เคยได้ยินไหม "ต้นไม้จะโตได้ต้องผ่านทั้งลม ทั้งน้ำ ทั้งแดด ในปริมาณที่เหมาะสม
เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
เขียนเอาไว้เป็นใจความว่า
"ต้นไม้จะโตเป็นไม้ใหญ่ได้
ต้องผ่านทั้งลม ทั้งน้ำ ทั้งแดด ในปริมาณที่เหมาะสม
ถ้าเจอแต่น้ำ โดยไม่มีแดด
รากก็จะฟ่ามและเน่าไป
ถ้าเจอแต่แดด ไม่มีน้ำ
ต้นก็จะเหี่ยวแห้งและตายลงในที่สุด
ถ้าเจอน้ำแดด แต่ไม่เจอลม
ใบไม่เก่าๆก็ไม่ร่วงสักที
แล้วเมื่อไหร่ใบไม้ใหม่ๆจะมีโอกาสแทงยอดเกิดขึ้นมาได้
**************************************************
คนเราก็เหมือนกัน ถ้าเจอแต่คนโอ๋
เจอแต่เรื่องที่สมหวัง พอผิดหวังครั้งเดียวก็หมดแรงสู้ต่อ
เพราะไม่เคยเจอกับความผิดหวัง
สิ่งสำคัญที่จะต้องรู้จัก คือ
"การยอมรับและรับได้" กับความเป็นจริงต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ไม่ว่าจะในแง่ทุกข์และแง่สุข
ในโลกนี้ไม่มีใครหรอกที่จะไม่ทุกข์
และไม่มีใครหรอกที่ไม่มีความสุขเลย
โลกมันก็หมุนเวียนเป็นคู่กันไปแบบนี้
******************************************************
จำได้ว่าหลวงปู่ดุลย์
ครูบาอาจารย์ฝ่ายวิปัสนาเคยให้โอวาทธรรมไว้มีใจความว่า
ธรรมะไม่ได้อยู่ที่คนทำดีแล้วจะได้ดี ไม่มีเรื่องทุกข์ใจ
หรือไม่มีเรื่องร้ายๆ เข้ามาในชีวิต
แต่ธรรมะอยู่ที่เมื่อเราเจอเรื่องร้ายๆ
เข้ามาเมื่อไหร่แล้วเราทำใจอย่างไร เรารับมันได้ไหม ทุกข์ไหม
ในความเห็นของครู ที่เป็นฆารวาสมีกิเลสหนานี้
ครูคิดว่าเบื้องต้นการที่เรานับถือศาสนาๆ
ไม่ว่าศาสนาใดก็ตามและนับถือหลักธรรมนั้นๆ
ก็เพื่อจะนำมาใช้ในการดำรงชีวิตให้มีความสุขนั่นเอง การปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่จุดนี้
คือเมื่อศึกษาแล้วจะนำมาใช้ทำให้ชีวิตของเราและคนรอบข้างมีความสุขได้ไหม
ครูบาโต้ง(ลูกศิษย์หลวงพ่อทูล)เคยเล่าให้ฟังว่า
หลวงพ่อสอนว่า ของดีต้องผ่านทุกอย่างไปได้
ถ้าผ่านไปไม่ได้แสดงว่ามันยังไม่ดีจริง ทองนี่หลอมมายังไง
พอเย็นก็กลับเป็นทองคำมีคุณค่าเหมือนเดิม
ไม่เสื่อมคุณค่าลงเลย
คนเราจะดีจริงมันก็ต้องผ่านทุกอย่างไปให้ได้ไม่ว่าสุขทุกข์แค่ไหน
ถ้าอยู่กับมันได้โดยที่ใจมั่นคงไม่สั่นไหวและมีคุณธรรม
ก็ถือว่าเป็นคนดีที่แท้จริง
*******************************************************
นิสิตที่รักทุกท่าน
ครูจำได้ว่าเคยคุยกับอาจารย์หลายๆท่านในคณะของเราว่าพวกเราต่างเป็นห่วงนิสิตของเราที่จบไป
ด้วยเหตุที่อาจารย์ในคณะทุกท่านพยายามมอบสิ่งดีๆให้นิสิต
จนทำให้บางครั้งเราเองก็กังวลว่าจะกลายเป็นการโอ๋นิสิตมากเกินไปหรือไม่
เพราะโลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างที่เราเจอในคณะ ลึกๆ
เราก็กลัวว่านิสิตของพวกเราจะเป็นอย่างไร แต่ในท้ายที่สุด
พวกเราก็เห็นตรงกันว่า
เรื่องบางอย่างประสบการณ์บางอย่างนั้นเป็นสิ่งที่
นิสิตทุกท่านจะต้องขนขวายแสวงหาความรู้ด้วยตัวของท่านเอง
บางอย่างครูก็จำเป็นจะต้องให้พวกเธอเจอกับมันด้วยตัวเอง เจ็บเอง
รู้เอง เพราะ เรื่องอย่างนี้ประสบการณ์จะเป็นตัวสอนที่ดีที่สุด
บทเรียนบางอย่างต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดก่อนจึงจะเข้าใจความหมายที่มีคุณค่าของมัน
อย่างไรก็ตามพวกเรา ครูอาจารย์ทุกท่านคงวางตำแหน่งตัวเราไว้เพียงการ
เป็นผู้ปลูกต้นไม้ เพาะเมล็ดแห่งปัญญา ชี้นำสิ่งที่ถูกที่ควร
และนำเสนอภาพที่พวกเราทุกคนอยากจะเห็นสังคมของเราเป็นไว้ในใจพวกนิสิตทุกคน
เราหวังไว้ว่าเมื่อวนหนึ่งเมล็ดแห่งความคิดและปัญญานั้นผลิดอกออกผลโตเต็มที่แล้ว
มันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยของเรางดงาม
โดยความปรารถณาดีของครู
ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกได้โปรดดลบันดาลให้นิสิตของครูทุกคน
มีความอดทนเป็นที่ตั้ง มีสติ มีปัญญาที่เฉียบแหลม รู้เห็นสิ่งต่างๆ
ตามความเป็นจริง และสามารถผ่านบทเรียนชีวิตของพวกเธอไปได้
ตลอดจนเรียนรู้คุณค่าของบทเรียนต่างๆ ด้วยตัวเธอเอง
รักและปราถณาดี
ครูของพวกเธอ
*บทความนี้ผมเขียนขึ้นจากการได้คุยกับลูกศิย์คนหนึ่งที่กำลังทุกข์ใจ
อย่างมาก เพราะบางเรื่อง
ผมหวังว่าประสบการณ์ที่นิสิตท่านนั้นคิดว่าเลวร้ายจะให้บทเรียนบางอย่างที่มีคุณค่ากับตัวของนิสิตเอง
และภาวนาว่านิสิตท่านนั้นจะกลับมามีกำลังใจอีกในไม่ช้าและกลายเป็นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาคนอื่นต่อไปได้อีกในอนาคต
....
บทเรียนบางอย่างต้องเรียนรู้ด้วยตนเองจึงจะเข้าใจ*

สวัสดีค่ะ คุณ OLD SOLDIER
เห็นด้วยค่ะ และพยายามอยู่ที่จะเป็น..
"คนเราจะดีจริงมันก็ต้องผ่านทุกอย่างไปให้ได้ไม่ว่าสุขทุกข์แค่ไหน ถ้าอยู่กับมันได้โดยที่ใจมั่นคงไม่สั่นไหวและมีคุณธรรม ก็ถือว่าเป็นคนดีที่แท้จริง"
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับครูแป๋ม
ขอบคุณครับอาจารย์วิว เมื่ออ่านหลายๆรอบผมเริ่มคิดได้แล้วครับ