ และมักลุกเข้าลุกออกจากห้องบ่อยเกินความจำเป็น
-นักศึกษาจำนวนมาก ๆ 80-90 เปอร์เซ็นต์ จดบันทึกไม่เป็น ฟังไม่เข้าใจ ไม่รู้จักสงสัย ถามไม่เป็น และเมื่อถูกถามไม่ตอบหรือขอคำถามอีกครั้ง หรือตอบไม่ถูก
-นักศึกษาส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักศึกษาชายแต่งตัวแบบไร้รสนิยม ใส่เสื้อปล่อยชาย เสื้อ - กางเกงยับยู่ยี่ สกปรก ไม่สวมถุงเท้า สวมรองเท้าผ้าใบสกปรก หรือ รองเท้าไม่หุ้มส้น หลายครั้งเจอสวมรองเท้ายางหรือฟองน้ำก็มี
-ทั้งที่นักศึกษามีพฤติกรรมการเรียนแบบนี้ แต่กลับพบว่า
*ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดผ่านการประเมิน
*ในจำนวนนี้มี A มี B ด้วย
paaoobtong
16/3/52
22:40
สวัสดีครับ ท่านอาจารย์ paaoobtong :)
นักศึกษามือเปล่า ... มีจำนวนไม่น้อยจริงครับ
นักศึกษามานั่งเฉย ๆ ... ก็ยิ่งมาก
นักศึกษาจดบันทึกไม่เป็น ... บางทีก็จดทุกคำ ไม่ทันก็ยกมือบอกอาจารย์ ผมจดไม่ทันครับ เอาเข้าไป
นักศึกษาชายชอบคิดว่าตัวเองเซอร์ ... หมายถึง สกปรกทั้งสมองและร่างกาย
ผู้สอน ... เป็นเรื่องจริงครับ ผมเคยได้ยินบางคนพูดว่า ให้ผ่าน ๆ ไปเถอะ ... แต่งกายยังไงก็แต่งไป ... ครูแบบนี้น่าผิดหวังที่สุดครับ
ครูผู้สร้างผลผลิตทางสังคมที่เลว ๆ ออกสู่สังคม เชื่อว่า ผมพูดไม่ผิด
ขอบคุณทุกประเด็นครับอาจารย์ :)
เป็นเรื่องไม่อยากจะคิดเลยนะคะอาจารย์ จะโทษนักศึกษายุคนี้ไม่ได้แล้วค่ะ เพราะรอบๆ ตัวเราพบว่า การทำผลงานวิชาการเพื่อขยับซียังมีระบบสำเนาแล้วตัดแปะ กลายเป็น ใครๆ ก็ทำกัน ได้ซีไปครอบครอง ได้เงินเดือนเพิ่มเติม แต่ผลงานไม่มีอะไรใหม่ กลายเป็นตัวอย่างให้เด็กรุ่นใหม่ ลูกหลานของตัวเองหรือเปล่า...
ขอโทษนะคะ ที่คิดแนวขวางในวันหยุดแบบนี้ เฮ้อ...
ถูกต้องนะคร้าบ พี่หม่อม ดาวลูกไก่ ชื่นชมยินดี :)
ข้าราชการหลาย ๆ สถานะทำอย่างนั้นจริง ๆ ที่ชัดมากที่สุด คือ ข้าราชการครู ครับ ... ที่ขยับซี เงินค่าตำแหน่งเพิ่มต่อเดือน แต่ผลงานอาจจะไม่ได้ทำด้วยตนเอง
เมื่อพ่อแม่หนูทำได้ หนูก็ทำตามพ่อแม่หนูได้ ... ความภูมิใจกินไม่ได้
ขอบคุณครับ :)
สวัสดีปี๋ใหม่เมืองครับ pa_daeng :) ... สุขภาพแข็งแรง ครับ :)
หัวข้อเรื่องที่อาจารย์หยิบยกมา
ทำให้ ...นึกถึงสม้ยเรียนค่ะ
ประมาณว่า ... หากต้องเข้าเรียนในคาบใดก็ตาม
มาก่อนแทนที่จะนั่งหน้า กลับรีบมาจอง เพื่อที่จะนั่งข้างหลัง
ส่วนพวกมาช้า รู้ตัววันนี้หากสายจะต้องนั่งข้างหน้า .... เป็นสะงั้น
แต่กลุ่มครูเอนั่งเกือบแถวหน้าตลอด เพราะนั่งหลังเขาคุยกัน สมาธิแตกค่ะ อิอิ
สิ่งที่ได้รับคือประสบการณ์ค่ะ
บางวิชาทุ่มเททั้งใจ เวลา เพื่อสอบปฏิบัติ
ใน 1 ชั่วโมง ( 1 หน่วยกิต )
...น่าเสียดายที่พวกเขาไม่รู้จักเก็บเกี่ยว
พอทำงานแล้ว ไม่มีโอกาส ... ขอบคุณที่ทำให้รำลึกค่ะ
ขอบคุณ คุณ ครูเอ ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันครับ :)
อิอิ นอนดึกเหมือนกันนะน้องเรา
สมัยพี่เรียนปี '48' โต๊ะข้าฯใครอย่าแตะ นั่งข้างหน้าตลอดค่ะ
อย่าบัง อิอิ... นั่งหลังมองไม่เห็น 555
สายตาไม่ดีตั้งแต่เด็กเลยเหรอครับ คุณครูจุฑารัตน์ NU 11 :)